อ่านสัญญะผ่านภาพแทนของ เสือ ใน วีรบุรุษ
วีรบุรุษ เป็นเรื่องสั้นที่เล่าความหวนไห้ของยายครามต่อเหตุการณ์ล่าคอมมิวนิสต์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านการไปรับชม “กระตั้วแทงเสือ” การแสดงที่พระเอกต้องไปออกล่าเด็ดหัวเสือสมิงมาให้เจ้าเมือง เหตุที่มัน คอยสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านไปทั่ว ซึ่งหากทำสำเร็จก็จะได้รับรางวัลอย่างงาม การแสดงนี้จบลงพร้อมกับเสียงหัวเราะอันสนุกสนานของผู้ชมอบอวลไปทั่วบริเวณ ขาดก็แต่ ยายคราม ยายเฒ่าเพียงคนเดียวที่มองเห็นความน่าสะพรึงกลัวของเรื่องราวล่าเสือสมิงดังกล่าวที่ดำเนินเรื่องขนานไปดั่งภาพสะท้อนของชีวิตและ เรื่องราวของตะวัน ผู้เป็นลูกชาย นอกจากนี้ตัวบทก็ยังได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนและข้อเสนอบางประการของตัวนักเขียนเองต่อเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ตลอดเรื่องมีการพูดถึง “เสือสมิง” หรือ เสือผีที่สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้และคอยหลอกล่อมนุษย์ไปเป็นอาหารอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเล่าถึงการแสดงกระตั้วแทงเสือที่ยายครามได้ไปร่วมชม รวมถึงเพื่อปูพื้นความรู้ให้ผู้อ่านได้รู้จักเสือสมิงพอสังเขป ทว่าพออ่านไปสักพักนักอ่านอาจเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า สุดท้ายแล้วเสือสมิงคือตัวอะไร ผีสัตว์ร้ายหรือปุถุชนเดินดิน บทวิจารณ์นี้จึงต้องการดำลงไปสำรวจสัญญะที่ปรากฏขึ้น ว่าสรุปแล้ว เสือสมิงคืออะไรกันแน่หรืออาจเป็นอะไรได้บ้าง
เสือในฐานะภาพแทนของผีร้ายคอมมิวนิสต์: ความหวาดกลัวของผู้มีอำนาจต่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และลัทธิคอมมิวนิสต์
เสือ ในฐานะภาพแทนของสัตว์ป่าที่มีความดุร้ายและนักฆ่าผู้โหดเหี้ยมแห่งพงไพรหรือแม้แต่ในห่วงโซ่อาหาร อาจสร้างความหวาดหวั่นได้มากมายยามนึกถึง ในตัวบทปรากฏขึ้นถึงตอนที่ทางการป่าวประกาศเรื่องการล่าเสือสมิง ซึ่งเสือในที่นี้อาจเป็นภาพแทนของ ‘ผีร้าย’ ที่คอยหลอกหลอนชาวบ้าน เป็นสิ่งที่บ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จนทางการทนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องประกาศล่าหัวออกมา ในขณะเดียวกันเมื่ออ่านตลอดทั้งเรื่องจะพบว่าแท้จริงแล้วตัวบท พยายามพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อยู่ ดังนั้นผีร้าย ณ ที่นี้เองก็อาจคือหรือสามารถเปรียบได้กับ ‘ความหลอน’ ที่ผู้มีอำนาจรู้สึกหวั่นเกรงต่อเหตุการณ์ซ้ำรอย ซึ่งก็คือภาพของเหตุการณ์เมื่อครั้ง 14 ตุลาคม 2516
สามปีที่ผันผ่าน กับความหวาดกลัวที่ยังไม่เจือจางต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ในสังคมไทย สามปีที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเสมือนความก้าวหน้าของประชาธิปไตยในไทย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในกลุ่มนักศึกษาอาจทำให้ใครหลายคนที่อยู่ในฐานะที่สามารถกุมบังเหียนควบคุมทิศทางของบ้านเมืองเกิดความหวาดกลัวขึ้นได้ ความกลัวในการสูญเสียอำนาจและสภาพทางสังคม อาจเป็นที่มาโดยตรงของความรู้สึกหลอนต่อเหตุการณ์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น การต้องนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เคยทำให้ตนต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากหรือสถานะอันไม่แน่นอนอาจส่งผลให้รู้สึกอึดอัดได้อย่างมากโข ดังนั้นเมื่อสบโอกาสจะป้องกันมีหรือจะไม่ทำ นั่นจึงเป็นต้นทางที่ทำให้วาทกรรมอันโด่งดังอย่าง “ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป” ผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องรอให้มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นมาก่อน
เสือในฐานะภาพแทนของลูกแมวที่เติบโตขึ้น: มองมุมต่าง อัตวิสัยต่าง
