จาก “ชมนาด” ดอกไม้แห่งวรรณกรรมไทย สู่เวทีนานาชาติ
เมื่อรางวัลไม่ได้สิ้นสุดในวันประกาศผล แต่ต้องพาหนังสือและชีวิตของนักเขียนเดินทางต่อไป
ภายหลังการเสวนาเกี่ยวกับนวนิยาย ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless) และการเปิดมุมมองเรื่องภาษา อัตลักษณ์ และความเปลี่ยนแปลงในสังคม เวทีภายในงาน มหกรรมโลกนิยาย 2569 ได้ดำเนินต่อสู่ช่วงที่ 2 ในหัวข้อ “จาก ‘ชมนาด’ ดอกไม้แห่งวรรณกรรมไทย สู่เวทีนานาชาติ” เพื่อพาผู้ฟังย้อนกลับไปสำรวจจุดเริ่มต้นของรางวัลวรรณกรรมสำหรับนักเขียนสตรี ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อกว่าสิบห้าปีก่อน และเติบโตขึ้นเป็น Chommanard International Women’s Literary Award เวทีวรรณกรรมที่เปิดพื้นที่ให้นักเขียนสตรีจากหลากหลายประเทศได้ส่งผลงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำเรื่องเล่าจากท้องถิ่นของตนเองออกเดินทางสู่ผู้อ่านในระดับนานาชาติ
การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.00–17.45 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 โดยมี คุณธีรภัทร เจริญสุข Program Director รางวัลชมนาดนานาชาติ ประจำปี 2026 ทำหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมด้วยวิทยากรสำคัญ ได้แก่ คุณอาทร เตชะธาดา ผู้ก่อตั้งรางวัลชมนาดและรางวัลชมนาดนานาชาติ และ Lau Yee-Wa หรือ เหล่า หยีหว่า นักเขียนชาวฮ่องกง ผู้ชนะเลิศ Chommanard International Women’s Literary Award 2025 จากผลงาน ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless)
ตลอดเวลา 45 นาทีของการเสวนา ผู้ฟังไม่ได้รับรู้เพียงประวัติของรางวัล แต่ยังได้มองเห็นแนวคิดสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการทำงานตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ นั่นคือความเชื่อว่า รางวัลวรรณกรรมไม่ควรจบลงเพียงการมอบโล่ เงินรางวัล หรือการประกาศชื่อผู้ชนะ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาหนังสือ การสร้างโอกาส และการพานักเขียนเดินทางไปให้ไกลกว่าเดิม
จุดเริ่มต้นจากความต้องการสร้าง “ความแตกต่าง”
คุณอาทร เตชะธาดา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของรางวัลชมนาดว่า แนวคิดในการก่อตั้งเกิดจากการพูดคุยกับบุคคลในแวดวงวรรณกรรมและวัฒนธรรม ซึ่งต่างมองเห็นข้อ จำกัดบางประการของรางวัลวรรณกรรมในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะการที่หลายรางวัลได้รับความสนใจเพียงช่วงสั้น ๆ เมื่อประกาศผลแล้ว ข่าวสารเกี่ยวกับผลงานและนักเขียนก็ค่อย ๆ เลือนหาย ขณะที่หนังสือจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในด้านการพิมพ์ การจัดจำหน่าย หรือการประชาสัมพันธ์
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดคำถามขึ้นว่า จะทำอย่างไรให้รางวัลหนึ่งรางวัลสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าการตัดสินว่าใครเป็นผู้ชนะ และจะทำอย่างไรให้ผู้เข้าประกวด โดยเฉพาะนักเขียนหน้าใหม่ มีโอกาส “ได้เกิด” ในวงการหนังสืออย่างแท้จริง
