การต่อสู้ของคนขายห่อหมก การกลับมาของความยุติธรรม : บทวิจารณ์โดย สุภัสสรา ขวัญทอง โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

การต่อสู้ของคนขายห่อหมก การกลับมาของความยุติธรรม

การต่อสู้ของคนขายห่อหมก การกลับมาของความยุติธรรม

     การกลับมาของคนขายห่อหมก ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ที่ผู้วิจารณ์ได้หยิบยกมาแสดงทรรศนะนี้เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงตําบลหนึ่งในยุคที่ยังไม่เจริญนัก ได้เกิดเหตุการณ์คนในชุมชนหายตัวไปทีละคนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีใครทราบสาหตุ ชาวบ้านต่างคิดถกเถียงกันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าโดนเสือกัด บ้างก็ว่าไปทําสงครามทะเลาะกับตําบลข้างเคียงจนบาดเจ็บ แต่มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาบอกว่ามีนกไฟที่ขี้รดฆ่าคนได้ไม่นานก็มีนักกฎหมายหายตัวไป ผู้คนมากมายต่างเรียกร้องความยุติธรรม จนรู้ว่านักกฎหมายโดนรุมเหยียบโดยกลุ่มคนใหญ่คนโตและจะเอาร่างไปโยนให้จระเข้กิน ผู้คนค่อย ๆ หายไป ไม่ว่าจะเป็นใคร อาชีพอะไร การหายไปของเขาเหล่านั้นเป็นที่เข้าใจว่าโดนเสือกัดตาย (ทั้งที่อยู่ในเมือง) จนเมื่อคนในตําบลรู้ความจริงถึงเหตุการณ์ผู้คนจึงออกไปต่อสู้และกลับมาพร้อมความหวัง ผ่านไปสองวันป้าขายห่อหมกที่หายไปตามหาหลานชายที่ไปต่อสู้กับบางอย่างอยู่หลายวัน ได้กลับมาเดินขายห่อหมกในตําบลอีกครั้งเป็นสัญญาณว่านาฬิกาที่ตายไปหลายวันเริ่มมีเสียงเดิน มีชีวิต มีความหวังอีกครั้ง

     จากที่ผู้วิจารณ์ได้อ่านเรื่องนี้แล้วสามารถมองเห็นได้ว่า ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงเหตุการณ์สําคัญของการเมืองไทย คือ เหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดการประท้วงในระบบการปกครอง และมีการปราบปรามโดยการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร ทําให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายคนในเหตุการณ์ครั้งนี้

     จากเหตุการณ์นี้ผู้วิจารณ์มองว่าผู้เขียนซึ่งเกิดในปี พ.ศ. 2475 สามารถรับรู้ถึงการสูญเสีย และเข้าใจความรู้สึกของเหตุการณที่เกิดในปีพ.ศ. 2516 เป็นอย่างดี จึงเป็นไปได้สูงว่าผู้เขียนใช้ความรู้สึกและเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นหยิบยกมาเขียนเป็นโดยนัยในสารคดี“การกลับมาของคนขายห่อหมก” นี้

 

ประชาชนกับอํานาจรัฐ

     จากเรื่องที่คนค่อย ๆ หายไปทีละคนนั้น สามารถสันนิษฐานได้ว่าคือประชาชนที่ถูกคนใหญ่คนโตสังหารไป ด้วยระบบประชาธิปไตยที่เป็นเพียงคําบังหน้า แต่เบื้องหลังการปกครองที่แท้จริงก็เป็นระบบเผด็จการที่รัฐบาลรัฐประหารตัวเองขึ้นมาปกครอง ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียง ไม่มีอํานาจที่จะตัดสิน โต้แย้งใด ๆ

    “ในเมืองมีโรงละครสัตว์หลายโรงช่วงชิงคนดูกันอย่างบ้าคลั่ง! พวกเขามีอํานาจบังคับให้เราเป็นใครอื่นไม่ได้ นอกจากคนดูโดยแอบอ้างว่าพวกเขาเสนอความบันเทิงเพื่อคนดู! เราเบื่อหน่ายและชิงชัง แต่พวกเขามีอํานาจบังคับให้เราเป็นคนอื่นไม่ได้นอกจากคนดู!” (หน้า 177)

