เรื่องสั้น “ได้โปรด กรุณาอย่าโอบกอดฉัน” ได้เล่าวิธีตามลำดับเหตุการณ์ผ่านศิลปินจิตรกรได้พบกับความรักในงานนิทรรศการ Nang (นาง) ที่นำเสนอตัวละครวรรณคดีไทย โดยใช้ฉากกรุงเทพร่วมสมัย การเจอครั้งนี้ เธอขอซื้อภาพทั้งหมด รวมทุกภาพของศิลปินจิตรกรในอนาคตด้วยราคาสูบลิวแลกกับการวาดภาพเธอเป็นนางละเวงวัณฬากับความไม่พอใจของเธอที่ต้องการให้เห็นภายในมากกว่าเดิม ถึงอย่างไรก็ตามกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์นี้ ข้ามเส้นไปมากกว่าศิลปินและผู้ว่าจ้าง และเรื่องราวกลับไม่ง่ายดาย เมื่อได้แต่งงาน ความรักกลับกลายเป็นข้ออ้างให้ผูกมัดระหว่างกัน หรือไม่มีความรักอยู่ตั้งแต่แรก
การแต่งงานเป็นเสมือนพันธะถูกเชื่อมโยงกับมือที่ไม่อาจมองเห็น
“การแต่งงานส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุ แม้ส่วนใหญ่จะอ้างสิ่งที่เรียกว่าความรัก แต่ก็ไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจนว่า ว่าความรักเป็นเรื่องของเคมีในร่างกาย ชะตาชีวิตที่กำหนดมาให้คู่กัน หรืออื่นใดกันแน่…”
เรื่องสั้น ได้โปรด กรุณาอย่าโอบกอดฉัน ผู้เขียนต้องการสื่อผ่านความคิดของศิลปินจิตรกรที่สะท้อนความคลุมเครือของการนิยามคำว่า การแต่งงานส่วนใหญ่คือ อุบัติเหตุ หมายความว่า การแต่งงานระหว่างคนสองคนไม่ได้เกิดจากความรักที่แท้จริง อาจเกิดจากความไม่ตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจแต่งงานตั้งแต่แรก จนเป็นเหตุผลใช้ความรักเป็นข้ออ้าง ทั้งที่การแต่งงาน เป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตในสายตาของสังคม ข้อสังเกตว่า การแต่งงานอันเป็นอุบัติเหตุนี้ เกิดจากกระแสสังคมให้ก้าวต่อไปตามลำดับขั้นของสังคมที่กำหนดให้ ราวกับว่าเป็นสายพานที่ทุกคนต้องเดินตาม ดังนั้นการแต่งงานเป็นสัญญะทางสังคมมากกว่าสัญญะอารมณ์เมื่ออำนาจเข้ามาแทนที่ เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น และผลที่ตามา ดังนี้
“เพียงไม่นานผมก็เริ่มมองเห็นว่า นี่อาจเป็นบททดสอบมากกว่าของขวัญ พลังของอำนาจ ไม่เว้นผู้ชาย ผู้หญิง หรือเพศใด ๆ ผู้ใหญ่หรือเด็ก และไม่ว่าเราจะเป็นใครมาก่อน มือของอำนาจพร้อมปั้น เปลี่ยนเราให้เป็นไปตามที่มันต้องการ...”