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ ในเวลานั้นประเทศไทยยังไม่มีรางวัลวรรณกรรมที่เปิดรับเฉพาะผลงานของนักเขียนสตรีอย่างชัดเจน ผู้ร่วมก่อตั้งจึงเสนอว่า หากต้องการสร้างความแตกต่างจากรางวัลที่มีอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่สร้างเวทีสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประสบการณ์ ความคิด ความทรงจำ และเรื่องเล่าของผู้หญิงได้รับการมองเห็นมากขึ้น
สำหรับคุณอาทร แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากความผูกพันกับมารดา เขากล่าวถึงความใกล้ชิดกับแม่และความรู้สึกที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อพูดถึงบทบาทของผู้หญิง สิ่งเหล่านี้ทำให้แนวคิดการสร้างรางวัลสำหรับนักเขียนสตรีไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่าง แต่เป็นความตั้งใจส่วนตัวที่ต้องการสนับสนุนให้เสียงของผู้หญิงได้รับพื้นที่ในสังคมวรรณกรรม
ตั้งแต่เริ่มต้น คณะผู้ก่อตั้งยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของกระบวนการตัดสิน มีการร่วมกันพิจารณาและวางกติกาเพื่อป้องกันไม่ให้ชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้เขียนเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสิน โดยผู้เขียนไม่ควรรู้ล่วงหน้าว่าใครเป็นกรรมการ และกรรมการเองไม่ควรได้รับข้อมูลที่อาจทำให้เกิดอคติต่อเจ้าของผลงาน
หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งคือความต่อเนื่อง เพราะผู้ก่อตั้งไม่ต้องการให้รางวัลเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด หากต้องการสร้างเวทีที่สามารถยืนหยัด เติบโต และมีบทบาทต่อวงการวรรณกรรมได้ในระยะยาว
เหตุใดจึงชื่อว่า “ชมนาด”
ที่มาของชื่อ “ชมนาด” เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สร้างบรรยากาศอบอุ่นให้กับการเสวนา คุณอาทรเล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้ง ทุกฝ่ายพยายามคิดหาชื่อดอกไม้ที่เหมาะสมกับรางวัลสำหรับนักเขียนสตรี แต่ยังไม่พบชื่อที่สามารถสื่อความหมายได้อย่างลงตัว
ในช่วงเวลานั้น เขาเดินทางกลับจากจังหวัดเลยและไปพักที่บ้านของภรรยา ทุกเช้าจะได้กลิ่นหอมของดอกชมนาดลอยมา กลิ่นของดอกไม้ชนิดนี้มีความหอมอ่อน ๆ ไม่รุนแรง บ้างเปรียบว่าคล้ายกลิ่นข้าวใหม่หรือใบเตย ความประทับใจจากกลิ่นหอมดังกล่าวทำให้เขาเสนอชื่อ “ชมนาด” ขึ้นมา และผู้ร่วมก่อตั้งต่างเห็นพ้องว่าเป็นชื่อที่เหมาะสม
“ชมนาด” จึงกลายเป็นทั้งชื่อของรางวัลและสัญลักษณ์ของเวทีที่ต้องการให้งานเขียนของผู้หญิงค่อย ๆ ผลิบาน ส่งกลิ่นหอม และเดินทางออกไปสู่สังคมในวงกว้าง
หลังจากได้ชื่อแล้ว จึงมีการออกแบบตราสัญลักษณ์และสร้างอัตลักษณ์ของรางวัลขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนจะพัฒนากลายเป็นเวทีวรรณกรรมที่มีการจัดประกวดอย่างต่อเนื่องมากว่าสิบห้าปี

หนังสือที่ได้รับรางวัลต้องมีชีวิตหลังวันประกาศผล
สิ่งที่ทำให้รางวัลชมนาดแตกต่างจากรางวัลวรรณกรรมทั่วไป คือค วามพยายามในการพาผลงานของผู้ชนะไปสู่ผู้อ่านจริง
คุณอาทรกล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มต้น ผู้จัดไม่ได้ต้องการให้หนังสือได้รับรางวัลแล้วถูกวางไว้เพียงบนชั้นหรืออยู่ในความทรงจำของผู้คนชั่วคราว แต่ต้องการให้ผลงานได้รับการจัดพิมพ์ ทำตลาด และเผยแพร่อย่างจริงจัง พร้อมทั้งมีแนวคิดให้หนังสือที่ได้รับรางวัลได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเดินทางไปยังต่างประเทศ