    ข้อความตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าคนดูละครนั้นถูกบังคับ ถูกดึงเข้าไปดูละครโดยที่เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกหรือตัดสินใจเอง โดยมีฉากหน้าของความเป็นคนดีของโรงละครว่าที่ทําเช่นนี้ก็เพื่อจะเสนอความบันเทิงให้แก่คนดูเท่านั้น ทั้งที่ความจริงก็เพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านที่หายตัวไปโดยไม่มีใครทราบ เขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เต็มใจไป ทุกคนต่างมีหน้าที่ของที่ต้องทําแต่กลับถูกจับตัวไปหรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ท้ายที่สุดเขาพวกนั้นก็ไม่ได้ให้ความยินยอมที่จะทําเช่นนี้ได้

    “เราถูกบีบคั้นและเหยียดหยามให้เป็นคนดูเท่านั้น” (หน้า 178)

     ข้อความนี้ข้างต้นที่เป็นส่วนต่อเรื่องจากความข้างต้นนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับการปกครองไทยก่อนเหตุการณ์ประท้วงที่ประชาชนอยู่ภายใต้ระบบเผด็จการ ทําตามคําสั่งของรัฐบาล ไร้ซึ่งสิทธิ์และเสียง พูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไรไม่ได้เพราะจะถูกเข่นฆ่า เหตุนี้ก็เป็นเพราะอํานาจอยู่ในมือของคนคนเดียวทั้งยังไร้การตรวจสอบใด ๆ ที่โปร่งใสและชัดเจน

     ผู้เขียนยังบอกว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเสมอจนกลายเป็นเรื่อง “ปกติ” ซึ่งผู้วิจารณ์มองว่าเหตุการณ์เช่นนี้ต้องเกิดขึ้นมากและนานขนาดไหนถึงทําให้ชาวบ้านมองว่าเป็นเรื่องปกติได้ เช่นนี้จึงสามารถสะท้อนได้ว่าก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์14 ตุลาคม นั้น ความเผชิญของประชาชนต่อระบบการปกครองต้องหนักหน่วงและรุนแรงถึงเพียงใด ประชาชนทั่วไปเคยชิน ด้านชาต่อรับการปกครองนี้เพราะมองว่าไม่มีอํานาจมากพอที่จะไปเปลี่ยนแปลงได้ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับไป

    เหมือนเช่นในสารคดีเรื่องนี้ที่ผู้คนหายตัวไป ชาวบ้านก็คิดว่าโดนเสือกินมาตลอด (ทั้งที่อยู่ในเมือง) ซึ่งความจริงแล้วอาจจะเป็นมนุษย์ด้วยกันที่ชั่วช้าหรือมีอํานาจมากกว่าทําโดยที่ไม่มีใครรู้หรือทําอะไรได้ก็เป็นได้ เป็นการไร้การตรวจสอบหรือหาสาเหตุที่แท้จริง มีเพียงความเชื่อดูหมอเปิดไพ่ที่ยึดเหนี่ยวของชาวบ้านในตอนนั้นที่ยืนยันว่าเป็นเสือจริง ๆ

    “เขาโดนนกขี้รด! มันเป็นนกไฟ ขี้ของมันฆ่าคนได้ทุกคนถ้าหลบมันไม่ทัน! แต่ไม่มีใครหลบ” (หน้า 178)

   ความนี้เองที่แสดงให้เห็นถึงความไม่รู้ของประชาชนคนเล็กคนน้อยที่รู้ไม่เท่าทันอํานาจของคนใหญ่คนโตที่พร้อมจะฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่ออย่างชัดเจน ซึ่งความนี้เป็นตอนที่มีชายหนุ่มวิ่งมาบอกว่าให้เอาง่ามไม้ไปทําหนังสติ๊กยักษ์ยิงสู้กับนกตัวนั้น ผู้วิจารณ์มองว่า ในตอนที่บอกว่า “ไม่มีใครหลบ” นั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่อยากหลบ แต่ไม่มีใครรู้ต่างหากว่านักยักษ์ตัวนี้จะขี้ลงมาเมื่อใด และขี้นั้นจะทําให้พวกเขาถึงตายได้

    สิ่งที่น่าเห็นใจของคนเล็กคนน้อยเหล่านี้คือ เขาไม่รู้ด้วยซํ้าว่าสิ่งที่มองว่าเป็นนกยักษ์นั้น แท้จริงแล้วคือ เครื่องบินหรือเฮริคอปเตอร์ที่มีการยิงหรือปล่อยระเบิดลงมา ทําให้โดนชาวบ้านตาย สิ่งนี้ผู้เขียนจึงแสดงให้เห็นถึงความไม่รู้ต่ออํานาจมืดของคนโต

