เปลี่ยนขยะทะเล แปลงเป็นรองเท้า “ทะเลจร” (Tlejourn) แบรนด์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
จากการทำงานหลายบทบาทที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและขยะทะเล จึงทำให้ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย ผู้ที่เป็นทั้งอาจารย์สาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, บทบาทนักวิจัยในเรื่องของรีไซเคิล อัปไซเคิล นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม ด้านอาสาสมัครร่วมกับอาสาสมัครรุ่นใหม่ในชุมชน ก่อตั้ง Trash Hero ที่จังหวัดปัตตานี ตลอดจน การก่อตั้งแบรนด์ ทะเลจร (Tlejourn) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ไขและจัดการปัญหาขยะทะเลที่พบเป็นจำนวนมาก

สร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม มากกว่าการแสวงหากำไรสูงสุด
ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ขยะในประเทศไทยรั่วไหลลงสู่ทะเลนับเป็นอันดับ 6 ของโลก และรองเท้าเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15% ของขยะที่เก็บได้ หลังจากที่ได้ศึกษางานและวิจัยเกี่ยวกับยาง รวมถึงการเป็นอาสามากว่าทศวรรษ ทำให้เขาเห็นปัญหา และต้องการจัดการกับขยะทะเล โดยเฉพาะขยะยาง หรือขยะรองเท้า
“ช่วงแรก ๆ ผมไปขอรับขยะรองเท้าแตะจากกลุ่มอาสา Trash Hero ที่หลีเป๊ะ เพราะรู้ว่า ขยะยางเป็นปัญหาพอสมควร เนื่องจากไม่สามารถเผาได้ ตอนนั้นอาสาเก็บขยะมาให้เพียง 3 เดือน แต่ขยะรองเท้ากลับมีปริมาณสูงถึง 8 ตัน (8,000 กิโลกรัม) ตอนนั้น ผมยังนึกไม่ออกว่าจะจัดการขยะกลุ่มนี้ยังไง เป็นเวลากว่า 2 ปีที่ขยะกองนั้นอยู่หลังบ้านผม จนต้องคิดค้นหา Business Model เพื่อกำจัดขยะเหล่านี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลในการริเริ่มโปรเจกต์รองเท้าจากขยะทะเล และก่อตั้งเป็นแบรนด์ ทะเลจรขึ้นมา ในช่วงปี 2558-2559 และรองเท้ารุ่นแรกของเรา จึงตั้งชื่อว่า หลีเป๊ะ เพราะที่มาขยะมาจากตรงนั้นครับ” ดร.ณัฐพงศ์ เล่าถึงเรื่องราวในช่วงแรก ๆ ของการก่อตั้งแบรนด์นี้

หลังจากนั้น เมื่อเขารู้เป้าหมายชัดเจนว่าต้องการอะไร ทุกครั้งที่ไปเก็บขยะทะเล ดร.ณัฐพงศ์ จัดทำการคัดแยะเฉพาะรองเท้ายางฟองน้ำ รวมถึงวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น แผ่นรองปูพื้น ยางจากพื้นรองเท้าวิ่ง ฯลฯ หลังจากที่เก็บมาได้แต่ละชิ้น ก็จะมาทำความสะอาด บดและอัดขึ้นรูปใหม่เป็นแผ่นเพื่อใช้ทำพื้นรองเท้า (Upcycle) โดยวัสดุที่ใช้ล้วนมาจากขยะทะเลเป็นหลักเกือบ 100% ส่วนที่เหลืออาจได้รับจากการบริจาครองเท้าในที่ต่าง ๆ
สำหรับการทำรองเท้า 1 คู่ จะใช้ขยะยางในการทำเป็นแผ่นรองเท้าประมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับการต้องเก็บขยะทะเลถึง 10 กิโลกรัม (ปริมาณขยะทะเลที่ไม่ใช่เพียงขยะยาง)
สำหรับความพิเศษของรองเท้าทะเลจร คือ การใช้กระบวนการ "เทคโนคราฟต์" (Technocraft) เป็นการผสมผสานระหว่าง เทคโนโลยี (Technology) อัด บดขึ้นรูปเป็นแผ่นตามรูปรองเท้า และ งานฝีมือ (Craft) จากชาวบ้านกลุ่มซายัง ในพื้นที่ปัตตานี มาเย็บ ปัก ถัก ร้อย ประกอบเป็นรองเท้าแตะ โดยยังคงความเป็นเอกลักษณ์ และเสน่ห์ให้รองเท้า ซึ่งการจ้างชาวบ้านกลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่เสริมสร้างให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังสนับสนุนสินค้าของกลุ่มชาวบ้านที่เย็บถุงผ้าคราม มัดย้อมจำหน่ายเป็นอาชีพอยู่แล้ว เพราะ ทางแบรนด์ต้องการลดการใช้ถุงพลาสติกไปในตัว

