หากพูดถึงการเมืองของไทยและอำนาจรัฐนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่จะนึกถึงเรื่องการเมืองในด้านลบ เพราะเมื่ออุดมการณ์และแนวคิดแบ่งเป็นฝักฝ่ายจนกลายเป็นความแตกแยก ทำให้เกิดภาพของการแก่งแย่งชิงดีกันของขั้วอำนาจต่าง ๆ ผู้มีอำนาจเปลี่ยนฝักฝ่ายฝ่ายเปลี่ยนฝ่ายไปมา ภาพประชาชนที่ไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ตนเองต้องการ หรือกระทั่งการรัฐประหาร ล้วนเป็นสิ่งที่เราทุกคนเห็นในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ราวกับม้วนฟิล์มวิดีโอที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเริ่มกลายเป็นความชินชา
“ เสียงหัวเราะร่ำไห้ในโลกหล้า” ของศักดิ์สิริ มีสมสืบ จึงเป็นบทกวีที่สามารถทำให้ข้าพเจ้าเห็นภาพของความแตกแยกทางอุดมการณ์นั้นได้อย่างชัดเจนผ่านการเรียงร้อยถ้อยคำและการเปรียบเปรยโวหารของกวี ในครั้งแรกที่ได้ลองอ่านภาพพี่น้องคู่หนึ่งที่แข่งกันหัวเราะและร้องไห้ ชวนให้นึกย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ยังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยทะเลาะกับพี่น้องหรือเพื่อนวัยเดียวกันด้วยเหตุผลแปลก ๆ เหมือนอย่างสองพี่น้องคู่นี้ที่ทะเลาะกันเพื่อเถียงว่าหัวเราะหรือร้องไห้ดังกว่ากัน การทะเลาะแบบเด็ก ๆ ที่ข้าพเจ้ามองว่าตลกและไร้เดียงสานั้นกลับทำให้เสียงหัวเราะของข้าพเจ้ากลายเป็นความเงียบงัน เพราะแม้เป็นเรื่องราวที่อ่านครั้งแรกแล้วก็ขบขัน แต่เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านบทกวีนี้อีกครั้งหนึ่งก็พบว่า“ เสียงหัวเราะร่ำไห้ในโลกหล้า” เป็นบทกวีที่สะท้อนภาพความแตกแยกทางความคิดของการเมืองไทยในใจของข้าพเจ้าออกมาอย่างหมดจด ผ่านการทะเลาะกันของเด็กสองคนที่ยังไม่รู้ประสีประสาสองคนนี้
ด้วยสัญญะของเสียงหัวเราะที่ยิ่งใหญ่และเสียงร่ำไห้ที่โลกสนั่น เป็นสิ่งที่ถูกย้ำซ้ำไปมาตั้งแต่ชื่อของบทกวีนิพนธ์ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การหัวเราะหรือร้องไห้ตามประสาเด็ก เพราะนอกจากจะเป็นการเรียงร้อยคำจนเกิดเป็นไพเราะในบทกวีแล้ว เสียงหัวเราะและเสียงร่ำไห้ยังเป็นตัวแทนของความคิดขัดแย้งและการไม่รับฟังกันของคนในสังคมของเรา สำหรับข้าพเจ้านั้นทั้งการหัวเราะและร้องไห้เปรียบได้กับอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีถูกผิด ทุกอุดมการณ์ล้วนแตกต่างแต่มีแนวทางของตนเอง แต่ในบทกวีนี้ทั้งพี่และน้องต่างก็ยึดมั่นถือว่าสิ่งที่ตนเองเลือกเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีกว่า แม้ในตอนแรกจะร่วมหัวเราะและร้องไห้มาด้วยกันก็ตาม ภาพนี้ล้อไปกับการเมืองที่ต่างคนก็ต่างอุดมการณ์ต่างความคิดแต่ทุกคนก็ล้วนคิดว่าตนเองคือคนที่ถูกต้อง โดยไม่ยอมรับฟังในสิ่งที่อีกคนต้องการจะสื่อสาร สิ่งเหล่านำไปสู่ความแตกแยกทางการเมืองและความขัดแย้ง