การกลับมาของคนขายห่อหมก การต่อสู้เพื่อการเบ่งบานของประชาธิปไตยในยุคสมัยแห่งความมืดมิด : บทวิจารณ์โดย ปภานิจ ทองเทือก โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

การกลับมาของคนขายห่อหมก การต่อสู้เพื่อการเบ่งบานของประชาธิปไตยในยุคสมัยแห่งความมืดมิด

     เผด็จการ คำสั้น ๆ ที่มีชีวิตยืนยาวควบคู่กับการเมืองชาติมาทุกยุคสมัย แตกต่างกันเพียงเรื่องราวและช่วงเวลาที่ถ่ายทอด อำนาจเผด็จการถูกถือครองโดยรัฐ เพื่อใช้ในการกดขี่ข่มเหงราษฎร ประชาชน ทำให้เกิดสงครามการเมือง การสูญเสีย การแบ่งแยก การล้มตายของผู้ด้อยอำนาจและผู้บริสุทธิ์ เป็นจำนวนมาก ในเกมของการเมือง ราษฎร์จะเป็นฝ่ายที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืน โดยมีเผด็จการแห่งรัฐที่จ้องจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไป เล่นวนและถ่ายทอดสดออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นภาพเหตุการณ์ความรุนแรง และการสูญเสียที่หดหู่ มากกว่าจะประเทืองอารมณ์

     การกลับมาของคนขายห่อหมก เป็นสารคดีเรื่องหนึ่งในหนังสือ “ฝนเหล็ก-ไฟปืน ’๓๕” จากปลายปากกาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทุกตัวอักษรได้อย่างคมคายและบาดลึก เป็นเรื่องของการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลา วันมหาวิปโยค ที่ “เขา” กระทำต่อ“เรา” ที่ “รัฐ” กระทำต่อ “ราษฎร์” การปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง เกิดการปะทะจนมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก และมีบุคคลสูญหายอีกมากมาย โดยมีการเล่าเรื่องไปตามลำดับเวลา เล่าถึงชีวิตของชาวบ้านในตำบล ๆ หนึ่งที่มีสภาวะไม่ปกติจากเหตุการณ์การสูญหายของใครไปทีละคน ที่รับรู้โดยทั่วถึงกันผ่านสายตาของประชาชนชาวบ้านที่เรียกแทนตนว่า “เรา” เราไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นหายไปไหน หรือถึงแม้จะรู้แต่ก็ยากเกินกว่าจะเชื่อหรือทำความเข้าใจ วันหนึ่งป้าแก่ขายห่อหมกหายไป เธอเป็นเหมือนนาฬิกาบอกเวลาของคนในตำบล เมื่อเธอหายไปชาวบ้านจึงรู้สึกเหมือนกับนาฬิกาตาย และเธอก็กลับมาพร้อมกับข่าวของหลานชายผู้ถือดุ้นฟืนออกรบ และความรู้สึกของชาวบ้านที่ว่านาฬิกาที่ได้ตายไปหลายวันก็เริ่มมีเสียงเดินอีกครั้ง มันเริ่มมีชีวิต

 

ใต้เงาทมิฬ : มุมมองเรื่องอำนาจ ผ่านสายตาของราษฎร์ที่ถูกกระทำโดยรัฐ

     การเปิดเรื่องของ “การกลับมาของคนขายห่อหมก” เปิดมาด้วยการบรรยายการกระทำของชาวบ้านในบริบทการสนทนากัน จากข้อความที่ว่า “เราถกเถียงกันด้วยความวิตก ! ข่าวร้ายเดินทางมาเคาะประตูหน้าบ้านทุกชั่วโมง” และยังสื่อถึงสภาวการณ์อันผิดปกติที่ว่า “คนหลายคนในจำนวนไม่ปรากฏหายไปจากตำบลโดยไม่มีร่องรอย ! คนเหล่านั้นหลายคนเป็นเพื่อน หลายคนเป็นคนรู้จัก และเป็นคนไม่รู้จัก แต่เราร่วมชะตากรรมกันมาเนิ่นนานใต้เงาทมิฬ การหายไปของเขาไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ”

