วีรบุรุษนิยม : วีรชน - ทรชน
ความเชื่อ กระทั่งเรื่องเล่าแนวสยองขวัญในสังคมไทยแต่โบราณ “เสือสมิง” มักคงสัญลักษณ์แง่ลบของความลี้ลับ และความน่าสะพรึงกลัวที่เร้นหลบในไพรใหญ่ ความเชื่อพื้นบ้านเล่าขานกันว่าเสือสมิงคืออมนุษย์ที่มีวิญญาณของคน หรือไม่ก็เป็นคนที่แปลงกายเป็นเสือได้จากการใช้อวิชา คาถาอาคม รวมไปถึงเป็นผลกรรมชั่วที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน ตำนานเรื่องเล่าของเสือสมิงเหล่านี้จึงมักสะท้อนความน่ากลัว และกลายเป็นภาพแทนความชั่วร้ายที่อยู่ในตัวมนุษย์ เมื่อคนละทิ้งศีลธรรมวิญญาณแห่งความโหดร้ายก็จะเข้าครอบงำ จนกลายเป็น ‘สมิง’ ที่หลงลืมความเป็นคน และ ‘วีรบุรุษ’ ผู้เอาชนะเสือสมิงก็มักจะเป็นนายพรานผู้ใช้วิชาอำนาจในทางที่ถูกควรอยู่ร่ำไป
ในเรื่องสั้นวีรบุรุษนิยมเองก็หยิบยกการแสดง ‘กระตั้วแทงเสือ’ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ดำรงตัวละครเอกคือพรานป่านามว่า บ้องตัน ที่ทันทีที่ได้รับทราบประกาศจากทางการว่ามีเสือสมิงสร้างความเดือดร้อน และผู้ใดจัดการมันได้ทางการจะตบรางวัลให้อย่างงาม เขาก็รีบรุดเข้าป่าโดยพกอาวุธครบมือ และลูกเมียเข้าไปจัดการกับเสือสมิง จนในท้ายที่สุดแล้วบ้องตันก็สามารถเด็ดหัวเสือทั้งสามได้ท่ามกลางแอ่งโลหิตคาวคลั่ก
การแสดงกระตั้วแทงเสือถูกเฝ้าดูผ่านสายตาของยายคราม หญิงชราหลง ๆ ลืม ๆ ผู้มีความหลังใกล้ชิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ที่แม้แต่อาการหลงลืมใด ๆ ก็ไม่สามารถพรากความโหดร้ายซึ่งหล่อนได้ประสบพบเห็นกระทั่งรับรู้ออกไปจากสมองได้ นี่เองที่ทำให้ยายครามสะท้อนใจหนักหนากับเนื้อหาความรุนแรงในกระตั้วแทงเสือที่ถูกลดทอนด้วยความน่ารักของเด็ก ๆ พร้อมรอยยิ้ม เสียงหัวเราะร่า เสียงปรบมือ และเสียงโห่เชียร์ของเหล่าผู้ชม แม้ว่าเนื้อเรื่องที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าแท้จริงแล้วจะเป็นฉากฆาตรกรรมนองเลือดก็ตาม ฉากความสนุกสนานท่ามกลางความตายนี้เองไม่ได้ต่างไปจากภาพถ่ายต้นมะขาม 6ตุลาฯ ที่หลายคนรู้จักกันดีเลยแม้แต่น้อย
คอมมิวนิสต์-เสือสมิง ฉัน-เธอ กู-มึง ณ ขอบฟ้าของความเป็นอื่น
ภายหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ที่ประชาชนลุกฮือต่อต้านเผด็จการทหารจนจอมพลถนอม กิตติขจร กับจอมพลประภาส จารุเสถียรต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ สังคมไทยในช่วงระหว่างปี 2516–2519 ก็มีลักษณะเป็น ‘ประชาธิปไตยเบ่งบาน’ นักศึกษาและประชาชนมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เกิดการตั้งกลุ่มทางสังคม เช่น กลุ่มชาวนาแรงงาน กลุ่มสหภาพ รวมถึงขบวนการนักศึกษา และอื่น ๆ อีกมาก เพื่อผลักดันสิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียมในสังคม ทว่าเมื่อขบวนการนักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเปิดเผย ทั้งการเรียกร้องความเสมอภาคทางสังคม และวิพากษ์อำนาจรัฐอย่างโจ่งแจ้ง กลุ่มอนุรักษนิยมและมวลชนฝ่ายขวาก็ได้หยิบใช้วาทกรรมต่อต้านคอมมิวนิสต์โจมตีและปลุกระดมความเกลียดชังผ่านสื่อตามมา ทำให้การปราบปรามนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลาคม ถูกมองว่าเป็น “การป้องกันชาติ” มากกว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชน เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการต่อต้านคอมมิวนิสต์มิใช่เพียงนโยบายความมั่นคง แต่เป็นกลไกทางอุดมการณ์ที่รัฐใช้ในการสร้างความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรง และควบคุมความคิดของประชาชน
เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ถูกพูดถึงอย่างโจ่งแจ้งในเรื่องสั้นวีรบุรุษนิยม เหตุการณ์นี้เป็นผลลัพธ์ของกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่รุนแรงในสังคมไทยช่วงสงครามเย็นก่อให้เกิดบาดแผลหยาบลึกในประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างมิอาจลบเลือน ภายใต้นโยบายความมั่นคงของรัฐที่มุ่งป้องกันการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ รัฐไทยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาในการเผยแพร่แนวคิดที่ว่า ‘คอมมิวนิสต์คือศัตรูของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ การโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวทำให้ประชาชนจำนวนมากมองผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอันรวมไปถึงนักศึกษา และแรงงานว่าเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์ โดยนโยบายความมั่นคงดังกล่าวเป็นนโยบายการใช้ความรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มฝ่ายขวา และประชาชนต่อขบวนการนักศึกษา และประชาชนฝ่ายซ้าย การนองเลือดครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่าง ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ กับ ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจรัฐที่ยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางความคิดในสังคมไทยในขณะนั้น
เหตุการณ์ 6 ตุลาจึงเป็นภาพสะท้อนของ ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) ซึ่งเป็นมาตรการทางสังคมที่ฝังรากหยั่งลึกลงในแก่นแกนสังคมไทย โดยมีอำนาจรัฐ และกลุ่มอนุรักษนิยมใช้กลไกทางสื่อ การโฆษณาชวนเชื่อ และความคิดชาตินิยมชี้ชวนให้สังคมมองผู้เห็นต่างเป็น ‘ศัตรูของชาติ’ นอกจากนี้ มันอาจยังสะท้อนปัญหาการสร้าง ความเป็นอื่น (Otherness) ที่ทำให้การใช้ความรุนแรงถูกทำให้ชอบธรรมร่วมด้วย
แนวคิดเรื่อง ‘ความเป็นอื่น’ (Otherness) หมายถึง กระบวนการที่สังคมหรือผู้มีอำนาจนิยาม “ผู้อื่น” ให้แตกต่างจาก ‘เรา’ เพื่อรักษาอำนาจ ความถูกต้อง หรือความเป็นปกติของกลุ่มตนเอง การสร้าง “ความเป็นอื่น” จึงไม่ใช่เพียงการแยกความแตกต่างทางสังคมหรือวัฒนธรรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างลำดับชั้นทางอำนาจระหว่าง ‘ผู้พูด’ กับ ‘ผู้ถูกพูดถึง’ เพื่อใช้ในการนิยามว่าอะไรเป็น ‘เรา’ เป็น ‘อื่น’ ในอีกด้านหนึ่ง หากพิจารณาตามทัศนะของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ที่เสนอแนวคิดเรื่อง วาทกรรม (Discourse) ว่าเป็นระบบของความรู้ คำพูด และกฎเกณฑ์ทางสังคมที่กำหนดว่า ‘อะไรถูกครรลอง’ และ ‘อะไรผิดครรลอง’ ในแต่ละยุคสมัย วาทกรรมจึงเป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยง ‘อำนาจ’ กับ ‘ความรู้’ โดยอำนาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในมือของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่,yoแทรกซึมอยู่ในภาษา