ในการดำรงอยู่ของชีวิตหลายผู้คนมักมีเป้าหมายหลายประการด้วยกัน แต่ละคนต่างมีเป้าหมายของตนเองที่แตกต่างกันไป แต่หนึ่งในนั้นที่เป็นเป้าหมายยอดนิยมคงไม่พ้นเป้าหมายด้านความรัก เราล้วนปรารถนาที่จะมีความรักอันแสนหวานกันแทบทั้งสิ้น แต่จะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งความพึงปรารถนานั้นจะเป็น ‘พิษ’ ที่บ่อนทำลายชีวิตอันเต็มไปด้วยความหวัง
ได้โปรด กรุณาอย่าโอบกอดฉัน เรื่องสั้นที่บอกเล่าอุบัติเหตุแห่งการแต่งงานของชายหนุ่มผู้เป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงกับหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ซึ่งเป็นทายาทนักธุรกิจระดับขับเคลื่อนประเทศ ด้วยความหวังที่จะมีชีวิตรักที่แสนหวาน แต่กลับกลายเป็นพิษที่แสนขื่นขม พร้อมกับการพยายามที่จะลบล้างกรอบและความคาดหวังของสังคมเกี่ยวกับความเป็นชาย
พิษรักพิษร้ายผ่านมุมมองของชายต่ำศักดิ์
ผู้แต่งได้พยายามถ่ายทอดความเจ็บปวดภายใต้ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic relationship) ของชายผู้เป็นจิตรกรในเรื่อง ที่ได้ผ่านงานวิวาห์กับหญิงสาวนักธุรกิจขนาดใหญ่ผู้เพรียบพร้อมไปด้วยรูปโฉมอันงดงามและมีฐานะดี แต่ภายหลังงานวิวาห์กลับพบกับพิษแห่งความรักมากมาย
ประการแรก คือความห่างเหินขาดการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน แน่นอนว่าในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนั้นการรู้จักเอาใจใส่กันจะเป็นสิ่งที่จะคอยเชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งสองให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น แต่หญิงสาวในเรื่องได้ให้ความสำคัญไปกับหน้าที่การงาน จนมองข้ามคนข้างกายที่ต้องการเวลาในการกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองไว้เช่นกัน ซึ่งความห่างเหินนี้เป็นปัญหาที่พบเจอได้บ่อยในสังคมปัจจุบันอันบ่อนทำลายชีวิตคู่มานักต่อนัก บ้างก็เป็นเหตุแห่งการหย่าร้างที่สร้างปมในชีวิตของผู้เป็นบุตรในกรณีที่คู่รักมีบุตร
“หลังแต่งงานเราแทบไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน มีเพียงรูปนางละเวงเปลือยอกกับภาพคู่พรีเวดดิ้งเท่านั้นที่ยืนยันความนสัมพันธ์ระหว่างเรา”
ประการที่สอง นอกจากการมีเวลาให้กันแล้วในชีวิตคู่นั้นการเป็นพื้นที่ปลอดภัยต่อกันถือเป็นสิ่งสำคัญอีกประการที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตรักให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งต้องอาศัยการรู้จักรับฟังและให้ความสำคัญกับอีกฝ่ายไม่ต่างไปจากเรื่องของตน รู้จักให้เกียรติและเคารพฝั่งตรงข้ามอยู่เสมอ หากเมื่อไรที่สิ่งเหล่านี้ถูกมองข้ามจะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยและกลายเป็นพิษที่มีฤทธิ์กัดกร่อนความสัมพันธ์ของกันและกัน
“หลายครั้งน้ำเสียงที่เธอพูดกับผมแฝงการดูถูก กดข่ม ... ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันผมยังอึดอัดอย่างประหลาด บางครั้งเธอเล่าถึงงานของเธอ แต่มันกลับเป็นเหมือนลมที่พัดผ่านใบหูเช่นเดียวกับงานของผม เพียงพูดไม่กี่คำ เธอก็รีบตัดบท เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น”
ประการที่สาม การที่ชีวิตคู่ไม่ได้ดำเนินไปด้วยความรัก ผู้แต่งได้ถ่ายทอดมุมมองของผู้ชายที่มองว่าเรื่องราวของชีวิตคู่บางครั้งก็มีการนำความหมายอื่นมาแทนที่ความรัก ซึ่งภายในเรื่องมีการนำเอาผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจเข้ามาเป็นเหตุผลในการครองชีวิตคู่ร่วมกัน อันสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่แท้จริงของชีวิตคู่นำไปสู่การตั้งคำถามถึงเหตุผลของการเลือกใช้ชีวิตร่วมกัน ว่าความรักคืออะไร? และมีเหตุผลอื่นใดนอกเหนือไปจากความรักหรือไม่ที่เป็นเหตุผลให้คนสองคนเลือกที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ซึ่งจากเรื่องราวแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วในมุมมองของชายที่เป็นผู้เล่าเรื่องเองก็ต้องการความรักที่ดูแสนหวานอย่างในละครพาฝัน แต่กลับกันอีกฝ่ายต้องการผลประโยชน์ในทางธุรกิจของตนจึงต้องเสแสร้งว่ารักชายผู้นั้น ทำให้ทำเกิดเป็นพิษของความรักและเป็นเหตุแห่งการเกิดปัญหาความเชื่อใจ (Trust issues) ของอีกฝ่ายต่อไปได้อีกเช่นกัน