     จากข้อความข้างต้นทำให้ทราบว่าตัวละครชาวบ้านหรือประชาชน ถูกอำนาจเผด็จการของรัฐบาลปกครองอยู่ สังเกตได้จากข้อความที่ว่า “ใต้เงาทมิฬ” หาก “เรา” คือ ราษฎร์ เงาทมิฬนั้นก็คืออำนาจเผด็จการของรัฐบาล คือยุคสมัยแห่งความมืดมิดในเหตุการณ์ 14 ตุลา วันมหาวิปโยค การใช้คำบุพบทคำว่า “ใต้” จึงแสดงถึงการแบ่งชั้นทางอำนาจว่า ประชาชนอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล เป็นกลุ่มคนที่ด้อยอำนาจกว่า และเป็นเหยื่อของยุคสมัยแห่งความมืดมิด

 

การใช้สัญญะในการถ่ายทอดเรื่องราว

    อำนาจของรัฐบาลที่สะท้อนผ่านมุมมองของประชาชนยังถูกถ่ายทอดผ่านการใช้สัญญะของสัตว์โดยสัตว์ชนิดแรกคือเสือ จากข้อความ “คืนวานเราได้ยินผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญ สบถและสาปแช่ง ผู้หญิงคนนั้นเป็นเมียของเขา หล่อนบอกเราว่าเขาโดนเสือกัดตาย ! เสือ ! เพื่อนผู้เป็นนักเป่าขลุ่ยอุทาน เราไม่เคยได้ยินว่ามีเสือเพ่นพ่านเข้ามาในเมือง” ผู้วิจารณ์มองว่าเสือคือฝ่ายของรัฐบาล ในการเป็นผู้ล่าและผู้ช่วงชิงชีวิตสัญญะต่อมาคือนก จากข้อความ “เขาโดนนกขี้รด ! มันเป็นนกไฟ ! ขี้ของมันฆ่าคนได้!” นกในที่นี้เป็นสัญญะของเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์รบที่ทิ้งขี้ (กระสุนปืน) รัวกระสุนปืนนั้นมายังประชาชนเบื้องล่างที่มาชุมนุมประท้วง อย่างโหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรม และสัญญะของสัตว์ตัวสุดท้ายคือตีนตะขาบที่หมายถึงรอยล้อของรถถังทหารที่ขับเหยียบร่างหลานชายของป้าแก่ขายห่อหมก จากข้อความที่ว่า “เรารู้ต่อมาว่าหลานชายของป้าแก่ขายห่อหมกโดนตีนตะขาบขยี้ ขณะที่เขาพยายามถือก้อนไฟวิ่งเข้าไปเผามัน !”

     สัญญะยังปรากฏในรูปของสถานที่หรือกลุ่มคน จากข้อความที่ว่า “ในเมืองมีโรงละครสัตว์หลายโรงช่วงชิงคนดูกันอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาพยายามคดโกงทุกอย่างจากคนดู โดยแอบอ้างว่าพวกเขาเสนอความบันเทิงเพื่อคนดู ! เราเบื่อหน่ายและชิงชัง แต่พวกเขามีอำนาจบังคับให้เราเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากคนดู” จากข้อความนี้ โรงละครสัตว์คือรัฐบาล คนดูคือราษฎร ประชาชน การกระทำต่าง ๆ ที่ถูกบรรยายในข้อความนี้สามารถสื่อความได้โดยตรงว่าอำนาจเผด็จการของรัฐกระทำต่อราษฎรอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการช่วงชิงเสรีภาพ การคดโกง และการบังคับ ประชาชนไม่มีสิทธิ์ออกเสียง เป็นได้แค่คนดู ทำอะไรตามใจไม่ได้รัฐบาลจึงทำอะไรก็ได้ ด้วยเหตุนี้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลที่ถูกเล่าผ่านสายตาของประชาชน จึงเป็นประเด็นที่สะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่างน่าสะเทือนใจ ด้วยกลวิธีทางภาษาที่ผู้เขียนเลือกใช้สัญลักษณ์สื่อความหมายกว้างในคำสั้น ๆ ได้ครบถ้วน สามัญชนคนธรรมดาที่ไร้อาวุธกับรัฐบาลที่มีกองกำลังและอาวุธครบครัน การกระทำของรัฐเผด็จการต่อประชาชนนั้นจึงเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม และไร้มนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด

 

การต่อสู้เพื่อการเบ่งบานของประชาธิปไตยในยุคสมัยแห่งความมืดมิด

    การต่อสู้ของประชาชนภายใน “การกลับมาของคนขายห่อหมก” เป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากอำนาจเผด็จการของรัฐ โดยมีความหวังของประชาชนเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านการกระทำของตัวละครภายในเรื่อง ที่หันหน้าต่อต้านรัฐบาลอย่างกล้าหาญ เช่นในตอนที่เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์รัวยิงกระสุนใส่ประชาชน “เขาโดนนกขี้รด ! มันเป็นนกไฟ ! ขี้ของมันฆ่าคนได้ทุกคนถ้าหลบมันไม่ทัน ! แต่ไม่มีใครหลบ ! ชายหนุ่มผู้นั้นรีบวิ่งผ่านไป เขาตะโกนบอกคนสองฝั่งถนนว่าไปตัดต้นไม้เอาง่ามมันไปทำหนังสติ๊กยักษ์ยิงสู้กับนกตัวนั้น” จากข้อความ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและการยืนหยัด

 

   ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน แม้ปลายกระบอกปืนจะจ่ออยู่เบื้องหน้าก็ตาม และความกล้าของพวกเขาเหล่านี้ก็มีมากพอที่จะพยายามโต้ตอบรัฐ ดังข้อความที่ว่า “ผู้คนจำนวนมหาศาลเหล่านั้นผนึกกำลังและหัวใจกัน เรียกร้องความยุติธรรม บางคนร้องไห้และก่นโคตร บางคนเหมือนตายไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน แต่ตีนมันยังพาเขาวิ่งไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง เขาพากันวิ่งไปทวงหลายอย่างที่มันเป็นของเขา” , “ผู้คนวิ่งออกไปจากบ้าน หลายคนหายไป บางคนกลับมา ใบหน้าของเขาแบ่งเป็นสองส่วน ! ส่วนหนึ่งบอกถึงความเศร้า ! ส่วนหนึ่งบอกถึงความหวัง ! ความหวังของการเป็นคน !”

 

    “การกลับมาของคนขายห่อหมก” จึงเป็นเรื่องที่ถ่ายทอดความทรงจำในเหตุการณ์ 14 ตุลา วันมหาวิปโยคได้อย่างครบถ้วน ผ่านมุมมองของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตย โดยมีเสรีภาพเป็นความหวัง ความกล้าหาญของวีรบุรุษและวีรสตรีทุกคนที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอดออกมา เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ประชาธิปไตยนั้นมีค่าและมีความสำคัญยิ่งกว่าชีวิต การยอมต่อสู้สละชีวิตได้เพื่อทวงคืนคำ ๆ นี้กลับมาจากอำนาจเผด็จการจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญในเรื่องนี้ ในท้ายที่สุดแล้วการคืนประชาธิปไตยสู่ประชาชนก็เหมือนคืนความเป็นคนสู่คนอย่างแท้จริง

 

บทวิจารณ์โดย ปภานิจ ทองเทือก
โครงการ อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่ งานวิจารณ์ ปีที่ 11

Writer

The Reader by Praphansarn