สถาบัน และการรับรู้ของสังคม ตามทัศนะของฟูโกต์เกี่ยวกับอำนาจ ความรู้ และความจริงดังที่ว่า อำนาจคือสิ่งที่ฝังแฝงเร้นลับอยู่ในการประพฤติ ตั้งแต่ถือกำเนิด กระทั่งตายโดยที่หลายครั้งผู้ซึ่งอยู่ใต้อาณัติแห่งอำนาจก็มิอาจรู้ตัวเลยว่ากำลังมีอำนาจถูกบังคับ อย่างแนบเนียนผ่านกลไกวาทกรรมซึ่งเป็นระบบของความรู้ที่กำหนดว่าอะไรเป็นความจริง เป็นบรรทัดฐาน เป็นความปกติ และเป็นที่ยอมรับ นี่รวมถึงอำนาจในบริบทของอำนาจทางการเมืองที่ถูกหล่อหลอมให้เป็นอำนาจผ่านวาทกรรมจากการที่สำรวจว่า สังคมควบคุมบุคคลอย่างไรผ่านสถาบันที่เสมือนพื้นที่แห่งการควบคุมต่าง ๆ ไม่ต่างจากเรือนจำ พื้นที่อย่าง โรงเรียน โรงพยาบาล โรงเรียนประจำ ค่ายทหาร กองทัพ ที่พัก คนชรา โรงงาน สำนักงาน กระทั่งครอบครัว เมื่อพิจารณาให้ ถ่องแท้ก็ล้วนเป็น “พื้นที่แห่งการควบคุม" ซึ่งผู้มีอำนาจ ณ ที่แห่ง นั้นมุ่งจัดระเบียบผู้อยู่ใต้อำนาจของตนทั้งสิ้น (พิริยะดิศ มานิตย์ (2566)) จนสามารถสร้าง "ร่างกายใต้บงการ" ที่สอดคล้องไปกับบรรทัดฐานของสังคมนั่นเอง
เมื่อเชื่อมสองแนวคิดนี้เข้าด้วยกัน จะเห็นว่า ‘ความเป็นอื่น’ เกิดขึ้นผ่าน ‘วาทกรรม’ ที่ครอบงำอยู่ในสังคม เช่น วาทกรรมความมั่นคง วาทกรรมศีลธรรม หรือวาทกรรมชาติ วาทกรรมเหล่านี้ทำหน้าที่สร้างภาพของบางกลุ่มว่า ‘เป็นภัย’ ‘ไม่ปกติ’ หรือ ‘ไม่เป็นไทย’ เช่นเดียวกับในกรณีการเมืองไทยช่วงสงครามเย็นที่รัฐใช้วาทกรรมต่อต้านคอมมิวนิสต์เพื่อสร้าง ‘ความเป็นอื่น’ ให้กับกลุ่มนักศึกษาและประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ผลคือความรุนแรงต่อผู้ถูกนิยามว่า ‘คอมมิวนิสต์’ กลับกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้
ดังนั้น แนวคิดความเป็นอื่นจึงเป็น ผลลัพธ์ ของการทำงานของ ‘วาทกรรม’ ในสังคม ขณะที่ ‘วาทกรรม’ คือ กลไก ที่ผลิตและสืบทอด ‘ความเป็นอื่น’ เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมไว้นั่นเอง และเราจะสังเกตเห็นได้ว่าในเรื่องสั้นที่ผู้วิจารณ์เลือกนั้น ทางการ (รัฐ) นั่นเองคือผู้มอบทิศทางข้อมูลความรู้ กระทั่งข้อปฏิบัติแสนน่าจูงใจให้แก่ผู้คนในแง่ที่ว่าทางการคือผู้ประกาศว่า ‘เสือสมิง’ เป็นภัยอันตรายยิ่งยวดต่อมนุษย์ และสามารถกำจัดมันได้โดยไร้ความผิด แถมทางการจะตบรางวัลให้ผู้ที่จัดการมันได้อย่างงามอีกด้วย
ทฤษฎีความเป็นอื่นอาจมองได้ว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และความเชื่อเรื่อง ‘เสือสมิง’ ภายในเรื่องเพราะทั้งสองสิ่งนี้ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรง และการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ความเป็นอื่นคือกระบวนการทางสังคมและจิตวิทยาที่กลุ่มหนึ่ง (กลุ่มเรา/ผู้กระทำ - The Self) สร้างภาพและนิยามอีกกลุ่มหนึ่ง (ความเป็นอื่น/ผู้ถูกกระทำ - The Other) ว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ว่ามีข้อบกพร่อง หรือเป็นภัยคุกคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของกลุ่มเราทำให้กลุ่มตัวเองรู้สึกว่าบริสุทธิ์ ถูกต้อง และมีคุณธรรมเหนือกว่า หรือสร้างความชอบธรรมในการกีดกัน และทำร้ายอีกฝ่าย เมื่อความเป็นอื่นถูกใช้ลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) หรือถูกมองว่าเป็น "ภัย" การใช้ความรุนแรงต่อพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือเป็น ‘หน้าที่’
ในบริบทของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ก่อนและระหว่างเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลไกความเป็นอื่นถูกนำมาใช้โดยกลุ่มพลังฝ่ายขวาจัดและรัฐอย่างเข้มข้นใการนิยามคอมมิวนิสต์ว่าเป็นภัยของชาติ ศาสนา กษัตริย์ นักศึกษา และผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกแปะป้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หรือ "ผู้ทรยศ" ซึ่งเป็น ความเป็นอื่น ที่ทำลายสถาบันหลักของชาติ การกระทำนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นศัตรูที่อันตราย ไม่ใช่ ‘พลเมือง’ ที่เห็นต่าง การทำลายพวกเขาจึงถูกมองว่าเป็นการ "ปกป้องชาติ" เมื่อประชาชนถูกลดทอนสถานะจาก ‘พลเมือง’ เป็น คอมมิวนิสต์ และ "ผู้ทรยศ" พวกเขาจึงสูญเสียสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์ ความเป็นอื่นนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงอย่างโหดร้ายทารุณ และความไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีต่อการกระทำในเหตุการณ์ สังหารหมู่
ความเชื่อเรื่อง ‘เสือสมิง’ ในเรื่องสั้นเองก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นอื่นเช่นกันโดยมันถูกมองในเรื่องเล่าว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตราย และไม่ใช่มนุษย์ กลุ่มต่อต้านก็ใช้ความเชื่อในทำนองเดียวกันนี้เพื่อเปรียบเทียบนักศึกษา และผู้ร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ว่าเป็นสิ่งที่ ‘ไม่ใช่คน’ หรือ ‘มนุษย์ที่กลายเป็นสัตว์ร้าย’ ที่พร้อมจะทำลายผู้อื่นหรือประเทศชาติไม่ต่างกัน เมื่อเส้นขอบฟ้าของความเป็นอื่นลดทอนคนให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่ามนุษย์ และกลายเป็นปีศาจร้ายอย่างเสือสมิง การฆ่าหรือทำลายพวกเขาจึงไม่ใช่การฆ่ามนุษย์ แต่เป็นการกำจัดปีศาจ หรือภัยร้ายซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมสูงสุดให้กับการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
วีร- ทร- ชน การสร้าง "ผู้เสียสละ" เพื่อความชอบธรรมในการเข่นฆ่า
แนวคิดวีรบุรุษนิยม (Heroism) ซึ่งพ้องไปกับชื่อเรื่องที่นักเขียนเลือกใช้โดยอาจตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจนั้นมีความสัมพันธ์ซับซ้อนและอันตรายกับความชอบธรรมในการฆ่า (Justification for Killing) โดยเฉพาะในบริบททางการเมืองและการสงคราม เพราะมันทำหน้าที่เป็นกลไกทางอุดมการณ์ในการสร้าง และให้เหตุผลต่อการใช้ความรุนแรงถึงชีวิตอย่างมาก
วีรบุรุษนิยมกำหนดให้การกระทำบางอย่างมีความสูงส่งโดยเฉพาะการเสียสละเพื่อ "สิ่งที่ใหญ่กว่า" เช่น ชาติ ศาสนา อุดมการณ์ ในกรณีนี้บุคคลที่ทำการฆ่าฝ่ายตรงข้าม (ศัตรู) จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นฆาตกร แต่ถูกมองว่าเป็นผู้ปกป้อง หรือผู้กอบกู้ที่กล้าหาญ การฆ่าของเขาจึงเป็น ‘หน้าที่’ อันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องทำเพื่อปกป้องบางอย่างอย่างที่นักรัฐประหารหลายคนมักออกมาพูดหน้าสื่อว่าตนเองกำลังเสียสละเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่จริง ๆ นั้นคือการสังหารคนหลายคนไม่โดยทางตรงก็โดยทางอ้อม
