“การกลับมาของคนขายห่อหมก”
การกลับมาของความทรงจําและความจริงที่ไม่อาจกล่าวถึงในบางครั้ง “การกลับมา” อาจไม่ได้หมายถึงการกลับมาของคนหรือช่วงเวลา แต่อาจหมายถึงการหวนคืนกลับมาของเรื่องราวบางอย่างที่สังคมพยายามลบเลือน สารคดี การกลับมาของคนขายห่อหมก จึงไม่ใช่เพียงการบอกเล่าถึงการกลับมาของหญิงชราที่เร่ขายอาหารพื้นบ้าน หากแต่เป็นการกลับมาของความจริงที่เคยถูกกลบด้วยฝุ่นควันแห่งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเต็มไปด้วยการสูญเสียและการนองเลือดของผู้คน ได้ถูกหยิบนํามาเล่าผ่านชีวิตที่เรียบง่ายของชุมชน และเสียงเบา ๆ ของแม่ค้าขายห่อหมก เสียงเร่ขายที่เบาราวกับเสียงลมหายใจของคนในอดีต กลับมีพลังสะเทือนใจมากกว่าเสียงปืน เพราะมันคือเสียงชีวิตของคนธรรมดาที่รอดตาย เสียงจากความทรงจําที่ยังคงวนเวียน ซึ่งปฏิเสธที่จะถูกทําให้เงียบไปตลอดกาล
สารคดี การกลับมาของคนขายห่อหมก เป็นการบอกเล่าเหตุการณ์การฆ่ากันบนถนนการเมืองในช่วงเดือนตุลาคม 2516 ผ่านการกล่าวถึงภาพชีวิตประจําวันของคนในตําบลแห่งหนึ่ง ที่ดู รียบง่าย แต่แฝงไปด้วยบรรยากาศที่ไม่ปกติ ผู้คนในชุมชนต่างทยอยหายตัวไปอย่างไร้เหตุผล บ้างก็ว่าถูกสัตว์ทําร้าย บ้างก็ว่าถูกกลืนกินด้วยอํานาจลึกลับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างสร้างความหวาดกลัวและความสับสนให้คนในตําบล ชีวิตประจําวันที่เคยเรียบง่ายกลับเต็มไปด้วยข่าวร้าย การสูญเสีย และความตายที่ปรากฏให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่อาจแก้ไขได้
ท่ามกลางความเลวร้ายนี้ หญิงชราผู้ขายห่อหมกที่หายตัวไปก่อนหน้าได้กลับมาอีกครั้งพร้อมอาหารในมือพร้อมความรู้สึกว่านาฬิกาที่ตายไปหลายวันเริ่มมีเสียงเดินและเริ่มมีชีวิต
โรงละครสัตว์ : รัฐที่ควบคุมผู้คนด้วยอํานาจ
ภายใต้ความเรียบง่ายของเรื่องเล่าชีวิตในชุมชนเล็ก ๆ ผู้เขียนได้ซ่อนนัยยะทางสังคมและการเมืองไว้ในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในเรื่องคือผู้เขียนยังใช้ภาพของ “โรงละครสัตว์ ” ที่ปรากฏในเรื่องเป็ นสัญลักษณ์เด่นอีกอย่างหนึ่ง ผู้เขียนพรรณนาว่า “ในเมืองมีโรงละครสัตว์หลายโรงช่วงชิงคนดูกันอย่างบ้าคลั่ง! พวกเขาพยายามคดโกงทุกอย่างจากคนดู โดยแอบอ้างว่าพวกเขาเสนอความบันเทิงเพื่อคนดู !“ (P177)
เปรียบได้ว่าโรงละครสัตว์คือรัฐที่ใช้ความบันเทิงและการจัดฉากเพื่อควบคุมมวลชน มันเป็นเครื่องจักรแห่งอํานาจที่สร้าง “ภาพลวงตา” ว่าสังคมกําลังดําเนินไปอย่างปกติ ทั้งที่แท้จริงเต็มไปด้วยความโหดร้ายและการบังคับข่มขู่เมื่อผู้เขียนกล่าวว่า “เราเบื่อหน่ายและชิงชัง แต่พวกเขามีอํานาจบังคับให้เราเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากคนดู ” (P177) นั่นคือเสียงสะท้อนที่ไม่ใช่แค่คน ๆ เดียว แต่คือเสียงของประชาชนในสังคมที่ถูกกดให้เงียบ ถูกผลักให้นั่งดูชีวิตของตนถูกกําหนดโดยผู้อื่น
ในเชิงประวัติศาสตร์ นี่อาจสะท้อนถึงยุคที่รัฐใช้การโฆษณาชวนเชื่อและความรุนแรงเพื่อปกปิดการสูญหายของผู้เห็นต่าง
เสือ นกไฟ และตีนตะขาบ
