กว่าจะเกิดการแปลงกาย ปรากฏว่าสายไปเสียแล้ว : บทวิจารณ์โดย ชมพูนุท นาใต้ โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

กว่าจะเกิดการแปลงกาย ปรากฏว่าสายไปเสียแล้ว

     ปรากฏการณ์แปลงกาย เป็นเรื่องสั้นที่เล่าถึงความล้มเหลวในการใช้ชีวิตของเด็กหนุ่มอายุ 19 ปีคนหนึ่ง เขาล้มเหลว แตกสลาย และเริ่มฟูมฟาย เมื่อ “อัตลักษณ์” ที่เคยภูมิใจว่า “มีอยู่” กลับกลายเป็น “สูญไป” ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก

    เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครชายผู้อยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากการเล่าถึงความรู้สึกของตัวละครที่ “ถูกจองจำ” ภายในจิตใจของตัวละครเอง จนกระทั่งวันหนึ่งตัวละครข้างต้นก็ “ถูกจองจำในชีวิตจริง” ในที่สุด การเปิดเรื่องในลักษณะนี้กระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสงสัยและใคร่รู้ถึงสาเหตุที่ชีวิตหนึ่งต้องถูกกักขังได้เป็นอย่างดี

    พื้นเพของตัวละครชายตัวนี้แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป เขามาจากสถานที่ที่แตกต่าง เขามีอัตลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ภายในตัว (ในเรื่องเรียกว่า พลังวิเศษ) แต่ถึงแม้ภายในของเขาจะพิเศษ และเขากลับมีร่างกายที่เหมือนกับมนุษย์ธรรมดาถึง 95% จึงสามารถซ่อนตัวตนอยู่ภายในสังคมมนุษย์ได้ภายใต้การดูแลของมนุษย์ธรรมดาที่เขาเรียกว่า ‘พ่อ’

 

จุดสิ้นสุดของการอดทน – จุดเริ่มต้นของการ (คิดที่จะ) เปิดใช้อัตลักษณ์

     ตัวละครเด็กหนุ่มในเรื่องสั้นเป็นตัวละครที่ค่อนข้างจะเชื่อฟังคำสอนของผู้ที่เขาเรียกขานว่า ‘พ่อ’ เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าเด็กหนุ่มจะใช้ชีวิตอย่างเสเพลแค่ไหน แต่สิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มยึดมั่นถือมั่นไว้ในใจเสมอก็คือคติที่ว่า “ห้ามทำตัวโดดเด่นกว่าคนอื่น” ตามที่ ‘พ่อ’ ได้บอกสอนมา ทว่าจิตใจอันมั่นคงต่อคำสอนดังกล่าวกลับถูกสั่นคลอนให้พังทลายลงด้วยเรื่อง “รัก ๆ หลง ๆ” ตามประสาวัยรุ่นกลัดมัน เรื่องราวของความรักแบบ Poppy Love ที่ผู้เขียนนำมาเป็นตัวจุดชนวนเหตุการณ์ที่นำไปสู่การจองจำที่แท้จริงนั้น อาจไม่ได้สื่อถึงแต่การหมกมุ่นในกามารมณ์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มที่มั่นคงต่อคำสอนของ ‘พ่อ’ มาโดยตลอดหวั่นไหวได้ แท้จริงแล้วอาจเป็น “ความโหยหาการยอมรับจากสังคม” ความรักระหว่างชายหญิงก็เป็นหนึ่งในการยอมรับที่เด็กหนุ่มโหยหามาโดยตลอด เขาจึงกระโจนตัวเข้าใส่เป้าหมายอย่างไม่ยั้งคิด

