ธารน้ำค้าง ภาพสะท้อน “ความทุกข์” ของมนุษย์ : บทวิจารณ์โดย กมลพรรณ มุสิกพันธ์ โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

ธารน้ำค้าง ภาพสะท้อน “ความทุกข์” ของมนุษย์

ธารน้ำค้าง : ภาพสะท้อน “ความทุกข์” ของมนุษย์

 

    ภาพของความทุกข์ในมโนทัศน์ของหลายท่านอาจเปรียบได้กับภาพของค่ำคืนที่ไร้ซึ่งแสงสว่างนำทาง หรือพายุฝนฟ้าคะนองที่โหมกระหน่ำท่ามกลางบรรยากาศท้องฟ้าสีเทา แต่สำหรับภาพของความทุกข์ในมโนทัศน์ของ ชมัยภร แสงกระจ่าง ความทุกข์ภายในจิตใจของมนุษย์นั้นเปรียบได้กับ “หมอกม่าน” ที่บดบังแสงอาทิตย์จนไม่อาจส่องสว่างมายังพื้นโลก

 

     “ธารน้ำค้าง” จาก “ธารน้ำค้างบนดอกบัวขาว” ของ ชมัยภร แสงกระจ่าง เป็นบทกวีที่สะท้อนภาพของความทุกข์อันเป็นประสบการณ์ร่วมของมวลมนุษยชาติได้เป็นอย่างดี กวีได้ถ่ายทอดภาพความทุกข์ผ่านการบรรยายภาพธรรมชาติและเสียงของผู้เล่าเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ทุกข์ ถ้อยคำต่าง ๆ ที่ปรากฏในบทกวีดังกล่าว ล้วนเป็นถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่มีความสละสลวย สื่ออารมณ์สะเทือนใจได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ “ธารน้ำค้าง” เป็นบทกวีที่งดงามอย่างยิ่ง ทั้งในด้านจินตภาพ และด้านวรรณศิลป์

 

     “ธารน้ำค้าง” ปรากฏฉันทลักษณ์ประเภทกลอนสุภาพที่มีจังหวะการแบ่งคำแบบสามัญ คือ 3-2-3 และ 3-3-3 อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งบท ส่งผลให้จังหวะในการอ่านนั้นลื่นไหล นุ่มนวล ราวกับว่าเสียงจากบทประพันธ์นั้นได้ปลอบประโลมผู้อ่านด้วยความเข้าใจธรรมชาติความทุกข์ของมนุษย์

 

“ฉันอยู่ในหมอกม่านมานานปี

ก่อนแย้มหน้าหาปฐพีมีแสงริน” (หน้า 116)

 

     หมอกม่านปกคลุมท้องฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้สาดส่องมายังพื้นโลกได้ฉันใด ความทุกข์ก็ปิดซ่อนความงดงามของความสุขได้ฉันนั้น เมื่อภาพของหมอกม่านค่อย ๆ เลือนราง แสงสว่างก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับสภาวะภายในจิตใจมนุษย์ขณะความทุกข์ค่อย ๆ จางหายไป ความรู้สึกเชิงบวก ทั้งความสุขและความหวังก็ปรากฏแทนที่ทันที

 

“จำได้ว่าบางวันนั้นแสนมืด

ฟ้าสีชืดใจเฉาแทบด่าวดิ้น

บนบัลลังก์คือทุกข์ฐานมารทมิฬ

มือเฉยชินใจเฉยชาตาเฉยคำ” (หน้า 116)

 

     เมื่อก้าวข้ามความทุกข์ไปได้แล้วและมองย้อนกลับมาพิจารณาอีกครั้ง อาจตระหนักได้ว่าช่วงเวลาแห่งทุกข์นั้นทรมานและยากลำบากเพียงไร มองเห็นเพียงภาพของความทุกข์นั้นจนเฉยชา เพราะความทุกข์เปรียบได้กับ “มารทมิฬ” ที่คอยก่อกวนจิตใจจนไม่อาจมองเห็นแสงแห่งความสุข ความเปรียบนี้ยิ่งเน้นย้ำภาพของความทุกข์ให้เป็นสิ่งที่โหดร้ายต่อจิตใจด้วยภาพของมารที่โหดร้ายและดำมืด

 

“เราเป็นเพียงหยดหนึ่งของน้ำค้าง

หยาดลงอย่างอ้างว้างกลางเวหน

เราเป็นเพียงหนึ่งนิดน้อยของรอยคน

จะร่วงหล่นระเหยหายในพริบตา” (หน้า 117)

 

     “หยดน้ำค้าง” คือภาพแทนของชีวิตที่จมปลักกับความทุกข์ ความเปรียบดังกล่าวเป็นความเปรียบที่แสดงความเป็นมนุษย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงชีวิตที่เป็นอนิจจัง สอดคล้องกับหลักไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน ความเปรียบนี้จึงเปรียบได้กับเสียงจากกวีที่เตือนสติผู้อ่านว่า ชีวิตของมนุษย์นั้นสั้นมาก เหมือนกับน้ำค้างเพียงหยดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ หยาดลงจากฟากฟ้า และพร้อมที่จะระเหยหายไปได้ตลอดเวลา ทุกคนจึงไม่ควรยึดติดกับช่วงเวลาแห่งทุกข์ แต่ควรปล่อยวางและใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดก่อนสิ้นลมหายใจ