ปัจจุบัน รองเท้าแตะทะเลจรมีทั้งหมด 7 รุ่น ด้วยกัน มีทั้งแบบรองเท้ารัดส้น รองเท้าแตะหูหนีบ เป็นแบบ Unisex ที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีไซส์เด็กไปจนถึงไซส์ผู้ใหญ่ รวมถึงไซส์ฝรั่ง โดยราคาเริ่มต้นที่ 399 บาท
โดยหลักๆ สินค้าขายผ่านช่องทางเฟสบุ๊คของแบรนด์ และมีวางขายที่ร้าน It's Going Green หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ส่วนช่องทางที่เหลือก็วางจำหน่ายตามสถานที่ท่องเที่ยวในภาคใต้บ้าง เช่น ภูเก็ต เป็นต้น
นอกจากนี้ ทางแบรนด์เคยได้ทำงานร่วมกับแบรนด์ดังที่สนับสนุนความยั่งยืนด้วยการผลิตรองเท้าเฉพาะคอลเลคชั่น อาทิ นันยาง (รุ่นขยะ), รองเท้า Soda และยังได้ร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศ ด้วยการส่งวัสดุ (Material) พร้อมไปประกอบอย่างเช่น MUZINA แบรนด์ของประเทศญี่ปุ่นที่มีจำหน่ายสินค้าในไทย และ Nuoceans แบรนด์จากประเทศอังกฤษอีกด้วย

ในปี 2563 แบรนด์ทะเลจร ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ทะเลจร เอสอี จำกัด วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในรูปแบบไม่หวังผลกำไร และเพื่อให้สามารถออกใบเสร็จรับเงินให้กับลูกค้ากลุ่มองค์กรได้
อย่างไรก็ตาม ทะเลจร นับว่าเป็นแบรนด์เพื่อสังคมอย่างแท้จริง เพราะจากการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social return on investment : SROI) พบว่า ทุก 1 บาทที่ขายได้ สามารถคืนคุณค่าให้สังคมได้สูงถึง 11 เท่า โดยใช้วิธีคำนวณทั้งในแง่ ของการช่วยเก็บขยะทะเล เพื่อสังคมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ่านกระบวนการนำวัสดุเหลือใช้ หรือขยะมาดัดแปลง หรือสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า(Upcycle) รวมถึง การมอบทักษะแก่ชาวบ้าน สร้างรายได้ให้คนในชุมชน เป็นต้น

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่ภาพใหญ่ กับก้าวต่อไป ภายใต้โครงการ ‘ศูนย์ลงมือทำ’
ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการแก้ไขและจัดการปัญหาขยะ จนสร้างแบรนด์เพื่อสิ่งแวดล้อม “ทะเลจร” สู่ “ศูนย์ลงมือทำ” ซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อมุ่งหวังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ จัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจน จัดแคมป์สิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกในการจัดการขยะอย่างยั่งยืนสำหรับเด็ก (Zero Waste Camp) โดยร่วมจัดหลักสูตรกับโรงเรียนต่าง ๆ เป็นห้องเรียนพิเศษในการสร้างหลักสูตรการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เด็กเกี่ยวกับปัญหาขยะ โดยร่วมมือกับองค์กร Save the Children หลังจากได้หน่วยงาน NGO ต่างประเทศมาร่วมสนับสนุน และสหภาพยุโรป (EU) เพื่อขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยแบรนด์ทะเลจรและ Trash Hero ปัตตานีจะอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์นี้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ บทบาทด้านอาสา สำหรับ Trash Hero ปัตตานี ได้จัดกิจกรรมเก็บขยะฉลองครบรอบ 10 ปีและนับเป็นครั้งที่ 519 โดยตลอดระยะเวลาการเก็บขยะ ดร.ณัฐพงศ์เล่าว่า ทั้งทีมและตัวเขาสามารถเก็บขยะได้ถึงราว 40,000 กิโลกรัม

นอกจากนี้ ดร.ณัฐพงศ์ อยากให้ข้อมูลทิ้งท้ายในเรื่องของขยะทะเลไว้ ให้เราได้ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาอย่างลึกซึ้งมากขึ้น
“ตราบใดที่เราอยู่ในระยะรัศมี 50-80 กม. จากชายฝั่งทะเล นั่นถือว่าเป็นขยะทะเลแล้ว และส่วนใหญ่ กว่า 90% ของขยะทะเลส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจทิ้งลงทะเลโดยตรง แต่เป็นขยะรั่วไหลจากบก ซึ่งเราแทบจะควบคุมการรั่วไหลไม่ได้เลย วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยได้ คือการ ลดการสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง ตอนซื้อ เช่น ใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ หรือ เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะช่วยสร้างความยั่งยืนได้มากขึ้น”
เราต่างทราบดีว่า ปัจจุบันธรรมชาติกำลังถูกทำลายลงไปเรื่อย ๆ ผ่านฝืมือมนุษย์ด้วยกันเอง ถึงเวลาที่เราจะช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ เริ่มต้นวันนี้... ยังไม่สายเกินไปที่จะช่วยกันขับเคลื่อนความยั่งยืน มาเปลี่ยน 'การทำลาย' ให้เป็น 'การดูแล' เริ่มต้นง่ายๆ ได้ที่ตัวเรา มาร่วมสนับสนุนสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Tlejourn