เสือสมิงในเรื่องที่บ้องตันต้องออกล่าเป็นสัตว์ร้ายที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ชาวบ้านเพียงแค่ได้ยินชื่อขณะที่เสือสมิงในการแสดงกระตั้วแทงเสือก่อให้เกิดความรู้สึกชิงชังต่อฝ่ายอธรรมในหมู่ผู้ชม
“…ใครคือเสือ ใครคือวีรบุรุษ ใครกันแน่ที่สร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง กระทั่งเสือที่มาล่า พวกมันมีตัวตนจริงหรือไม่ ร้ายกาจแค่ไหน เคยก่อกรรมทำเข็ญอะไรบ้าง ก็ไม่อาจบอกได้แน่ชัดด้วยทุกสิ่งที่รับรู้ล้วนมาจากประกาศของทางการ”
ข้อความข้างต้นตัดมาจากส่วนหนึ่งในตัวบท ซึ่งอาจมองได้ว่าแท้จริงแล้วคนแต่ละคนยังไม่ได้มีความรับรู้อันแน่ชัดต่อกรรมอันเหี้ยมโหดที่เสือสมิงได้กระทำเลยแม้แต่น้อย ประโยคสร้างความเกลียดชังข้างต้นเป็นเพียงวาทกรรม กล่าวอ้างจากทางการที่ต้องการให้ไปไล่ล่าและกำจัด “บางสิ่ง” ที่ถูกมองว่าบ่อนทำลายสังคม
ตลอดตัวบทคือการฉายภาพคู่ขนานระหว่างเรื่องราวกระตั้วแทงเสือกับเรื่องราวของตะวัน ลูกชายของยายครามที่ไปเข้าร่วมกลุ่มคอมมิวนิสต์ ดังนั้นภาพที่ยายครามมองว่าลูกแกแท้จริงก็ยังเป็นเพียง ไอ้ตะวัน เด็กคนหนึ่งที่ในภาพจำก็ทำได้แค่ไปแย่งเก้าอี้โยกพ่อมาเล่น พอโตขึ้นหน่อยก็ไปร่วมสนุก ไปเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมที่มหาวิทยาลัยกับเพื่อน ๆ ไม่ได้มีความร้ายกาจหรือพิษสงอะไร พอจะไปสร้างความอันตรายแก่ใคร
มุมมองของฝ่ายขวา ณ ขณะนั้นอาจมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามขนาดหนักที่นอกจากจะบ่อนทำลายความสงบสุขทางด้านการเมืองมหันต์แล้ว ยังหันไปทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อันทรงคุณค่าดุจเสือร้าย ที่คอยแต่บ่อนทำลายไม่สร้างความงอกงามใด ๆ อย่างไรก็ตาม หากลองมองกลับด้าน จากมุมของฝ่ายซ้าย อาจทำให้เห็นได้ถึงความแตกต่างทางความคิดอย่างสุดขั้ว ในสายตาของพวกเขา เสือเหล่านั้นที่ทุกคนต่างหวาดกลัว อาจเป็นแค่ลูกแมวที่เพิ่งเติบโต เพิ่งมีความฝันของตัวเองและต้องการออกมาเรียกร้องอะไรบางอย่าง
เพื่อปกป้องความฝันและความหวังของพวกเขาไม่ให้มันต้องสูญไป อยู่ในความดำมืดขมุกขมัวดั่งยุคก่อนหน้าที่ประชาธิปไตยจะมีโอกาสได้ผลิบาน
เสือในฐานะภาพแทนของกลุ่มคนไร้อำนาจ: ตัวแทนของการเปล่งเสียงเพื่อต่อต้านความรู้สึกไม่อยุติธรรม
เสือ ในประเด็นสุดท้ายอาจหมายถึงภาพแทนของอำนาจรูปแบบหนึ่ง ที่คนไม่มีอำนาจอาจรวมกลุ่มกัน พยายามสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับความอยุติธรรมในสังคมที่ตนต้องพบเจอ พวกเขาเหล่านั้นอาจเป็นเพียงคนไม่ประสา ไม่มีกำลังวังชาใด ๆ ที่แค่พอประสบความอยุติธรรมในชีวิตแล้วไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน จึงเลือกแสดงออกผ่านการรวมกลุ่มกันเป็นเสือ พอที่จะสามารถแสดงพละกำลัง ให้คนมีทั้งหลายรับฟังและรู้สึกเกรงกลัวหรือเกรงใจกันอยู่บ้าง และตะวันเองก็อาจเป็นเพียงสมาชิกตัวหนึ่งในฝูงเสือใหญ่ ที่ทำไปก็เพื่อปกป้องความฝันหรือความหวังที่อาจดูริบหรี่ของตนผ่านการกลับมาของอดีตนายกเผด็จการอย่างจอมพลถนอม เมื่อมองไปข้างหน้าไม่เห็นซึ่งอนาคต พอมองย้อนกลับไปในอดีตก็พบแต่เพียงความสิ้นหวังในยุคเผด็จการ กระนั้นแล้วหนุ่มสาวทั้งหลายจะไม่ลุกขึ้นสู้หรือ เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์
เช่นเดียวกันนี้
แม้บทสรุปสุดท้ายคนเขียนจะไม่ได้ระบุออกมาโดยตรงว่าเสือสมิงอาจเป็นอะไรได้บ้าง แต่เขาก็ยังคงทิ้งร่องรอยที่ผู้อ่านสามารถถอดรหัสออกมาได้เอาไว้โดยอาจดูได้จากความตอนหนึ่งที่ว่า
“บางคนอ้างอีกฝ่ายเป็นโจร การฆ่าจึงไม่ผิดบาป ซ้ำยังเป็นบุญที่ได้ช่วยผู้คน ให้รอดพ้นจากมือโจรชั่ว ฆาตกรกลับกลายเป็นวีรบุรุษเมื่อเรื่องราวถูกเล่าขานออกไป วีรบุรุษก็อาจยกระดับเทียบชั้นกับนักบุญได้เลยทีเดียว"
บทวิจารณ์โดย ฉัตรชนม์ จุขุนทด
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11