หากมนุษย์ถูกเชื่อมโยงความรัก แม้ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับอำนาจ ผู้เขียนต้องการสื่อผ่านความคิดของศิลปินจิตรกรที่สะท้อนการตระหนักถึงพลังของอำนาจ พลังของการเปลี่ยนแปลง เมื่อไรที่โดนครอบงำโดยอำนาจ เมื่อนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามที่ต้องการ และรูปแบบของอำนาจไม่ได้มาด้วยดีหรือความสำเร็จเสมอ แต่มาพร้อมกับความท้าทายที่ยากต่อการรับมือ จึงเป็นบททดสอบมากกว่าของขวัญว่า ใครจะอยู่และใครจะไป ผู้เขียนเน้นย้ำว่า อำนาจไม่เลือกใคร ไม่ว่าเพศใด วัยใด หรือเป็นใครมาก่อน เมื่อสัมผัสกับอำนาจก็ยากที่จะถอนตัว อาจทำลายตัวตนของเราให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่คำนึงความเข้มแข็งของจิตใจ และสุดท้ายมนุษย์ไม่ได้คุมอำนาจ กลับเป็นอำนาจเองที่ควบคุมมนุษย์เสียเอง
แค่หมากเดินเกมอยู่บนกระดาน แม้มีคุณค่าเท่าไรคงไม่พอ
“ทุกเรื่องราวย่อมมีตอนจบ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น สำหรับเรื่องระหว่างเรา ตัวเร่งปฏิกิริยา คือพ่อของเธอ สายตาที่เขามองผมทุกครั้งที่ร่วมโต๊ะอาหาร บ่งบอกให้รู้ว่าผมเป็นส่วนเกิน ไม่ต่างจาก ข้าวของที่พลาดนำเข้าบ้าน แล้วอยากกำจัดทิ้งไปให้ไว ๆ”
สะท้อนได้ว่า ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องของคนสองคน โดยมีพ่อของเธอ หรือพ่อตาไม่ได้ให้การยอมรับ จากสายตาที่มองมาและถูกมองว่าเป็นของที่ไร้ค่า เปรียบเทียบข้าวของที่พลาดนำเข้า ไม่ต่างอะไรจากการถูกผลักไส ยิ่งไปกว่านั้นคลิปเสียงที่ถูกส่งต่อ ๆ กันมาในขณะหญิงสาวพูดคุยกับพ่อ ในประเด็นการแต่งงานกับศิลปินจิตกรรม ทั้งที่สถานะของเธอมีตัวเลือกมากมาย ดังนี้
พ่อของเธอบอก ที่ยอมให้แต่งงานเพราะตอนแรกคิดว่า ผมจะพอเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจบ้างแต่ผมกลับติสต์จัด ไม่ยอมหยิบจับอะไร เอาแต่จะสร้างงานศิลปะบ้าบอ สุดท้ายเขาตอกหมุดความคิด ว่า คนอย่างผมคงไม่มีวันเปลี่ยน เท่ากับผมเป็นเศษส่วนเกินของธุรกิจ สิ่งที่เธอต้องทำคือเลือก ระหว่าง ตัวผมกับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด อำนาจอาจกลับคืนสู่ตัวเขา หรือส่งมอบไปให้ผู้อื่นได้ ในชั่วพริบตา
แล้วเหตุผลที่เธอบอกพ่อก็ทำให้ใจผมเต้นรัวแรงจนแทบระเบิด
"พ่อไม่ห่วงหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูจะพูดกับเขาเอง ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ยังอยากทำเท่เป็นศิลปิน สูงส่ง ก็จบกันที" เสียงของเธอเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอ่อนหวานไม่ต่างจากเด็ก ๆ ที่ออดอ้อนขอขนม "พ่ออยากได้อะไรก็บอกมาได้เลยค่ะ ไม่ว่ายังไงเราก็ยังเป็นพ่อลูก ส่วนเขามันแค่คนอื่น ไม่ใช่พวกเรา"