ในช่วงแรกของรางวัล ผลงานที่ได้รับรางวัลเรื่องหนึ่งกล่าวถึงชีวิตของผู้หญิงในชุมชนชาวกวางตุ้งในกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นเรื่องราวของคนกลุ่มน้อยในสังคมไทย ความบังเอิญที่น่าสนใจคือ ผลงานชนะเลิศระดับนานาชาติครั้งแรกอย่าง Tongueless ก็เชื่อมโยงกับภาษากวางตุ้งและชีวิตของผู้คนในฮ่องกงเช่นกัน ราวกับเส้นทางของรางวัลเริ่มต้นและขยายออกไปโดยยังคงรักษาความสนใจต่อเสียงของผู้คนที่อยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรม
คุณอาทรยกตัวอย่างผลงานในอดีตที่เมื่อได้รับรางวัลและได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว สามารถสร้างความสนใจในต่างประเทศจนมีการกล่าวถึงบนเว็บไซต์และเวทีหนังสือนานาชาติ บางเรื่องได้รับการติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์และแปลเป็นภาษาอื่นโดยที่สำนักพิมพ์ไม่จำเป็นต้องออกแรงประชาสัมพันธ์มากนัก
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ก่อตั้งเห็นว่า การแปลและการเผยแพร่ข่าวสารมีพลังอย่างมากในการพาหนังสือไทยออกไปสู่โลกกว้าง เมื่อเรื่องราวมีคุณค่าและได้รับโอกาสที่เหมาะสม ผลงานที่เกิดขึ้นในบริบทท้องถิ่นก็สามารถเชื่อมโยงกับผู้อ่านจากวัฒนธรรมอื่นได้
นอกจากการสร้างยอดขายและการเป็นที่รู้จักแล้ว หนังสือบางเล่มยังส่งผลต่อชีวิตของเจ้าของเรื่องโดยตรง ตัวอย่างหนึ่งคือผลงานที่ถ่ายทอดประสบการณ์ของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งต้องเผชิญคดีความและความสูญเสียจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษาผู้ป่วย เมื่อเรื่องราวได้รับการตีพิมพ์และได้รับรางวัล เจ้าของเรื่องได้รับเชิญจากองค์กรสตรีหลายแห่งให้ไปบอกเล่าประสบการณ์ ได้รับการยอมรับมากขึ้น และมีโอกาสกลับมาสร้างคุณค่าแก่สังคม
กรณีเหล่านี้ยืนยันแนวคิดของรางวัลชมนาดว่า วรรณกรรมสามารถทำหน้าที่มากกว่าการให้ความบันเทิง เพราะหนังสือหนึ่งเล่มอาจช่วยฟื้นฟูศักดิ์ศรีของบุคคล เปิดพื้นที่ให้สังคมมองเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง หรือแม้แต่เปลี่ยนทิศทางของชีวิตผู้เขียนได้

จากเวทีนักเขียนหญิงไทย สู่รางวัลนานาชาติ
หลังจากดำเนินงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและเห็นว่าผลงานที่ได้รับรางวัลสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ คุณอาทรจึงเริ่มมองไปไกลกว่าเดิม โดยมีความตั้งใจให้รางวัลชมนาดก้าวสู่ระดับภูมิภาค คล้ายกับเวทีวรรณกรรมที่เชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม การสร้างรางวัลนานาชาติไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น จำเป็นต้องอาศัยทั้งเครือข่ายวรรณกรรม การประชาสัมพันธ์ในหลายประเทศ ทีมงานที่มีความเข้าใจในบริบทระหว่างประเทศ ตลอดจนงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ
คุณอาทรกล่าวถึงบทบาทของทีมงานฝ่ายต่างประเทศ ซึ่งช่วยเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับรางวัลไปยังเครือข่ายนักเขียน สำนักพิมพ์ และแวดวงวรรณกรรมในหลายประเทศ จนสามารถดึงดูดผลงานจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
ในการจัด Chommanard International Women’s Literary Award ครั้งแรก มีผลงานส่งเข้าร่วมกว่า 60 เรื่องจากหลายประเทศ ก่อนผ่านการคัดเลือกเหลือ 17 เรื่องในรอบ Longlist และ 8 เรื่องในรอบ Shortlist นักเขียนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้รับเชิญให้เดินทางมาประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน เพื่อร่วมกิจกรรมวรรณกรรม พบปะผู้อ่าน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน
ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งแรกคือ Lau Yee-Wa นักเขียนชาวฮ่องกง เจ้าของนวนิยาย Tongueless ซึ่งต่อมาได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทยในชื่อ ไร้ลิ้นสิ้นสูญ สำหรับผู้ก่อตั้ง การที่รางวัลของไทยสามารถเชิญนักเขียนหญิงที่มีชื่อเสียงจากหลายประเทศเข้ามาร่วม และสามารถคัดเลือกผลงานคุณภาพจากกลุ่มนักเขียนที่มีประสบการณ์ระดับนานาชาติ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่ารางวัลชมนาดได้เดินทางพ้นจากกรอบภายในประเทศ และกำลังสร้างพื้นที่ของตนเองบนเวทีวรรณกรรมเอเชีย
“ฉันต้องคว้าโอกาสนี้ไว้” จากหนังสือที่ขายเพียงไม่กี่เล่ม สู่รางวัลเปลี่ยนชีวิต
ในช่วงหนึ่งของการเสวนา Lau Yee-Wa เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจส่ง Tongueless เข้าร่วมประกวดว่า เธอทราบข่าวเกี่ยวกับรางวัลจากเพื่อนในแวดวงวรรณกรรม ซึ่งบอกว่ามีเวทีเปิดรับผลงานที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษจากนักเขียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงฮ่องกง
ในเวลานั้น เธอไม่ได้เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในตลาดหนังสือฮ่องกง แม้ผลงานจะได้รับการแปลและจัดพิมพ์ในไต้หวัน แต่ยอดขายก็ยังไม่สูงอย่างที่คาดหวัง
เธอเล่าว่า ในช่วงหนึ่งหนังสือขายได้เพียงประมาณ 20–30 เล่มภายในสามเดือน และในบางปีอาจขายได้เพียง 10–20 เล่มเท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกกดดันและเป็นห่วงสำนักพิมพ์ทั้งในฮ่องกงและไต้หวัน เพราะหนังสือได้รับการตีพิมพ์แล้วแต่แทบไม่มีผู้ซื้อ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมการประกวด เธอจึงตัดสินใจส่งผลงานทันที เพราะมองว่าในฐานะนักเขียนที่ยังไม่มีชื่อเสียง ทุกโอกาสที่อาจทำให้หนังสือได้รับการมองเห็นล้วนมีความสำคัญ
สำหรับเธอ การสมัครเข้าร่วมรางวัลจึงไม่ใช่เพียงความหวังเรื่องเงินรางวัลหรือเกียรติยศ แต่เป็นความพยายามที่จะช่วยให้หนังสือมีผู้อ่านมากขึ้น และอาจทำให้เส้นทางการเป็นนักเขียนของเธอดำเนินต่อไปได้
ผู้ชนะที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะชนะ
Lau Yee-Wa ยอมรับว่า เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้รับรางวัลชนะเลิศ เพราะนักเขียนที่ผ่านเข้ารอบ Shortlist หลายคนล้วนเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง มีผลงานขายดีระดับนานาชาติ และได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย
ก่อนงานประกาศผล ทีมงานเดินทางไปสัมภาษณ์เธอที่ฮ่องกง โดยแจ้งว่าจะมีการสัมภาษณ์นักเขียนที่ผ่านเข้ารอบทุกคน เธอจึงคิดว่าเป็นเพียงบทสัมภาษณ์ทั่วไป และพาทีมงานไปถ่ายทำที่ร้านหนังสืออิสระด้วยเสื้อผ้าสบาย ๆ โดยไม่ได้แต่งหน้าหรือเตรียมตัวเป็นพิเศษ
ต่อมา เมื่อเดินทางมาประเทศไทยและเห็นภาพของตนเองปรากฏอยู่บนปกนิตยสาร Elite+ พร้อมบทสัมภาษณ์ภายในเล่ม เธอรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก และกล่าวติดตลกว่า หากทราบล่วงหน้าว่าจะนำภาพไปใช้ในลักษณะนั้น เธอคงแต่งหน้าและเตรียมตัวให้สวยกว่านี้
แม้ทีมงานจะขอให้นักเขียนเตรียมสุนทรพจน์ในกรณีที่ได้รับรางวัล เธอก็ยังเข้าใจว่าผู้เข้ารอบทุกคนคงได้รับคำแนะนำเช่นเดียวกัน
กระทั่งในช่วงงานประกาศผล กรรมการและผู้เกี่ยวข้องหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี เธอยังคิดว่าอาจเป็นการแสดงความยินดีที่ได้ผ่านเข้ารอบ Shortlist เท่านั้น
ในโบรชัวร์แนะนำผู้เข้ารอบ ประวัติของเธอสั้นที่สุดและอยู่ในหน้าท้าย ๆ ขณะที่นักเขียนคนอื่นมีประสบการณ์และความสำเร็จระดับนานาชาติมากมาย เธอจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นผู้ชนะ
เมื่อชื่อของเธอได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะเลิศ เธอจึงรู้สึกราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความจริง แต่เป็นจินตนาการ เธอกล่าวว่าตัวเองรู้สึกได้รับพรและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้ชนะเลิศคนแรกของรางวัลนี้
การเดินทางที่เปิดโลกให้กว้างกว่าเดิม
นอกจากรางวัลแล้ว Lau Yee-Wa ยังกล่าวถึงประสบการณ์ระหว่างการเดินทางมาประเทศไทยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มาเยือนกรุงเทพฯ และเป็นโอกาสที่ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งวัฒนธรรม อาหาร ประวัติศาสตร์ และแวดวงวรรณกรรมของภูมิภาค
เธอเป็นผู้ที่ชื่นชอบอาหารไทย โดยเฉพาะต้มยำกุ้ง และยังมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับเธอในฐานะแหล่งมรดกโลกและเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดอีกประการหนึ่ง คือการได้พบกับนักเขียนจากฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกว่าโลกของตนเองค่อนข้างเล็กและจำกัดอยู่ในฮ่องกง แต่การเข้าร่วมกิจกรรมทำให้ได้พูดคุยกับนักเขียนจากสังคมที่แตกต่างกัน แลกเปลี่ยนวิธีการเขียน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และปัญหาที่แต่ละคนต้องเผชิญ
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอเห็นว่า แม้นักเขียนแต่ละคนจะมาจากบริบทที่แตกต่างกัน แต่หลายคนต่างมีความพยายามคล้ายกัน คือการค้นหาวิธีทำให้เสียงของตนเองไปถึงผู้อ่าน และการรักษาพื้นที่ให้วรรณกรรมดำรงอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รางวัลที่เปลี่ยนชีวิตนักเขียนอย่างแท้จริง
เมื่อถูกถามว่ารางวัลชมนาดนานาชาติเปลี่ยนแปลงชีวิตและการทำงานของเธออย่างไร Lau Yee-Wa ตอบว่า รางวัลนี้เป็น “ปาฏิหาริย์ที่เปลี่ยนชีวิต”
ก่อนหน้านั้น ยอดขายหนังสือของเธออยู่ในระดับต่ำ เธอรู้สึกผิดหวัง และเคยเผชิญความยากลำบากแม้กระทั่งในการจัดพิมพ์หนังสือเล่มที่สอง จนต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะสามารถเดินหน้าในอาชีพนักเขียนต่อไปได้อย่างไร