นอกจากนี้พิษแห่งรักยังสามารถตีความและมองได้อีกหลายแง่มุมด้วยกัน หนึ่งสิ่งที่ผู้วิจารณ์สังเกตได้คือความรักที่มากเกินไปของพ่อที่มีต่อลูกสาว อยากให้ลูกสาวของตนมีหน้าที่การงานที่ดีและนำองค์กรที่ตนสร้างขึ้นมาเดินต่อไปได้ ความรักที่มากเกินไปนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือในการค่อย ๆ ทำร้ายบุคคลผู้เป็นที่รักได้เช่นกัน กล่าวคือความรักที่พยายามจะควบคุมชีวิตของลูกซึ่งมากเกินไปจนมองข้ามอิสระในการเลือกใช้ชีวิตและความปรารถนาที่แท้จริงของลูก ซึ่งอาจบ่อนทำลายบุคคลรอบตัวและสูญเสียคนที่รักของลูกไปได้เช่นกัน
“พ่อของเธอบอก ที่ยอมให้แต่งงานเพราะตอนแรกคิดว่า ผมจะพอเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจบ้าง แต่ผมกลับติสก์จัด ไม่ยอมหยิบจับอะไร ... สิ่งที่เธอต้องทำคือเลือก ระหว่างตัวผมกับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด อำนาจอาจคืนสู่ตัวเขา หรือส่งมอบไปให้ผู้อื่นได้ ในชั่วพริบตา”
การพยายามลบล้างกรอบของสังคมความเป็นชาย - หญิง
สังคมไทยมีการตีกรอบที่แสดงความคาดหวังให้ผู้อื่นเป็นไปตามสิ่งที่สังคมมองว่าควรจะเป็น ซึ่งบางครั้งความเข้าใจเหล่านั้นอาจเป็นการจำกัดความเป็นตัวตนของใครบางคนอยู่ อย่างที่พบเจอภายในเรื่องผู้แต่งได้พยายามให้ความหมายใหม่กับชายผู้เป็นสามี โดยในมุมมองของผู้คนในสังคมมักตีกรอบผู้ชายว่าต้องมีความเป็นผู้นำ เข้มแข็งและอดทน ซึ่งผู้แต่งเองได้พยายามท้าทายกับกรอบเหล่านั้น โดยแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วผู้ชายก็สามารถอ่อนแอได้และไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำเสมอไป
“ถึงผมเป็นผู้ชายแต่ในสูติบัตรก็ไม่เคยมีข้อความระบุว่า เข้มแข็งตลอดเวลา เมื่อแต่งงาน ผมตั้งใจฝากชีวิตไว้กับใครสักคน แต่เธออาจไม่คิดแบบนั้น”
ในด้านของความเป็นผู้หญิงเองเราต่างถูกกรอบของสังคมกดทับว่าจะต้องเป็นเพศที่อ่อนแอ เป็นผู้ตาม และเป็นแม่ศรีเรือนที่ดีของสามี ซึ่งก่อให้เกิดคำถามตามมาอีกเช่นกันว่าเพศหญิงไม่สามารถเข้มแข็งและเป็นผู้นำได้จริงหรือ? ผู้แต่งเองได้แสดงให้เห็นถึงอีกมุมมองหนึ่งของสตรีผ่านเนื้อเรื่อง ว่าผู้หญิงเองก็สามารถเป็นผู้นำของครอบครัวได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือนอีกต่อไป
แต่กลับพบว่าเมื่อผู้แต่งเองได้สลับขั้วของกรอบที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เนื้อเรื่องกลับกลายเป็นทวีความรุนแรงขึ้น ความเป็นผู้นำของผู้หญิงในเรื่องกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเป็นพิษของความสัมพันธ์ในชีวิตรัก
แต่ทั้งนี้ผู้วิจารณ์มองว่าความเป็นพิษที่เกิดขึ้นภายในเรื่องนั้นเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลายประการด้วยกัน เช่น การพยายามจะรักษาและพัฒนาธุรกิจของตระกูล ความคาดหวังและความกดดันของผู้เป็นพ่อ อันเป็นเหตุให้เส้นทางชีวิตคู่ของทั้งสองสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตามผู้วิจารณ์มองว่าการไม่จำกัดความเป็นตัวเอง ไม่สร้างกรอบและความคาดหวังต่อผู้อื่นถือเป็นสิ่งที่ดี อันจะทำให้เราต่างอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไร้ความกดดัน เข้าใจความแตกต่างของผู้อื่นและแสดงความรักต่อผู้บุคคลแวดล้อมอย่างเป็นมิตรและพอดี ครองชีวิตคู่ด้วยรักที่บริสุทธิ์ปราศจากผลประโยชน์อื่นใด เพื่อไม่ให้เกิดพิษรักที่ทำร้ายบุคคลใกล้ตัว
‘พิษรัก’ ผ่านมุมมองความเป็นชายและการทำลายกรอบของสังคม ของ “ได้โปรด กรุณาอย่าโอบกอดฉัน”
บทวิจารณ์โดย คณิศร นิยมรส
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11