สะท้อนถึงความขัดแย้งของคุณค่าภายในกับผลประโยชน์ภายนอก พ่อของหญิงสาวมองการแต่งงานในเชิงผลประโยชน์เพื่อใช้ศิลปินจิตรกรเป็นบันไดให้ลูกสาวปีนขึ้นไป ทว่าศิลปินไม่ยอมเดินตามระบบนั้น กลับถูกมองเป็นเศษส่วนเกิน ซึ่งวัดค่าคนด้วยประโยชน์ใช้สอย ไม่ใช่ด้วยคุณค่า ขณะเดียวกันคำพูดของหญิงสาวที่ดูเหมือนจะเลือกข้างพ่อ เป็นจุดหักมุมสำคัญ แม้ภายนอกอาจดูเหมือนทรยศต่อความรัก แต่แท้จริงอาจสะท้อนความสิ้นหวังของเธอในสังคมที่บีบบังคับให้ต้องเลือกอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องเลือกระหว่างความรักกับผลประโยชน์ดังประโยค “เขามันแค่คนอื่น ไม่ใช่พวกเรา” จึงเป็นเหมือนคำพูดที่ตัดขาดลงทันใด
หรือแท้จริงแล้วการแต่งงานเกิดจากความรัก แต่กลับมีมือที่มองไม่เห็นกดทับ
ผู้เขียนต้องการสื่อผ่านความคิดของตัวละครหญิงสาว ผ่านมุมมองศิลปินจิตรกร ดังนี้
เธอก้าวเข้ามาหาผม แววตาเศร้า แต่ยังคงฝืนยิ้ม สิ่งที่เธอบอกผมคือ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเธอจะอยู่เคียงข้างผมเสมอ ตามคำสัญญาที่เราให้กันในคืนแต่งงาน
"เราแตกต่างกันมากเกินไป ผมไม่เห็นมีอะไรที่คุณจะรัก"
"ก็เพราะเราแตกต่างกันนี่แหละ คุณทำให้ฉันรู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่ธุรกิจ เงิน ตำแหน่ง หรืออำนาจ" เธอกอดผมเหมือนวันแรก ๆ ที่เราเริ่มสัมผัสกายกันและกัน "ฉันรักความเป็นอิสระของคุณ รักความคิดสร้างสรรค์ของคุณ รักเส้นสีต่างๆ ที่คุณเนรมิตขึ้นด้วยสองมือ ฉันรักคุณเพราะคุณแตกต่างในแบบที่ฉันหรือใคร ๆ ในชีวิตฉันไม่มีวันจะเป็นได้"
ด้วยการงานหน้าที่ผู้บริหาร ทำให้เสียงของความสิ้นหวังของหญิงคนหนึ่งที่ถูกบังคับให้เลือกข้างที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ความรักบริสุทธิ์ เธอถูกหล่อหลอมด้วยระบบคิดแบบธุรกิจ ที่วัดคุณค่าคนด้วยเงิน อำนาจ และประโยชน์ตอบแทน ขณะที่หัวใจของเธอกลับเริ่มมองเห็นคุณค่าอีกแบบหนึ่งคุณค่าของความเป็นมนุษย์ตอนที่เธอกลับมาหาศิลปินจิตรกรอีกครั้ง และพูดว่า “ฉันรักคุณเพราะคุณแตกต่าง” เป็นจุดที่ผู้เขียนใช้เพื่อเปิดเผยว่า ความรักของเธอยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกกดทับไว้ใต้ชั้นหนาของหน้าที่และความคาดหวัง
เรื่องสั้น “ได้โปรด กรุณาอย่าโอบกอดฉัน” สะท้อนความคลุมเครือของความรักและอำนาจ ผ่านมุมมองของศิลปินจิตรกรที่ได้พบกับหญิงสาวผู้บริหารในงานนิทรรศการศิลปะ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นจากความหลงใหลในศิลปะ แต่ค่อย ๆ ถูกครอบงำด้วยอำนาจ ผลประโยชน์ และแรงกดดันทางสังคม จนความรักกลายเป็นเพียงข้ออ้างของพันธะการแต่งงาน จนสูญเสียความหมายเดิมของมันไป ศิลปินจิตรกรจึงเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพที่ถูกท้าทายโดยโครงสร้างอำนาจ ส่วนหญิงสาวคือภาพแทนของความสิ้นหวังในสังคมที่ให้ค่ากับผลประโยชน์จากอำนาจมากกว่าความรู้สึก และสุดท้ายอำนาจต่างหากที่ควบคุมมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์ควบคุมอำนาจ
กรอบ วาด คน ใต้เงามือที่มองไม่เห็น
บทวิจารณ์โดยกัญญารัตน์ คชรัตน์
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11