ไม่ต่างกันกับสองพี่น้องที่สุดท้ายก็ทะเลาะกันเพราะการหัวเราะและร้องไห้ ภาพเด็กสองคน คนหนึ่งหัวดั่งลั่น อีกคนหนึ่งร่ำไห้โฮสุดชีวิตอย่างไม่มีใครยอมใคร ซ้อนทับกันกับภาพการพิพาททางการเมืองที่คนของฝ่ายที่หนึ่งก็ตะโกนดังสุดเสียง อีกฝ่ายหนึ่งก็ตะโกนกลับมาอย่างไม่แพ้กัน ทุกคนต่างเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของตนเองจนหลงลืมมอบความเมตตาให้แก่กัน ผ่านการโต้อารมณ์แต่ไม่ยอมรับฟังของพี่น้องคู่นี้
เมื่อเมฆดำ ไม่ต่างจากการรัฐประหารในความคิดของของข้าพเจ้า ภาพของก้อนเมฆดำทะมึนที่ปกคลุมทั่วฟ้ายามราตรีจนไร้แสงจันทร์นั้นบาดลึกลงในใจ เพราะหากถามว่าอำนาจที่จะสามารถยุติสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในชาติหนึ่งได้ นั้นมีหลายคำตอบเกินจะนับไหว แต่สิ่งที่คนไทยทุกคนได้มองเห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือภาพของการรัฐประหารและการยึดอำนาจ หากคนที่ไม่เคยได้เห็นก็คงจะคิดว่ารัฐประหารคือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงนั้นการรัฐประหารคือการยึดอำนาจของรัฐรัฐหนึ่งไป เหมือนกับสองพี่น้องที่ในตอนแรกไม่กลัวความมืดยังทะเลาะกันต่อไป แต่ก็สุดท้ายก็กลัวต้องหยุดทะเลาะกันแล้วกลับมาคืนดี การรัฐประหารเมื่อปีพ.ศ.2557 เต็มไปด้วยภาพของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งยังคงฉายชัดภายในความทรงจำของข้าพเจ้า ราวกับเมฆดำที่บดบังแสงสว่างของดวงจันทร์และดาราจนมืดมัว
แต่สุดท้ายพี่น้องก็ทะเลาะกันอีกครั้ง หากการเข้ามาของเมฆดำนั้นหยุดการทะเลาะของสองพี่น้องได้ก็คงเพียงชั่วครู่เดียว เพราะถึงเมื่อเวลาที่เมฆดำจางหายจนแสงเดือนปรากฏ ทั้งคู่ก็หัวเราะร่วมกันแล้วก็กลับไปตะโกนแผดเสียงร้องทะเลาะกันอีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นภาพที่สะท้อนความน่าเบื่อของการเมืองที่วนซ้ำไปมา เกิดเป็นวัฎจักรซ้ำซากของประเทศที่เราอาศัย
จากการหัวเราะร้องไห้ เมฆดำ และพี่น้องที่ทะเลาะกันอีกครั้ง รวมกันเป็นบทกวี“เสียงหัวเราะร่ำไห้ในโลกหล้า” ซึ่งสะท้อนความเป็นไปของการเมืองตลอดหลายปีที่มาภายในใจของข้าพเจ้า ยามเมื่ออุดมการณ์แตกต่างก็เกิดความขัดแย้งกัน การรัฐประหารโค่นอำนาจ และทุกสิ่งเมื่อเวียนครบเรื่องราวก็จะวนซ้ำอีกครั้ง จนกลายเป็นภาพเดิม ๆ ที่เริ่มเห็นจนชินตา ถ้าเราต้องการจะหยุด จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้ของปัญหานี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเห็นต่างและไม่ยอมรับฟังของคนในสังคม เพราะหากเรายอมรับในความคิดที่แตกต่าง รับฟังและเข้าใจ บางทีพี่น้องคู่นี้อาจจะไม่ต้องทะเลาะกันตั้งแต่ตอนแรก ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความแตกแยกให้ขุ่นข้องใจกันเลย
ความขัดแย้งทางการเมืองที่หัวเราะด้วยน้ำตา
บทวิจารณ์โดย กัญญาณัฐ น้อยคนดี โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11