    ทว่าไม่อาจกล่าวได้ว่า ผู้หญิง หรือ ความสเน่หาของหนุ่มสาวเป็นเพียงสิ่งกระตุ้นเดียวที่ทําให้เด็กหนุ่มกระโจนลงสู่การถูกจองจําที่แท้จริง ยังมีอีกหนึ่งตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการผลักเด็กหนุ่มผู้โหยหาการยอมรับให้ยิ่งจมดิ่งลงไปในคุกที่อยู่ภายในจิตใจของเขาเอง ตัวละคร ‘ไอ้เข้’ หรือเพื่อนสนิทของเด็กหนุ่ม เป็นเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่ถูกสุมอยู่เต็มรอบโกดังกักเก็บอัตลักษณ์ รอวันที่จะมีใครสักคนโยนไฟมาจุดระเบิดพังโกดังที่กักเก็บอัตลักษณ์ให้พังทลาย ตัวละครไอ้เข้ เป็นตัวละครที่มีนิสัยตรงข้ามกับเด็กหนุ่มทุกอย่าง หากไอ้เข้มีอัตลักษณ์เช่นเดียวกันกับเด็กหนุ่ม สิ่งที่มันจะทำคงเป็นการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ที่มันมีให้โลกรู้ กล้าชน และมันจะพูดความคิดของตนเองออกไปโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใดทั้งสิ้น ตัวละคร ‘ไอ้เข้’ ที่ถึงแม้จะขวางคลองไปบ้าง ขวางทางรถไฟไปบ้าง แต่ก็ยังมีอิสระในการที่จะแสดงความเป็นตนเองให้โลกรู้ อาจเป็นภาพสะท้อนของตัวตนที่เด็กหนุ่มอยากจะเป็น คือ ได้พูดในสิ่งที่ อยากพูด ได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปรกติสุข

 

Boss ลับกับการจองจำอัตลักษณ์ที่เกิดจากความรักที่ไม่ปรับตัว

    ผู้ที่มีอิทธิพลถึงขั้นที่จะจองจําอัตลักษณ์ของคนคนหนึ่งได้ ต้องเป็นคนที่เปรียบเสมือนโลกทั้ง ใบของคนคนนั้น และผู้ที่จองจําอัตลักษณ์ของเด็กหนุ่มก็คือตัวละคร ‘พ่อ’ ตัวละครที่ไม่ได้มีบทปรากฏในเรื่องเสียด้วยซํ้า ปรากฏเพียงคําสอนที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม อย่าแสดงอิทธิฤทธิ์อภินิหารให้ใครเห็น คนเขาไม่ได้ชื่นชมพวกเหนือมนุษย์หรอก มีแต่จะมองเป็นตัวประหลาด หรือไม่ก็เห็นว่าเป็นอันตราย อาจสร้าง ความฉิบหายวายป่วงแบบในหนังที่พวกฝรั่งมันทํา”

    คำสอนของ ‘พ่อ’ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ค่อนข้างจะยึดติดกับแบบแผนและเชื่อมั่นในประสบการณ์ของตนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ คำที่ว่า “คนเขาไม่ได้ชื่นชมพวกเหนือมนุษย์หรอก” อาจแสดงให้เห็นบางมุมของตัวละคร ‘พ่อ’ ว่าเป็นมีลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างเป็นกังวลกับสายตาที่คนอื่นมองเข้ามาที่ตนเอง คําสอนของพ่อจึงเป็นสิ่งที่จองจําให้เด็กหนุ่มที่ควรจะต้องได้เฉิดฉายในสังคม เนื่องจากพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กําเนิด ต้องวนเวียนอยู่กับการอดทน ซ่อนเร้น ปกปิด และทําตัวเป็นคนธรรมดาแบบที่ “พ่อคิดเอาเอง” ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสําหรับเขา

    ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและเด็กหนุ่มยังสะท้อนไปถึงความต่างทางความคิดของคนต่าง Generation ที่อาศัยอยู่ในสังคมเดียวกัน พ่อเป็นตัวแทนของ “ผู้ใหญ่” หรือ Generation X ในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากคนในช่วงวัยของ ‘พ่อ’ อาจผ่านการอยู่ในสังคมที่ค่อนข้างกดดัน เคร่งในกฎระเบียบ และต้องระมัดระวังในการแสดงออก หรืออาจจะเคยได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีบางอย่างมาก่อน จนกระทั่ง ‘พ่อ’ ได้เลี้ยงดูเด็กหนุ่ม ตัวละคร ‘พ่อ’ จึงได้นำประสบการณ์ข้างต้นมาส่งต่อให้กับเด็กหนุ่มโดยไม่ได้คํานึงถึงว่า กระแสสังคม ความคิดเห็น แม้กระทั่งความเชื่อต่าง ๆ ในสังคมล้วนไม่จีรัง เป็นสายธารที่ผันแปรไปตามกาลเวลา การใช้วิธีการเดิม ๆ แม้จะเป็นกับสังคมเดิม อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสียทีเดียว บางที่สีขาวที่ ‘พ่อ’ เลือกใช้ในการแต่งแต้มผืนผ้าใบชีวิตของเด็กหนุ่ม อาจเหลือบแฝงไปด้วยสีดำที่ปะปนมาจากความผิดพลาดทางการผลิตโดยที่ ‘พ่อ’ ไม่รู้ตัว

 