ดังที่ได้วิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้นั้นจะเห็นได้ว่าวีรบุรุษนิยมจะทำงานร่วมกับกลไกความเป็นอื่นอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความชอบธรรมในการฆ่าผ่านการนิยาม ‘ศัตรู’ ให้เป็น ‘ปีศาจ’ และเพื่อที่จะทำให้ผู้กระทำรู้สึกสะดวกใจในการฆ่า ฝ่ายตรงข้ามจะต้องถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ลงเพื่อให้เป็นภัยคุกคามที่ต้องถูกกำจัดซึ่งอาจถูกนิยามโดยคำว่า 'คอมมิวนิสต์' 'ผู้ทรยศ' 'ปีศาจ' หรือ 'เสือสมิง' เมื่อศัตรูถูกลดทอนให้เป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์หรือเป็นภัยต่อความอยู่รอดของการนิยามสิ่งที่เรียกว่า ‘เรา’ การฆ่าพวกเขาจึงไม่ใช่การละเมิดกฎทางศีลธรรม แต่กลายเป็น วีรกรรมที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจและตำแหน่งแห่งวีรบุรุษในสังคมเสมือนกับพรานที่สังหารเสือสมิงลงได้ก่อนกลายเป็นวีรบุรุษของชุมชน
ในบริบทของการปฏิวัติ และอุดมการณ์ที่สูงส่ง การฆ่าถูกมองว่าเป็นความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ หรือเป็นเครื่องมือเพื่อไปให้ถึงจุดหมายสูงสุด แนวคิดนี้เชื่อว่าผลลัพธ์สุดท้ายที่ยิ่งใหญ่และดีงามสามารถทำให้วิธีการที่รุนแรงและโหดเหี้ยม เช่น การฆ่า กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เองที่ถูกยกย่องว่าเป็นการเสียสละความรู้สึกส่วนตัวเพื่ออุดมการณ์ ดังนั้น วีรบุรุษนิยม จึงเป็นมากกว่าการยกย่องความกล้าหาญ แต่เป็นเครื่องมือทางสังคมที่ทำให้ความรุนแรงและการเข่นฆ่ามีความหมาย และนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมทางศีลธรรม ให้กับการฆ่าคนในนามของ ความดี หรือความถูกต้อง แนวคิด วีรบุรุษนิยม (Heroism) จึงมีความเกี่ยวข้องกับการไล่ล่kเสือสมิง และผู้เห็นต่างทางการเมือง (คอมมิวนิสต์) ในช่วง 6 ตุลาคม 2519 อย่างมาก โดยทำหน้าที่เป็นกลไกทางอุดมการณ์ที่ สร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงถึงชีวิต (Justification for Killing) ต่อฝ่ายตรงข้าม
จึงกล่าวได้ว่าแนวคิดวีรบุรุษนิยมได้เข้ามาให้ความหมายที่สูงส่งแก่การกระทำที่ปกติถือเป็นอาชญากรรม การฆ่าเพื่อให้ได้บุญ วาทกรรมสำคัญที่ถูกเผยแพร่ในยุคนั้น เช่น คำกล่าวที่ว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป แต่ได้บุญ" ได้เปลี่ยนมิติทางศีลธรรมของการฆ่า การฆ่าเพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถือเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ลงมือฆ่านักศึกษาหรือคอมมิวนิสต์ จึงไม่ใช่ฆาตกรแต่คือวีรบุรุษผู้กล้าหาญที่ทำการเสียสละทางศีลธรรม (Moral Sacrifice) เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของชาติ กลุ่มประชาชนฝ่ายขวา เช่น ลูกเสือชาวบ้าน หรือกลุ่มกระทิงแดง ที่เข้าร่วมในการรุมทำร้าย และสังหารนักศึกษาถูก โดยมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ที่ลุกขึ้นมาปกป้องประเทศจากภัยคอมมิวนิสต์