   หากมองไปถึงเหตุการณ์สําคัญ 14 ตุลาคมแล้ว ผู้วิจารณ์มองว่าผู้เขียนต้องการจะฉายภาพเหตุการณ์ที่มีการปราบปรามอย่างรุนแรงของฝ่ายรัฐบาลโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปล่อยอาวุธสงครามยิงสลายผู้ชุมนุม โดยที่ไม่มีโอกาสได้หลบหนี จนทําให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตเป็นจํานวนมาก เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในเรื่องที่ได้วิจารณ์

 

อํานาจเหนือความยุติธรรม

   เนื้อเรื่องได้กล่าวถึง “นักกฎหมายที่หายตัวไป และเป็นหายตัวไปไม่กลับมาเหมือนคนอื่น” (หน้า 179)

    ผู้วิจารณ์มองว่าผู้เขียนต้องการจะฉายภาพเหตุการณ์ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องนักกฎหมาย ที่ออกมาประท้วงในเหตุการณ์แล้วโดนฆ่าตายโดยทหารของรัฐบาล ผ่านภาพของชาวบ้านในเรื่องที่บุคคลสําคัญของบ้านเมืองนั่นคือนักกฎหมาย ผู้รักษากฎหมายและให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนนั้นได้หายตัวไป

  ขณะนั้นผู้คนจํานวนมากก็ร่วมกันเรียกร้องความยุติธรรม โดยการ

   “วิ่งเข้าไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เขาพากันวิ่งไปทวงหลายอย่างที่มันควรเป็นของเขา แต่โดนบางคน บางพวกแย่งชิงไปครอบครอง” (หน้า 179)

   ข้อความข้างต้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสู้เพื่อสิ่งที่ควรเป็นไปในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สู้เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียหรือมีใครหายไปอีก ทั้งชาวบ้านในเรื่องที่วิจารณ์ ทั้งประชาชนในเหตุการณ์ทางการเมืองก็ต่างสู้เพื่อสิ่งนี้

   แต่แม้ผู้คนในเรื่องจะสู้เพียงใด และแม้ประชาชนจะสู้เพียงใด สุดท้ายก็ยังมีพ่ายแพ้มีความสูญเสียอยู่ดี นั่นยิ่งยํ้าชัดว่าเราไม่สามารถสู่กับคนใหญ่คนโตให้ชนะได้เลย อํานาจอธิปไตยของประชนได้หายไปอย่างสิ้นเชิงเห็นได้จากความตอนหนึ่งกล่าวถึงทหารที่ใส่เกือกหนังคู่หนัก (เหมือนเหล็ก) ได้รุมทําร้ายประชาชนที่ไร้อํานาจ ไร้ทางสู้ว่า

   “นักกฎหมายโดนรุมเหยียบโดยกลุ่มคนใส่เกือกหนักเหมือนเหล็ก! แล้วพวกนั้นจับเขาโยนขึ้นไปบนรถบรรทุกหลังคาคลุมผ้าใบสีเขียวคลํ้า กูได้ยินเขาพูดกันจะเอาไปโยนให้จระเข้กิน!” (หน้า 179)

    แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ทําเหมือนเขาไม่ใช่คน ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ฆ่าคนได้เหมือนสัตว์ โยนทิ้งเหมือนให้อาหารปลา เช่นเดียวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่ได้กล่าว การฆ่าประชาชนของประเทศตนเองได้อย่างง่ายได้เหมือนพวกเขาไม่ใช่คน ไร้ซึ่งมนุษยธรรม อํานาจอธิปไตยของประชาชนก็หมดสิ้น

     ซึ่งในเรื่องยังบอกให้เห็นว่ามีอีกหลายคน หลายอาชีพที่ไม่ได้เล่าถึงการหายไปอย่างไร้ร่องร่อยนี้ทั้งช่างไม้ นางพยาบาล แม่ค้า นักเรียน พระ ฯลฯ ก็ล้วนไม่เป็นที่ละเว้นของการสูญเสียหรือความตายนี้แสดงให้เห็นว่าอํานาจของรัฐบาลอยู่เหนือความยุติธรรม

 

การฟื้นคืนของประชาชน

      เมื่อผู้คนในเรื่องรู้แล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ทุกคนออกไปต่อสู้โดยการสู้ครั้งนี้แม้จะมีการสูญเสียจนเกิดความเศร้า แต่ก็ยังมีความหวัง หวังว่าจะไม่มีคนหายไปอีก หวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยการสู้ครั้งนี้ดังข้อความที่ว่า

    “ผู้คนวิ่งออกไปจากบ้าน หลายคนหายไปบางคนกลับมาใบหน้าของเขาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งบอกถึงความเศร้า ส่วนหนึ่งบอกถึงความหวัง” (หน้า 180)