อัตลักษณ์ที่ไม่ตอบรับผู้เป็นนายอีกต่อไป เมื่อถึงช่วงวัยที่มากขึ้น

     “เด็ก 10 ขวบนับว่าพิเศษ 15 ปีกําลังหลักแหลม แต่พออายุ 20 ปี ก็จะเป็นเพียงแค่คน ธรรมดา” เป็นข้อความจากแอนิเมชันสัญชาติญี่ปุ่น เรื่อง ยามสายฝนโปรยปราย ของ Makoto Shinkai เป็นคำกล่าวที่สะท้อนมุมมองที่ว่า เมื่อเราโตขึ้น ความสามารถที่เคยโดดเด่นในวัยเด็กจะกลายเป็นเรื่องปรกติของคนทั่วไป และความรู้สึก “วิเศษ” หรือ “เก่ง” ในวัยเด็กจะค่อย ๆ หายไป เราจะรู้สึกว่าความสำเร็จที่เราจะได้มาเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่ยากพอ ๆ กับการงมเข็มในมหาสมุทรเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่าเป็นเพราะ “ความคาดหวัง” ที่สังคมมีต่อเด็กและผู้ใหญ่นั้นไม่เท่ากัน สังคมไม่ค่อยมีความคาดหวังต่อเด็กเท่ากับผู้ใหญ่ เด็กไม่จำเป็นต้องมีสกิลที่โดดเด่นกว่าเพื่อให้ได้มีงานดี ๆ ทำ เด็กสามารถสนุกกับสิ่งที่ตนเองชื่นชอบและสนใจได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการหามาซึ่งปัจจัยในการจุนเจือชีวิต และไม่ว่าเด็กจะทำอะไร ก้าวที่ก้าวออกไปจะเล็กหรือใหญ่ ก็จะมีคนคอยชื่นชมก้าวนั้นอยู่เสมอ แต่น่าเสียดายที่คนเราทุกคนไม่สามารถเป็นเด็กได้ตลอดไป

     เหตุการณ์อัตลักษณ์หรือพลังวิเศษที่หายไปของเด็กหนุ่มในเรื่องเกิดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มมีอายุ 19 ปี ซึ่งช่วงวัยข้างต้นเป็นช่วงวัยที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับการก้าวข้ามจากความเป็น “เด็ก” กลายเป็น “ผู้ใหญ่” ในสังคมปัจจุบันมีค่านิยมที่เกี่ยวกับการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง คนที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนเก่ง ดีเลิศ หรือโดดเด่นในสังคมมักเป็นคนที่อายุน้อย มีแต่ความสามารถมากกว่า 1 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ภาษา กีฬา ศิลปะ ฯลฯ ยิ่งคุณ “เด็ก” มากเท่าไร ความสามารถมากมายที่คุณมีจะได้รับการ Appreciate จากสังคมเป็นอย่างดี แต่ถ้าคุณเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่มีความสามารถมากกว่า 1 ด้าน สังคมก็จะมองว่าเป็นธรรมดาที่ผู้ใหญ่ “สมควร” จะทําได้ เด็กหนุ่มในเรื่องปรากฏการณ์แปลงกาย “ไม่เคย” ได้เป็นแม้กระทั่ง “เด็ก” ที่ได้รับการ Appreciate ถึงความเก่งที่มีอยู่ในตัวตนเสียด้วยซ้ำ เมื่อเลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะแสดงออกถึงอัตลักษณ์ที่กำลังสุกงอมไปแล้ว อัตลักษณ์นั้นก็ได้แห้งเหี่ยวลง และไม่ขานรับเสียงเรียกของเด็กหนุ่มอีกต่อไป

     บทสรุปของปรากฏการณ์แปลงกายหรือชะตาชีวิตของเด็กชายในเรื่องอาจจะแปรเปลี่ยนไป ได้อีกหลายเส้นทาง ในโลกคู่ขนานที่มีคนที่พร้อมที่จะยอมรับในอัตลักษณ์และชี้ทางใช้อัตลักษณ์ที่ถูกต้องให้โดยไม่ต้องหลบซ่อน อาจนําพาให้เด็กหนุ่มได้รับการยอมรับและไม่ถูกจองจําอีกต่อไปทั้งในโลกความจริงหรือแม้กระทั่งในจิตใจของตนเอง

 

กว่าจะเกิดการแปลงกาย ปรากฏว่าสายไปเสียแล้ว
บทวิจารณ์โดย ชมพูนุท นาใต้ 
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

Writer

The Reader by Praphansarn