 

    “รอยคน” แสดงให้เห็นภาพเส้นทางชีวิตของมนุษย์จำนวนมากที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน “รอยคน” จึงเป็นอีกความเปรียบหนึ่งที่ยิ่งเน้นย้ำภาพของความทุกข์ในชีวิตของมนุษย์ หลังจากเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ลองสะท้อนคิดและย้อนกลับไปพิจารณาประสบการณ์ความทุกข์ของตนเองในช่วงที่ผ่านมา กวีได้กล่าวถึง “ความทุกข์” ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความเป็นมนุษย์ ในลักษณะของการให้กำลังใจแก่ผู้อ่าน ดึงผู้อ่านออกจากอารมณ์ทุกข์และมองบทกวีนี้เหมือนบทบันทึกประสบการณ์ร่วมของมวลมนุษยชาติ

 

“ฉันจำได้ทุกหยาดหยดรสความทุกข์

ฉันปลอบปลุกด้วยความเศร้าทุกเช้าค่ำ

ฉันจำได้ทุกรูปหมองของทรงจำ

ฉันตอกย้ำด้วยน้ำตาทุกคราไป” (หน้า 116)

 

     ความงามทางวรรณศิลป์ที่ปรากฏอย่างเด่นชัดในบทกวี “ธารน้ำค้าง” คือการเล่นคำ คำว่า “ฉัน” ที่ขึ้นต้นในทุกวรรคของบทกวีดังกล่าวนี้ เน้นย้ำนัยในการกล่าวถึงความทุกข์ในฐานะประสบการณ์ร่วมของมนุษย์ โดยใช้กลวิธีการเขียนแบบสาธก ยกตัวอย่างความรู้สึกทุกข์ของตนเองประกอบเรื่องราวในบทกวี ส่งผลให้บทกวีนี้เป็นบทกวีที่มีชีวิตและจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์

 

“วันความทุกข์ทำอย่างไรจะให้ผ่าน

วันความทุกข์ทรมานสักปานไหน

วันความทุกข์ดำดิ่งยิ่งกว่าใคร

จะก้าวย่างอย่างไรในตัวตน” (หน้า 116)

 

     “วันความทุกข์” ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของกลบท สื่อสัญญะถึงอารมณ์ทุกข์ที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในจิตใจ คล้ายกับเสียงสะท้อนจากจิตใจของมนุษย์ในยามทุกข์ตรมและคิดวนเวียนเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับอุปสรรค การเล่นกลบทนี้ในตอนกลางเรื่องยิ่งขับเน้นให้ผู้อ่านสามารถสัมผัสได้ถึงแก่นของอารมณ์ทุกข์อย่างเข้มข้น ก่อนนำผู้อ่านเข้าสู่บรรยากาศที่สงบและเปี่ยมล้นด้วยพลังใจ

 

“หยาดน้ำค้างหนึ่งหยดรินรสชีพชี

แม้ถูกบีบถูกบั่นจนฝันบิ่น

จงมาหยดหยาดรวมร่วมแผ่นดิน

เป็นสายสินธุ์หยาดหวานธารน้ำค้าง” (หน้า 117)

 

     บทประพันธ์สุดท้ายใน “ธารน้ำค้าง” คือเสียงจากบทกวีที่ปลอบประโลมและให้กำลังใจแก่ผู้อ่านอย่างอ่อนโยน ผ่านภาพของหยดน้ำค้างเพียงหนึ่งหยดที่หยาดรินด้วยความทุกข์อันเป็นรสชาติแห่งชีวิต ฝ่าฟันมรสุมแห่งทุกข์อย่างยากลำบาก จนสุดท้ายกลายเป็น “ธารน้ำค้าง” ที่แข็งแกร่ง สอดคล้องกับชื่อของบทกวี “ธารน้ำค้าง”

 

     ความงามทั้งด้านจินตภาพและด้านวรรณศิลป์ส่งผลให้ “ธารน้ำค้าง” เป็นบทกวีที่สละสลวย สื่อสารอารมณ์แก่ผู้อ่านได้อย่างสมบูรณ์ เป็นเอกภาพ และแสดงแก่นของอารมณ์ความรู้สึกทุกข์ได้อย่างชัดเจน จนอาจกล่าวได้ว่า “ธารน้ำค้าง” คือบทบันทึกความทุกข์ในฐานะประสบการณ์ร่วมของมนุษยชาติ อันเต็มไปด้วยเสียงจากกวีที่ปลอบโยนผู้อ่านได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในยามทุกข์หรือโศกเศร้า และสร้างเสริมกำลังใจให้ผู้อ่านพร้อมก้าวข้ามมรสุมแห่งทุกข์ด้วยพลังใจที่เข้มแข็งต่อไป

 

บทวิจารณ์โดย 
กมลพรรณ มุสิกพันธ์
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

Writer

The Reader by Praphansarn