     เป็นการบอกให้เห็นว่าการสู้ครั้งนี้มีการสูญเสีย แลกมาด้วยชีวิต การที่ผู้คนวิ่งออกไปนั้นแสดงให้เห็นว่า เพื่อเสรีภาพต่อให้แลกมาด้วยชีวิตพวกเขาก็ยอม ตัวละครในเรื่องก็มีชีวิตรอดกลับมาเหมือนเช่นป้าขายห่อหมก บางคนก็ตายในสนามรบเหมือนเช่นหลานชายของป้าขายห่อหมกที่ถูกตีนตะขาบที่ผู้วิจารณ์มองว่าเป็นรถถังทับขณะไปสู้รบกับฝ่ายตรงข้าม

     ซึ่งหากเราเชื่อมไปถึงเหตุการณ์14 ตุลาคม นั้นจะเห็นว่าประชาชนได้ออกไปสู้ด้วยความหวังว่าครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงให้กลับมาเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ เพื่อหวังว่าอํานาจจะเป็นของประชาชนทุกคน มีสิทธิ เสรีภาพ แม้ว่าจะมีการสูญเสีย แต่ทุกคนก็มีความหวัง “ความหวังของการเป็นคน”

    ผู้เขียนได้ฉายภาพผลท้ายสุดของความหวังนี้โดยใช้ป้าแก่ขายห่อหมก ซึ่งหายไปนานได้ก็กลับมาเดินขายในชุมชนอีกครั้งในเวลาเดิมเหมือนที่เคยเป็น

   “ห่อหมกคนจนทําจากปลาตัวผอมก้างชิ้นโต แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นห่อหมก” (หน้า 180)

    จากความนี้ทําให้เห็นถึงความเท่าเทียมที่เกิดขึ้น ที่มองว่าไม่ว่าห่อหมกจะมาจากคนจนหรือคนรวย สุดท้ายก็เป็นห่อหมก เป็นอาหารประทังความหิวให้มนุษย์ได้เหมือนกัน การกลับมาหลังการสูญเสียเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เต็มไปด้วยความหวังแม้จะเริ่มต้นเล็กน้อย แต่ก็เป็นความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลง คือการฟื้นคืนอํานาจมาสู่ประชาชนอีกครั้ง

    อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้นําเสนอ คือ เรื่องของการเคารพในความเป็นมนุษย์ เห็นได้จากชาวบ้านในเรื่องที่เมื่อใครหายตัวไป ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ทํางานอะไร เขาก็มองว่าเป็นมนุษย์ด้วยกัน บริสุทธิ์เหมือนดัน ดังเช่น ที่มองคนทํางานผลิตอาวุธว่า "คงไม่เคยฆ่าใคร เขาคงยากจนเหมือนทุกคนในตําบล" เช่นนี้จึงแสดงให้ห็นถึงการเคารพในความเป็นมนุษย์อย่างเห็นได้ขัด

    จุดเด่นของเรื่องนี้มีการใช้ภาพพจน์เปรียบเทียบหลายจุดให้ผู้อ่านได้คิด เช่น นกไฟที่สื่อถึงเครื่องบิน ตีนตะขาบที่สื่อถึงรถถัง รองเท้าเหล็กที่สื่อถึงทหาร เสือจัญไรและหมาบ้าสื่อถึงทหารที่ทําร้ายประชาชน ดุ้นฟืนสื่อถึงอาวุธของประชาชนที่ไม่สามารถทําลายล้างผู้มีอํานาจได้นาฬิกาตายสื่อถึงการไร้สิทธิ เสรีภาพ

    'รงค์ วงษ์สวรรค์ได้ใช้เรื่องนี้เพื่อทําให้สังคมเห็นถึงอํานาจของคนที่อยู่เหนือคนอื่นที่มากดขี่ข่มเหงคนที่อยู่ตํ่ากว่า โดยไม่สามารถตอบโต้ได้ชี้ให้เห็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการไร้มนุษยธรรม อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ความสูญเสีย 14 ตุลาคม เพื่อให้ผู้อ่านได้ย้อนคิด และเห็นความสําคัญของสิทธิ เสรีภาพ และอํานาจอธิไตยมากขึ้น ด้วยชัยชนะของประชาชน ที่สามารถนําเอาระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมาได้

    ผู้วิจารณ์มองว่าสารคดีเรื่อง การกลับมาของคนขายห่อหมก ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนสะภาพสังคมได้เป็นอย่างดี

 

บทวิจารณ์โดย สุภัสสรา ขวัญทอง
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

Writer

The Reader by Praphansarn