ในเหตุการณ์นี้การเข้าร่วมในการไล่ล่า และใช้ความรุนแรงถูกสร้างให้เป็นการกระทำแห่งความรักชาติ กล่าวคือ แนวคิดวีรบุรุษนิยมนี้ได้มอบอำนาจ และความชอบธรรมทางศีลธรรมให้แก่กลุ่มผู้กระทำรุนแรง ทำให้พวกเขาสามารถกระทำการที่โหดร้ายทารุณได้โดยไม่รู้สึกผิด เพราะเชื่อว่ากำลังทำ ภารกิจของวีรบุรุษ ในการกำจัด "ภัยคอมมิวนิสต์" ที่คุกคามประเทศโดยที่หลายคนอาจไม่ได้รู้อย่างถ่องแท้เลยว่า คอมมิวนิสต์ คืออะไร เพียงแต่โดนรัฐป้อนข้อมูลว่าพวกเขาชั่วร้ายผู้คนก็พร้อมคล้อยตามในทันทีไม่ต่างจากนายพรานที่สังหารเสือสมิงเพียงเพราะได้รับประกาศจากทางการ และฝังหัวผ่านวาทกรรมว่าพวกมันอันตราย
เรื่องสั้นชิ้นนี้แม้ไม่ได้ใช้วรรณศิลป์ที่หวือหวา และพล็อตเรื่องก็ตรงไปตรงมาว่าต้องการสื่ออะไร แต่ผู้เขียนก็ทำให้น่าติดตามได้โดยการค่อย ๆ นำพาเราจากเรื่องราวที่แสนเรียบง่ายธรรมดาในวันธรรมดา ๆ วันหนึ่งของยายครามไปสู่การเล่าความโหดร้ายของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้อย่างชาญฉลาดผ่านละครฉากหน้าเรื่องกระตั้วแทงเสือ เมื่อได้อ่านก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าในขณะที่ภาษาของเรื่องสั้นนั้นเรียบง่ายแต่สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องสั้นชิ้นนี้คือการเปรียบเปรยตัวละครในการละเล่นกระตั้วแทงเสือกับตำแหน่งแห่งที่ในโลกความเป็นจริงของประเทศไทย ณ ขณะนั้นให้ผู้อ่านเห็นอย่างชัดเจน
จึงอาจกล่าวได้ว่าเรื่องเล่ากระตั้วแทงเสือคือภาพจำลองขนาดย่อมที่แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีตผ่านการเล่าว่าเสือสมิงนั้นไม่ต่างกับคอมมิวนิสต์ที่ถูกรัฐพร่ำบอกว่าชั่วร้าย ทว่าเมื่อบ้องตันได้เจอเสือสมิงเข้าจริง ๆ พวกมันก็ไม่ได้มีรูปลักษณ์ต่างไปจากมนุษย์ปกติเลยแม้แต่น้อย ตรงส่วนนี้เป็นส่วนที่น่าสนใจอย่างมากด้วยการเปรียบเปรยได้คมคายผ่านการเล่าง่าย ๆ ที่ว่าแท้จริงแล้วเสือสมิงที่ว่าอาจไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์ปกติเลย แต่กลับถูกทำให้แตกต่างจากคำพูดของทางการไม่ต่างจากคอมมิวนิสต์ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นเพียงมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่มีอุดมการณ์แตกต่างจากเราแต่กลับถูกรัฐทำให้แตกต่างในทางที่ชั่วร้ายผ่านคำพูด ผ่านวาทกรรม ที่แม้แต่ยายครามเองซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกเสือชาวบ้านก็ยังนึกโชคดีที่ตนไม่ได้ถูกเรียกไปจัดการกับภัยของชาติ และนำพาให้คนที่แกต้องสังหารอาจเป็นลูกชายของตนผู้ถูกรัฐป้ายแปะว่าเป็นเสือสมิงนามคอมมิวนิสต์สียเอง มุมมองของยายครามที่ทอดมองไปยังการแสดงกระตั้วแทงเสืออันเต็มไปด้วยความสนุกสนานของเด็ก ๆ และเสียงหัวเราะของผู้ชมจึงเป็นที่น่าสะท้อนใจสำหรับแกที่รู้แจ้งแล้วว่าแม้เราจะมีบทเรียนแสนโหดร้ายมามากแค่ไหน แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะจำมันได้เพราะในท้ายที่สุดแล้วมันก็อาจถูกลดทอนด้วยกาลเวลา และความไม่ตระหนักรู้ของเราอยู่ร่ำไป
เอกสารอ้างอิง
จรูญพร ปรปักษ์ประลัย. (ม.ป.ป.). วีรบุรุษนิยม. ม.ป.พ.
พิริยะดิศ มานิตย์. (2566). แสงสว่าง ปัญญา และการลงทัณฑ์ ประวัติความคิดฝรั่งเศส จากศตวรรษแห่งเสรีภาพสู่
การล่มสลายของมนุษยนิยม. สำนักพิมพ์สมมติ.
บทวิจารณ์โดย คริษฐา เอกเจริญวัฒนา
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11