แต่หลังจากได้รับรางวัล หนังสือทั้งหมดที่มีอยู่ขายหมดภายในเวลาประมาณสามเดือน และต้องได้รับการพิมพ์ซ้ำ จากนักเขียนที่มีผู้คนในฮ่องกงรู้จักไม่มากนัก เธอกลายเป็นนักเขียนหนังสือขายดีและได้รับความสนใจในวงกว้างขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกินกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ ประสบการณ์ของ Lau Yee-Wa จึงสะท้อนเป้าหมายของรางวัลชมนาดอย่างชัดเจนว่า รางวัลวรรณกรรมที่ดีไม่ควรเพียงยืนยันคุณค่าของผลงาน แต่ควรช่วยให้หนังสือเข้าถึงผู้อ่าน ช่วยให้นักเขียนได้รับความเชื่อมั่น และเปิดเส้นทางใหม่ที่ทำให้พวกเขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานต่อไปได้
ความฝันที่จะสร้าง “Women’s Booker Prize” จากประเทศไทย
ในช่วงท้ายของการเสวนา คุณอาทรกล่าวถึงทิศทางในอนาคตของ Chommanard International Women’s Literary Award ว่า เป้าหมายระยะต่อไปคือการขยายขอบเขตจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคที่ใช้ภาษาจีน ไปสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอาจครอบคลุมถึงประเทศที่มีพลังทางวัฒนธรรมอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
เขามองว่า การจะก้าวไปสู่ระดับดังกล่าวจำเป็นต้องเผชิญการแข่งขันด้าน Soft Power อย่างจริงจัง เพราะหลายประเทศลงทุนอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมภาพยนตร์ ดนตรี วรรณกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของตนเองให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก
สำหรับความฝันสูงสุด คุณอาทรกล่าวว่า เขาอยากเห็นรางวัลชมนาดนานาชาติเติบโตเป็นรางวัลวรรณกรรมสำหรับผู้หญิงที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก เปรียบได้กับรางวัล Booker Prize แต่เกิดขึ้นจากรากฐานของประเทศไทย ความสำเร็จดังกล่าวจะไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จขององค์กรหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะทำให้ประเทศไทยได้รับการจดจำในฐานะประเทศที่เป็นผู้ริเริ่มเวทีวรรณกรรมระดับนานาชาติสำหรับนักเขียนสตรี
ไม่ใช่เพียงตัดสิน แต่ร่วมพัฒนาต้นฉบับ
อีกหนึ่งสาระสำคัญจากการเสวนาคือ รางวัลชมนาดไม่ได้ต้องการทำหน้าที่เพียงมอบเงินรางวัลและตัดสินผลงาน แต่ต้องการร่วมพัฒนาต้นฉบับกับนักเขียนที่ผ่านเข้ารอบ
ในบางปีที่ผลงานยังไม่ถึงมาตรฐานสูงสุด คณะกรรมการอาจไม่มอบรางวัลชนะเลิศ แต่ให้ข้อเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้นักเขียนเข้าใจจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนา
คุณอาทรจึงเชิญชวนนักเขียนที่ต้องการส่งผลงานเข้าประกวดให้เริ่มต้นเขียนและขัดเกลาต้นฉบับตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรรอจนใกล้วันปิดรับสมัคร เพราะแม้แต่นักเขียนมืออาชีพ หากเร่งเขียนในช่วงสุดท้าย ผลงานก็อาจมีข้อบกพร่องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม
สำหรับนักเขียนหญิงไทยที่มีผลงานแล้ว แต่ยังไม่มีฉบับภาษาอังกฤษ ผู้ดำเนินรายการยังกล่าวถึงโอกาสในการสมัครขอรับทุนสนับสนุนการแปลจากหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรม เนื่องจากการแปลวรรณกรรม โดยเฉพาะนวนิยายจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ต้องใช้ทั้งผู้แปลที่มีความเชี่ยวชาญ เวลา และงบประมาณจำนวนมาก
เมื่อมีฉบับภาษาอังกฤษแล้ว นักเขียนไทยก็จะมีโอกาสส่งผลงานเข้าสู่รางวัลนานาชาติและเวทีวรรณกรรมอื่น ๆ ได้มากขึ้น

คำเชิญจากผู้ชนะเลิศคนแรก
ก่อนจบการเสวนา Lau Yee-Wa กล่าวขอบคุณผู้จัดรางวัล สำนักพิมพ์ ผู้แปล และทีมงานประชาสัมพันธ์ที่ทำให้หนังสือของเธอได้รับการจัดพิมพ์อย่างสวยงามและเดินทางมาถึงผู้อ่านชาวไทย
แม้เธอจะอ่านภาษาไทยไม่ได้ แต่รับรู้ได้ถึงคุณภาพของการแปล การผลิต และการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้หนังสือได้รับความสนใจ
เธอยังเชิญชวนนักเขียนหญิงจากประเทศต่าง ๆ ที่มีผลงานคุณภาพและมีฉบับแปลภาษาอังกฤษแล้วให้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด เพราะจากประสบการณ์ของเธอ รางวัลนี้สามารถเปลี่ยนชีวิตของนักเขียนได้จริง และช่วยให้หนังสือเดินทางออกไปได้ไกลกว่าที่ผู้เขียนเคยคาดคิด
เรื่องราวจากเวที “จาก ‘ชมนาด’ ดอกไม้แห่งวรรณกรรมไทย สู่เวทีนานาชาติ” จึงไม่ได้เป็นเพียงการย้อนมองอดีตของรางวัล หากเป็นการยืนยันถึงพลังของความต่อเนื่อง การสร้างโอกาส และความเชื่อมั่นในคุณค่าของวรรณกรรม
จากกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกชมนาดที่บ้านหลังหนึ่งในจังหวัดเลย สู่เวทีที่รวบรวมนักเขียนหญิงจากหลายประเทศ รางวัลชมนาดได้พิสูจน์ว่า เมื่อรางวัลหนึ่งรางวัลไม่ได้หยุดลงในวันประกาศผล แต่ยังคงสนับสนุนการพิมพ์ การแปล การจำหน่าย และการสร้างพื้นที่ให้กับนักเขียน หนังสือเล่มหนึ่งก็อาจไม่ได้เปลี่ยนเพียงชีวิตของผู้เขียนเท่านั้น แต่อาจกลายเป็นสะพานที่เชื่อมโยงผู้คน ภาษา และวัฒนธรรมจากหลายภูมิภาคเข้าหากันได้อย่างงดงาม
ปิดท้ายการเสวนา คุณธีรภัทร เจริญสุข ในฐานะ Program Director ของ Chommanard International Women’s Literary Award ประจำปี 2026 กล่าวขอบคุณ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนรางวัลชมนาดมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี รวมถึงร่วมผลักดันการก้าวสู่เวทีนานาชาติในนาม Chommanard International Women’s Literary Award ทำให้รางวัลสามารถขยายพื้นที่และสร้างโอกาสให้แก่นักเขียนสตรีจากประเทศไทยและนานาประเทศ พร้อมนำผลงานวรรณกรรมคุณภาพเดินทางไปสู่ผู้อ่านในวงกว้าง
การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้รางวัลชมนาดดำรงอยู่และเติบโตอย่างมั่นคง แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สำนักพิมพ์ นักเขียน และเครือข่ายวรรณกรรม ในการร่วมกันพัฒนาวงการหนังสือ ส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของนักเขียนหญิง และผลักดันวรรณกรรมจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียให้เป็นที่รู้จักบนเวทีโลก
สำหรับนักเขียนสตรีที่สนใจสมัครเข้าร่วมการประกวด Chommanard International Women’s Literary Award 2026 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://virf.io/chommanard