เวลาพูดถึงนวนิยายที่เล่าเรื่องราวของสงคราม ภาพจำแรกของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นการสู้รบ การเมือง หรือความหดหู่ที่หนักหน่วงจนบางครั้งก็ทำให้เราลังเลที่จะหยิบขึ้นมาอ่าน แต่สำหรับ เมื่อขุนเขาขับขาน (The Mountains Sing) ผลงานของนักเขียนชาวเวียดนาม เหงียน ฟาน เกว๊ มาย ที่ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยด้วยสำนวนแปลอันงดงามของ บัญชา วงศ์รัตนานุกูล กลับมอบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นวนิยายเล่มนี้ไม่ได้ชวนเราไปนั่งอ่านตำราประวัติศาสตร์เล่มหนา ๆ แต่กำลังพาเราไปนั่งอยู่กลางวงล้อมของครอบครัวคนธรรมดา เพื่อรับฟังเรื่องราวของบาดแผล การดิ้นรน และความรักที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้ผ่านพ้นยุคสมัยที่มืดมิดที่สุด
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นที่การวางโครงเรื่อง ซึ่งกินอาณาบริเวณครอบคลุมประวัติศาสตร์เวียดนามเกือบหนึ่งศตวรรษ โดยถ่ายทอดผ่านชะตากรรมของ "ตระกูลเจิ่น" แกนกลางของการเล่าเรื่องใช้วิธีสลับฉากระหว่างสองช่วงวัยและสองเหตุการณ์ เริ่มจากเรื่องราวของ "ยายเสี่ยวลาน" หญิงแกร่งผู้รอดชีวิตจากการกดขี่ในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส การรุกรานของญี่ปุ่น มหาทุพภิกขภัยที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย และความโหดร้ายของการปฏิรูปที่ดิน ตัดสลับกับภาพจำของ "เฮือง" หลานสาวที่ต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัยและซากปรักหักพังของเมืองฮานอยในช่วงสงครามเวียดนาม การเลือกใช้สายตาของผู้หญิงสองรุ่นเป็นตัวดำเนินเรื่อง ทำให้ภาพของสงครามที่เคยมองเห็นเป็นเพียงตัวเลขความสูญเสียในหน้าข่าว กลายเป็นภาพที่เต็มไปด้วยมิติของความเป็นมนุษย์ ทั้งความหวาดกลัว การเอาชีวิตรอด การปกป้องคนที่รัก และการเสียสละที่ลึกซึ้งจนคนเป็นแม่อาจต้องยอมแลกด้วยทุกสิ่ง
หากวิเคราะห์ลึกลงไปในตัวเนื้อเรื่อง จะเห็นว่าผู้เขียนจงใจตีกรอบให้เราเห็นผลกระทบของสงครามที่ไม่ได้พังทลายแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่ยังกรีดลึกลงไปทำลายสายสัมพันธ์ของครอบครัว ตัวละครต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการที่คนรักต้องทิ้งบ้านเกิดไปสู่สมรภูมิรบ ความอดอยากที่บีบคั้นให้มนุษย์ต้องเผยสัญชาตญาณดิบเถื่อนเพื่อความอยู่รอด หรือแม้แต่บาดแผลทางใจที่หลงเหลือหลังสงครามจบลง แต่ท่ามกลางความโหดร้ายทารุณเหล่านั้น สิ่งที่เปล่งประกายที่สุดในเรื่องกลับเป็นเรื่องของ "ความหวัง" และ "การให้อภัย" ยายเสี่ยวลานเปรียบเสมือนขุนเขาที่ตั้งตระหง่านและคอยโอบอุ้มครอบครัวไว้ในยามที่พายุถาโถม เธอใช้ความอดทนและความรักเยียวยาประวัติศาสตร์อันร้าวราน ขณะที่เฮืองเองก็เรียนรู้ที่จะก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ไม่ยอมให้เครื่องจักรสงครามหรือความเคียดแค้นมาบดบังความเป็นมนุษย์ในตัวเอง
อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เล่มนี้โดดเด่น ทรงพลัง และได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายของ Chommanard International Women's Literary Award คือวิธีการใช้ภาษา ผู้เขียนซึ่งมีพื้นฐานเป็นกวี สามารถร้อยเรียงถ้อยคำออกมาได้อย่างสละสลวย มีจังหวะจะโคน และแจ่มชัด แม้ในฉากที่ดิบเถื่อนและสะเทือนอารมณ์ที่สุด ภาษาก็ยังทำหน้าที่โอบกอดและประคับประคองผู้อ่านเอาไว้ นอกจากนี้ การสอดแทรกวัฒนธรรม สุภาษิต คำพังเพย และนิทานพื้นบ้านของเวียดนามเข้ามาในบทสนทนาเป็นระยะ ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและขับเน้นให้เห็นข้อคิดสำคัญที่ว่า แม้สงครามจะกวาดล้างและทำลายทุกสิ่ง แต่รากเหง้า จิตวิญญาณ และเรื่องเล่าของผู้คนคือสิ่งที่จะไม่มีวันสูญสลายไป
เมื่อขุนเขาขับขาน จึงไม่ใช่แค่หนังสือที่อ่านเพื่อรับรู้ความเจ็บปวด แต่เป็นหนังสือที่พาเราไปทำความเข้าใจบาดแผลของเพื่อนมนุษย์เหนือความแตกต่างทางการเมืองและการทหาร มันคือการเดินทางที่บีบคั้นหัวใจจนอาจทำให้คุณเผลอน้ำตาซึมไปกับชะตากรรมของตัวละคร แต่ในท้ายที่สุด เรื่องราวจะค่อยๆ ปลอบประโลมและชุบชูจิตใจให้กลับมาเต็มตื้นอีกครั้ง ใครที่กำลังมองหาวรรณกรรมคุณภาพที่อ่านสนุก เข้าถึงง่าย แต่ทิ้งตะกอนความคิดไว้ในใจไปอีกนานแสนนาน ขอแนะนำให้ลองเปิดใจรับหนังสือเล่มนี้เข้ามาในลิสต์ รับรองได้เลยว่าเมื่อพลิกหน้าสุดท้ายจบลง คุณจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของการมีชีวิตอยู่ และเข้าใจความหมายของคำว่า "สันติภาพ" อย่างแท้จริง