คนขายห่อหมกกับประชาธิปไตยจอมปลอม : บทวิจารณ์โดย กัญญารัตน์ สุขยามยนต์ โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

คนขายห่อหมกกับประชาธิปไตยจอมปลอม

    เสียงร่ำไห้คร่ำครวญ ก่นด่า สาปแช่ง ของชาวบ้าน จากการสูญหายไปของกลุ่มบุคคลในตำบลหนึ่ง ผู้ต้องสงสัยที่เดากันได้ไม่ยาก คือ เสือซึ่งมาจากโรงละครสัตว์ ขณะเดียวกันป้าขายห่อหมกที่เสมือนนาฬิกาเดินได้ประจำซอยนั้นกลับหายวับไปกับตาในม่านหมอกเฉย ๆ คล้ายว่าเสียงเข็มนาฬิกานั้นหยุดเดิน แล้วตายไปชั่วขณะหนึ่ง "การกลับมาของคนขายห่อหมก" โดยรงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ได้ชื่อว่ามีเอกลักษณ์งานเขียน เป็นการใช้คำยุคเก่า ซึ่งได้กล่าวเปรียบเปรยถึงเรื่องราวของโรงละครสัตว์และเสือที่ตะคุบเหยื่อชาวบ้าน รวมไปถึงผู้ส่งสารให้ทุกคนรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดอย่างป้าห่อหมก กับเหตุการณ์ความไม่สงบ ในครั้งอดีตมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ที่แลกมาด้วยคราบน้ำตา ก่อนได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันเที่ยงธรรม

 

     "ในเมืองมีโรงละครสัตว์พวกเขาพยายามคดโกงทุกอย่างจากคนดูโดยแอบอ้างว่า เขาเสนอความบันเทิงเพื่อคนดู แต่เราถูกบีบคั้นและเหยียดหยามให้เป็นคนดูเท่านั้น"

 

     จากประโยคดังกล่าวผู้เขียนต้องการสื่อถึง โรงละครสัตว์หรือเขาที่เปรียบเสมือนองค์กรรัฐบาล ที่มีอำนาจเผด็จการในการควบคุมคนดูอย่างเราประชาชน ผู้ไร้ซึ่งสิทธิใด ๆ ในการขัดขืน ชาวบ้านตาดำ ๆ ไร้อำนาจ ทำได้เพียงฝืนทน ในส่วนนี้ขยายความอ้างอิงกับเหตุสลด 14 ตุลาได้ว่า กลุ่มประชาชนกำลังถูกกดขี่อยู่ภายใต้เงาทมิฬแห่งความมืดของรัฐบาลที่ปากบอกประชาธิปไตย โฆษณาด้วยระบอบที่ตั้งมาใหม่ตั้งแต่ 2475 แต่ความจริงกลับห่างไกลจากอิสระเสรีภาพเหลือเกิน เป็นได้แค่โลกเสมือนประชาธิปไตยเพียงเท่านั้น เพราะรกรากหยั่งลึกเบื้องหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังคงไม่หายไปไหน แค่อำนาจนั้นเปลี่ยนมือไปเป็นของนายกรัฐมนตรีแทนกษัตริย์ ความทุจริตเน่าเฟะของรัฐบาลที่มิอาจแอบซ่อนไว้ได้มิดชิดแสดงถึงการไร้คุณภาพ ผนวกกับการกุมอำนาจไว้อย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนและเหล่านิสิตนักศึกษาผู้ผดุงความยุติธรรม เริ่มตระหนักถึงสิทธิที่ควรทวงถามคืนมา เพื่อความชอบธรรมและถูกต้อง

 

      หากแต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจอมเผด็จการรัฐบาลต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้อย่างไม่ต้องสงสัย จึงนำไปสู่เส้นทางแห่งความขัดแย้ง ที่กลุ่มหนึ่งเป็นประชาชนผู้ปกป้องสิทธิของตนเอง กับอีกกลุ่มคือ รัฐบาลผู้กดขี่และล็อคกุญแจเสรีภาพของพวกเขาเอาไว้นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นอันก่อให้เกิดการปล่อยเสือดุหลายตัว ออกมาจากโรงละครสัตว์รัฐบาลอย่างบ้าคลั่ง เพื่อจัดการผู้ต่อต้านให้สิ้นซาก นำไปสู่คำที่ได้ยินว่า "เสือจัญไร" จากคำนี้แสดงถึงความโกรธแค้น และด่าทออำนาจในมือของรัฐบาล "กลุ่มคนใส่เกือกเหมือนเหล็ก" เราเชื่อว่านี่หมายถึงเหล่ากองทัพพลทหาร ผู้แข็งแกร่งที่ได้ฉายาเท่ ๆ นั่นว่า รั้วปกป้องประชาชน ปกป้องชาติ แต่กลับหันเหจากการปกป้องไปเป็นกวาดล้างประชาชนที่ต่อต้านเพื่อรักษาสิทธิของตนซะเอง การทำร้ายผู้บริสุทธิ์จึงถือเป็นความผิดบาปและไม่ชอบธรรมของรัฐบาล จุดนี้กลายเป็นความโชคดีในโชคร้ายของประชาชน เพราะการบาดเจ็บนองเลือดกลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง "ความไม่ชอบธรรม" เผด็จการที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังประชาธิปไตยจึงพ่ายแพ้แล้วล้มไป