ผู้เขียนมีการใช้ภาพพจน์แทนการกล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างโดยตรง โดยตีความได้ว่า “เสือ” เปรียบเหมือนอํานาจดิบเถื่อนและความรุนแรงที่ทําร้ายผู้คนแบบไม่ เลือกหน้า การปรากฏตัวของมันสะท้อนถึงภัยจากอํานาจของรัฐหรืออิทธิพลที่สามารถพรากชีวิตของผู้บริสุทธิ์โดยไม่ต้องรับผิดชอบ การกัดกินผู้คนแทนความตายที่ เข้ามาโดยไม่รู้ตัวและไม่สามารถวิ่งหนีได้ ส่วน “นกไฟ ” แสดงถึงอันตรายที่มองไม่ เห็น ความรุนแรงที่ซ่อนเร้น โดยขี้ของมัน ไม่รู้ตัวและไม่สามารถวิ่งหนีได้ ส่วน “นกไฟ ” แสดงถึงอันตรายที่มองไม่เห็น ความรุนแรงที่ซ่อนเร้น โดยขี้ของมัน สามารถฆ่าคนได้แม้เพียงเศษเล็ก ๆ ก็ทําให้เสียชีวิต สื่อถึงความรุนแรงที่อยู่ในชีวิตประจําวันและระบบอํานาจที่ครอบงํามนุษย์ ส่วน “ตีนตะขาบ” ที่ขยี้หลานชายป้าแก่ ขณะที่เขาพยายามถือดุ้นฟืนรบกับบางสิ่ง สะท้อนถึงความพยายามของผู้คนในการต่อสู้กับอํานาจ และความยุติธรรมมักแพ้ต่อความรุนแรงที่เหนือกว่าตน ซึ่งในจุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลุกขึ้นสู้ของผู้คนเพื่อการมีเสรีภาพในชีวิต แต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับอํานาจของรัฐ
การใช้ภาษาและศิลปะการเขียน
ผู้เขียนเลือกใช้สัญลักษณ์และความหมายโดยนัยแทนการพูดตรง ๆ เพราะ “ความจริงบางอย่างในประวัติศาสตร์ไม่สามารถเล่าได้โดยตรง” ในยุคที่การพูดความจริงอาจหมายถึงการสูญหาย การเขียนจึงกลายเป็นการซ่อนความจริงไว้ใต้ชั้นของถ้อยคําทุกประโยคในเรื่องเต็มไปด้วย “รอยเลื่อน” ระหว่างความจริงกับการเปรียบเทียบ เช่น การหายไปของคนในตําบลไม่ เคยถูกยืนยันว่ามีจริงหรือไม่ แต่กลิ่นคาวเลือดและเสียงร้องของผู้หญิงที่ เสียสามี ทําให้ผู้อ่านรู ้ว่า “เรื่องที่ เล่าอาจเป็นเรื่องจริงที่ห้ามพูด” ผู้เขียนจึงใช้ภาษาวรรณกรรมเป็นเกราะกําบังตนเองและเป็นอาวุธในเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาที่ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน การกลับมาของคนขายห่อหมก จึงเป็นงานเขียนที่มีคุณค่าทั้งในฐานะวรรณกรรมและเอกสารประวัติศาสตร์ทางอารมณ์ เพราะเป็นบันทึกความเจ็บปวดของคนธรรมดาที่ถูกทําร้ายโดยรัฐ เป็นเสียงสะท้อนของผู้คนที่ไม่เคยถูกบันทึกในตําราใด ๆ
เรื่องนี้แสดงให้เห็นพลังของภาษาในการซ่อนและเปิดเผยในเวลาเดียวกัน ภาพพจน์ของไฟ เลือด กลิ่นเนื้อไหม้ และเสียงสวดมนต์ ล้วนสื่อถึงความพยายามของมนุษย์ในการต่อสู้กับความมืดของโลก
บทสรุป
การกลับมาของคนขายห่อหมก ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าของการหายตัวและความหวาดกลัวในตําบล แต่ยังสะท้อนภาพการสูญเสีย ความเจ็บปวด ความรุนแรง และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยในยุค 14 ตุลาคม 2516 ซึ่ง “เสือ” “นกไฟ” “ตีนตะขาบ” “โรงละครสัตว์ ” และ “ห่อหมก” เป็นสัญลักษณ์ของอํานาจรัฐ ความกดขี่ และประชาชนผู้ถูกบังคับให้เป็นเพียงผู้ชม แล้วเราจะยอมให้ความกลัวและความเงียบกลืนหัวใจ หรือเราจะกล้าหยิบ “ห่อชีวิต” ของเราไว้ และยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นมนุษย์และความยุติธรรม? ในวันที่อดีตยังสะท้อนอยู่ทุกซอกซอยเราจะเลือกเพียงเฝ้ามอง หรือกล้ากลับมาเป็นคนที่จะยืนหยัดเพื่อต่อสู้กับอํานาจที่บิดเบี้ยว?
บทวิจารณ์โดย เกวลี เหมือนกุล
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11