ไร้ลิ้นสิ้นสูญ — วรรณกรรมที่ใช้ "ความเงียบ" ค่อย ๆ กดทับเรา
“หากวันหนึ่ง ภาษาที่เราใช้มาตั้งแต่เกิด กลายเป็นสิ่งที่ ‘ไม่ควรถูกพูด’
เราจะยังเหลือความเป็นตัวเองอยู่ไหม”
หลังอ่าน ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless) ของ เหล่า หยีหว่า (Lau Yee-Wa) จบ คำถามนี้ยังค้างอยู่ในหัวนานมาก และยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า หนังสือเล่มนี้น่ากลัวตรงที่มันไม่ได้พยายามทำตัวเองให้เป็นนิยายการเมืองเสียงดัง หรือวรรณกรรมที่ตะโกนใส่ผู้อ่านว่าควรคิดแบบไหน แต่กลับใช้ “ความเงียบ” และ “ชีวิตประจำวัน” ค่อย ๆ กดเราแทน มันคือภาพสะท้อนสังคมฮ่องกงใน “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ที่โหดร้ายและเงียบกริบที่สุด
ตอนแรกที่เห็นชื่อหนังสือ คิดว่าจะเป็นนิยายดาร์กหนัก ๆ หรือแนวจิตวิทยาเข้มข้น แต่พออ่านจริงกลับพบว่า สิ่งที่หนักที่สุดในเรื่อง ไม่ใช่เหตุการณ์ใหญ่โต ไม่ใช่ฉากรุนแรง แต่เป็นความรู้สึกอึดอัดที่ค่อย ๆ สะสมจากการใช้ชีวิตอยู่ในระบบที่ทำให้คนต้องระวังทุกคำพูด ทุกการแสดงออก และบางครั้งต้องยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ยังอยู่รอดต่อไปได้
ตัวเรื่องพาเราไปอยู่ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งของฮ่องกง ผ่านชีวิตของ “หลิง” และ “ไหว” ครูสัญญาจ้างสองคนที่ต้องดิ้นรนอยู่ในระบบการศึกษาที่แข่งขันสูงและเต็มไปด้วยแรงกดดัน พวกเธอต้องเผชิญกับนโยบายเปลี่ยนการเรียนการสอนจาก “ภาษากวางตุ้ง” มาเป็น “ภาษาจีนกลาง” ถ้ามองเผิน ๆ มันอาจเหมือนแค่การปรับหลักสูตรธรรมดา แต่หนังสือทำให้เห็นชัดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาษา มันคือเรื่องของอำนาจ ใครพูดได้ถูกต้องตามมาตรฐาน คนนั้นก็มีสิทธิ์อยู่ต่อ ส่วนคนที่พูดไม่เหมือนคนอื่น ปรับตัวไม่ได้ หรือยังยึดติดกับภาษาของตัวเอง ก็เริ่มถูกมองเป็นส่วนเกินของระบบทันที
สิ่งที่ชอบมากคือ ผู้เขียนไม่ได้อธิบายทุกอย่างตรง ๆ แต่ปล่อยให้บรรยากาศทำงานกับเราเอง โดยเฉพาะช่วงเปิดเรื่องหลังการเสียชีวิตของ “ไหว” ที่ยังทิ้งร่องรอยไว้เต็มห้องพักครู โต๊ะทำงานยังถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ กระจกจำนวนมากยังสะท้อนภาพผู้คนเหมือนเดิม แต่ไม่มีใครอยากพูดถึงเธออีกแล้ว อ่านฉากนี้แล้วรู้สึกขนลุกซู่ เหมือนทุกคนพร้อมจะทำเป็นว่าไม่เคยมีใครคนหนึ่งอยู่ตรงนั้นมาก่อน ทั้งที่ร่องรอยของเธอยังอยู่เต็มไปหมด อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ใช้ “กระจก” ได้เก่งมาก มันไม่ใช่แค่ของตกแต่งในห้องทำงานของไหว แต่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของการถูกมอง ถูกจับผิด และการต้องเห็นตัวเองผ่านสายตาคนอื่นตลอดเวลา จนบางครั้งเราแทบไม่รู้แล้วว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นเพราะตัวเองต้องการจริง ๆ หรือเพราะระบบกำลังบีบให้เรากลายเป็นแบบนั้น