 

    "หลายคนหายไป บางคนกลับมา ใบหน้าพวกเค้าแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งบอกถึงความเศร้า ส่วนหนึ่งบอกถึงความหวัง"

 

     ในส่วนนี้ทำให้เราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็แลกมาด้วยราคาความเจ็บปวดแสนสาหัส ที่ประชาชนต้องควักจ่ายไม่ใช่น้อย ตีความได้ว่าความเศร้า คือ การสูญเสียผู้บริสุทธิ์บางคนไป ในขณะที่ความหวังใหม่คือ ประชาชนร่วมใจกันผนึกกำลัง จนสามารถโค่นล้มรัฐบาลลงได้ ซึ่งส่วนนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม หยาดเหงื่อ และคราบน้ำตาที่ประชาชนยอมแลกกับเสรีภาพของตนเองอย่างยากเย็น 14 ตุลาจึงเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ไม่เพียงแต่เป็นการเล่าเรื่องความขัดแย้งจนคนอ่านเกิดอารมณ์เกลียดรัฐบาลในยุคสมัยนั้น แต่ยังเป็นการอาลัยระลึกถึงผู้ที่ถึงแก่อนิจกรรมและผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่ประท้วง เพื่อปกป้องสิทธิของทุกคน แล้วยังทำให้คนรุ่นหลังยิ่งตระหนักถึงความสำคัญของประชาธิปไตยอีกด้วย

 

    แล้วป้าห่อหมกเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้

     "ป้าห่อหมก" เป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์สำคัญที่ได้รับบทบาทอย่างการเป็นผู้ส่งข่าว เพราะผู้ส่งข่าวก็เปรียบเสมือนสื่อกลาง กระบอกเสียงส่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ผู้คนรับรู้ด้วยความสัตย์จริง แต่ตามเนื้อเรื่อง ป้าห่อหมกที่เดินผ่านเหมือนนาฬิกาบอกเวลาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลับหายเงียบไปเฉย ๆ เพราะอะไรกัน ส่วนนี้จึงแสดงถึงความไม่มั่นคงของสถานการณ์ที่ผู้ส่งข่าวไม่สามารถออกตัวแรงเกินไป ในช่วงเวลาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้ เนื่องจากหากวู่วามส่งต่อข่าว ขณะที่ความขัดแย้งกำลังทวีคูณ อาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้คนเผด็จการณ์นั้นเพ่งเล็งเอาได้

 

      "ห่อหมกวางเรียงไว้ในกระด้งเทินมาบนไหล่ นั้น ราคาห่อละ หกสลึง มันไม่อร่อยถึงน้ำลายเล็ดเมื่อนึกอยากกิน"

 

     จากประโยคนี้แสดงถึงการกลับมาทำหน้าที่ของเธอผู้ส่งข่าวที่หายไป ตอนนี้พายุสงบลงแล้วหลังจากช่วงเหตุการณ์รุนแรงพัดผ่านไป นาฬิกาที่หยุดเดินอย่างเธอ ก็ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้รสห่อหมกนั้นกลับไม่น่าดึงดูด จนผู้คนไม่อยากลิ้มรสมันอีกต่อไป หมายถึงเราประชาชนไม่อยากรับรู้ถึงข่าวเกี่ยวกับการสูญเสียและความขมขื่นนั้นอีกต่อไปแล้วนั่นเอง

 

     บทสรุปของเรื่องทั้งหมดได้สะท้อนภาพเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึกเคียดแค้นและเสียงตะโกนด่าทอ รวมไปถึงน้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่ไหลรินของประชาชน ผู้ต่อสู้ทวงคืนสิทธิเสรีภาพ อันควรเป็นของตน ด้วยการผนึกพลังทั้งกายใจทั้งหมดที่ทุ่มเทได้ไปกับความไม่ยุติธรรมของรัฐบาล ผู้มีฉากกั้นบังหน้าเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม แล้วเหตุการณ์มหาวิโยคนี้ยังช่วยสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของประชาธิปไตยว่าแลกมาด้วยราคาสูงค่าและการสูญเสีย ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกเห็นด้วยในการอุปมาอุปลักษณ์ของผู้เขียนที่สื่อถึง การพยายามดิ้นรนทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของประชาชน ทว่าพวกเขากลับไม่มีโอกาสได้รับ นั่นคือ เสรีภาพ และ ประชาธิปไตยอันแท้จริง

 

คนขายห่อหมกกับประชาธิปไตยจอมปลอม
บทวิจารณ์โดย กัญญารัตน์ สุขยามยนต์
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

Writer

The Reader by Praphansarn