อีกจุดที่อ่านแล้วชอบมากคือ การเมืองในที่ทำงานที่ผู้เขียนเขียนออกมาได้จริงมาก มันไม่มีตัวร้ายแบบชัดเจน ไม่มีใครยืนประกาศว่าตัวเองเลว แต่ทุกคนต่างพยายามรักษาตำแหน่ง รักษาผลประโยชน์ และเอาตัวรอดในแบบของตัวเอง บางคนเลือกเงียบ บางคนประจบผู้มีอำนาจ บางคนกดดันคนที่อ่อนแอกว่า ทั้งหมดนี้ทำให้บรรยากาศในเรื่องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า หนังสือไม่ได้พูดถึงแค่ฮ่องกง แต่กำลังพูดถึงสังคมการทำงานของคนยุคนี้โดยรวม ระบบที่ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันตลอดเวลา ต้องพยายามเป็น “เวอร์ชันที่องค์กรต้องการ” และค่อย ๆ สูญเสียตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว
ประเด็นเรื่องภาษาในเล่มนี้ก็น่าสนใจมาก เพราะภาษากวางตุ้งในเรื่องไม่ได้เป็นแค่ภาษาถิ่น แต่มันคืออัตลักษณ์ ความทรงจำ และความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ พอภาษาหนึ่งเริ่มถูกทำให้สำคัญกว่าอีกภาษา คนที่พูดอีกแบบก็เริ่มถูกผลักออกไปทีละนิด ตรงนี้ทำให้ชื่อ “ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” ยิ่งเจ็บขึ้นไปอีก เพราะคำว่า “ไร้ลิ้น” ในเรื่องไม่ได้หมายถึงการพูดไม่ได้ทางร่างกายเท่านั้น แต่มันคือการค่อย ๆ สูญเสียสิทธิ์ในการพูด สูญเสียเสียงของตัวเอง และท้ายที่สุดอาจสูญเสียความเป็นตัวเองไปพร้อมกัน
สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ต่างจากนิยายสะท้อนสังคมหลายเรื่อง คือมันไม่พยายามสรุปบทเรียนชีวิตให้คนอ่าน ไม่มีตัวละครที่ดีสมบูรณ์หรือเลวสมบูรณ์ ทุกคนมีทั้งด้านที่น่าเห็นใจและด้านที่เห็นแก่ตัว ซึ่งมันจริงมาก เพราะเวลาอยู่ภายใต้แรงกดดัน มนุษย์เราก็ไม่ได้ตัดสินใจถูกต้องเสมอไป อีกอย่างที่ชอบคือจังหวะการเล่าเรื่อง ถึงเนื้อหาจะหนัก แต่ไม่ได้อ่านยากแบบวรรณกรรมที่ต้องตีความตลอดเวลา ผู้เขียนค่อย ๆ พาเราไหลเข้าไปในโลกของตัวละครทีละนิด จนสุดท้ายเราจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย อึดอัด และหวาดระแวงไปพร้อมกับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว
และเพราะหนังสือเล่าเรื่องผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นห้องพักครู บทสนทนาบนโต๊ะอาหารกลางวัน ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน หรือการพยายามพูดให้ “ถูกต้อง” ตลอดเวลา มันเลยยิ่งรู้สึกจริง และน่ากลัวกว่านิยายที่มีเหตุการณ์ใหญ่โตเสียอีก
ส่วนตัวคิดว่า นี่เป็นหนังสือที่อ่านแล้ว “ค้าง” มาก ไม่ใช่ค้างเพราะหักมุม แต่ค้างเพราะมันทำให้เราหันกลับมามองชีวิตตัวเองเหมือนกัน ว่าในแต่ละวัน เรากำลังพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดจริง ๆ หรือกำลังพูดในแบบที่สังคมอยากให้พูดกันแน่ “ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” เป็นวรรณกรรมร่วมสมัยที่ทั้งหนัก เงียบ และบีบหัวใจในเวลาเดียวกัน มันไม่ใช่หนังสือที่อ่านเพื่อความสบายใจ แต่เป็นหนังสือที่อ่านแล้วจะมีบางประโยค บางฉาก และบางความรู้สึกติดอยู่ในหัวเราไปอีกนาน ถ้าชอบนิยายที่เล่นกับจิตวิทยามนุษย์ สะท้อนโครงสร้างอำนาจ และตีแผ่ความกดดันในสังคมผ่านชีวิตคนธรรมดา เล่มนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดใน ไร้ลิ้นสิ้นสูญ อาจไม่ใช่วันที่เราถูกสั่งให้เงียบ
แต่อาจเป็นวันที่เราเริ่มเงียบเอง จนลืมไปแล้วว่าเสียงของตัวเองเคยเป็นแบบไหน