คุณจะทำอย่างไร หากคุณเป็นคุณแม่ ที่มีลูกเล็กสองคน และหนึ่งในนั้นไม่ชอบอ่านหนังสือเลยเหตุผลของเขาคือ “มันน่าเบื่อ ไม่สนุกเลย” และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด เมื่อเป็นหนังสือเรียน
ด้วยเหตุนี้ คุณดวงพร สุดทิศสมบูรณ์ หรือ ‘คุณแพร’ ซึ่งครอบครัวของเธอประกอบธุรกิจสำนักพิมพ์ เธอจึงตัดสินใจว่า ต้องทำบางอย่างเพื่อเปลี่ยนทัศนคติของลูกชาย และทำให้การอ่านเป็นเรื่องที่สนุกและน่าเพลิดเพลินมากขึ้น
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณแพร ได้เริ่มทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ และต่อมาได้เข้าร่วมธุรกิจสำนักพิมพ์ในฐานะหุ้นส่วน เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ในฐานะแม่ของลูกชายสองคน และด้วยความห่วงใยต่อการศึกษาและพัฒนาการของลูก ๆ เธอจึงตัดสินใจศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจัง และลงมือค้นหาแนวทางแก้ไข ซึ่งครอบครัวประกอบธุรกิจสำนักพิมพ์ จึงตัดสินใจว่าเธอต้องทำบางอย่างเพื่อเปลี่ยนทัศนคติของลูกชาย และทำให้การอ่านเป็นเรื่องที่สนุกและน่าเพลิดเพลินมากขึ้น
ต่อมาคุณแพรได้ทราบว่า คะแนนการประเมิน PISA (Programme for International Student Assessment) ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การประเมินระดับนานาชาตินี้จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งทำการทดสอบนักเรียนอายุ 15 ปีจากทั่วโลกในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผลการประเมินพบว่าประเทศไทยมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในทุกด้าน ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 ของโลกด้านการอ่าน จากทั้งหมด 81 ประเทศ และอยู่ในอันดับที่ 5 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน และมาเลเซีย

ดังนั้น เธอจะทำอย่างไรเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์นี้ได้บ้าง
คุณแพรอธิบายว่า“เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ได้เข้าไปพูดคุยกับบริษัทศึกษาภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือเรียนให้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัล ที่สามารถทำให้การอ่านเป็นเรื่องสนุก ทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย จากนั้นเราจึงติดต่อสำนักพิมพ์ Penguin Books และได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในห้าแพลตฟอร์มจากทั่วโลก ที่ได้รับสิทธิ์ใช้หนังสือและสื่อการเรียนรู้จากแพลตฟอร์มระดับโลก ‘Me Books’ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลเชิงโต้ตอบของไทยในชื่อ ‘HappyMe – หนังสือเล่มนี้มีชีวิต’ ซึ่งเราสามารถดำเนินโครงการนี้ได้ด้วยเงินสนับสนุนจาก ‘กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์’ ที่ส่งเสริมการพัฒนาสื่อที่ปลอดภัยและมีความคิดสร้างสรรค์”
“เป้าหมายของ HappyMe คือการทำหน้าที่เป็นโครงการด้านการศึกษาที่มีนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยจินตนาการใหม่เกี่ยวกับวิธีที่เด็ก ๆ มีปฏิสัมพันธ์กับหนังสือและสื่อการเรียนรู้ แทนที่เด็กจะเป็นเพียงผู้รับเนื้อหาแบบนิ่ง ๆ เด็กจะได้มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ดิจิทัลเชิงโต้ตอบ ที่ผสมผสานการเล่าเรื่อง มัลติมีเดีย และกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักสูตร ทำให้การอ่านกลายเป็นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”
“หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือความหวังที่ว่า HappyMe จะช่วยเปลี่ยนหนังสือแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีชีวิต โครงการนี้ได้รับการออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีควบคู่กับองค์ความรู้ด้านการศึกษา เพื่อบ่มเพาะไม่เพียงทักษะการอ่านเขียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ และการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ของผู้เรียนวัยเยาว์”
“นั่นหมายความว่า เด็ก ๆ ไม่ได้แค่อ่านหนังสือ แต่พวกเขาจะได้เห็นตัวละครพูดคุย แก้ปัญหา และสำรวจเนื้อหาผ่านเสียงและภาพ ทำให้พวกเขาเรียนรู้ในรูปแบบที่สอดคล้องกับวิธีคิดและการเล่นของเด็กในชีวิตจริง”

ตลอดระยะเวลาประมาณสองปี HappyMe และบริษัทศึกษาภัณฑ์ได้ร่วมมือกับทีมครู นักพัฒนาโปรแกรม และผู้สร้างสรรค์เนื้อหา เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับเด็กอายุ 4–12 ปี ซึ่งมอบประสบการณ์การอ่านเชิงโต้ตอบรูปแบบใหม่ที่สนุกและเพลิดเพลิน เมื่อเด็ก ๆ อ่านหนังสือ จะมีเสียงประกอบ ดนตรี ตัวอักษรหรือฟอนต์ที่น่ารัก รวมถึงป๊อปอัปแบบแอนิเมชัน เพื่ออธิบายเนื้อหาที่เด็กอาจยังไม่เข้าใจ และช่วยทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น สำหรับเด็กแต่ละคน นี่คือประสบการณ์การเรียนรู้แบบองค์รวม เชิงโต้ตอบ และเต็มอิ่มอย่างแท้จริง
ในปัจจุบัน แพลตฟอร์มนี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ หนังสือนิทานสำหรับเด็กอายุ 4–6 ปี หนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กอายุ 6–9 ปี และบทเรียนหรือทิวทอเรียลสำหรับเด็กอายุ 10–12 ปี และในอนาคตมีแผนจะขยายเนื้อหาไปสู่ระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย
ในช่วงพัฒนาโครงการ ทีมงานได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ และมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม สหราชอาณาจักร ในการพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้บนพื้นฐานของ “7Q” ได้แก่
- IQ (ความฉลาดทางสติปัญญา)
- EQ (ความฉลาดทางอารมณ์)
- MQ (คุณธรรมจริยธรรม)
- AQ (ความสามารถในการเผชิญอุปสรรค)
- SQ (ความฉลาดทางสังคม)
- CQ (ความคิดสร้างสรรค์หรือความเข้าใจทางวัฒนธรรม)
- PQ (พัฒนาการทางร่างกาย)
จากนั้นจึงร่วมกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนำเนื้อหาไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียน

คุณแพรอธิบายเพิ่มเติมว่า“ในระยะแรกนี้ เรามุ่งเน้นดำเนินโครงการใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมโรงเรียน 150 แห่ง นักเรียน 45,000 คน ครู 1,500 คน และผู้ปกครอง 1,000 คน เราได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ และให้ครูนำแพลตฟอร์มหนังสือมีชีวิตไปใช้ในห้องเรียน จากนั้นจึงนำข้อเสนอแนะจากครูมาปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น”
“เป้าหมายของเรามี 3 ประการ ได้แก่
- ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ในครอบครัวและโรงเรียน
- สร้างครูต้นแบบและเครือข่ายโรงเรียนที่สามารถใช้สื่อเชิงโต้ตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ส่งเสริมความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมระหว่างครู ผู้ปกครอง และเด็ก ๆ”

“นอกจากนี้ เรายังเผยแพร่วิดีโอการเรียนรู้ผ่าน YouTube ที่เชื่อมโยงกับบทเรียนของเรา และสนับสนุนให้มีการต่อยอดเนื้อหาผ่านโครงการ ‘Plant a Tree’ ควบคู่กับการรับหนังสือฟรี เพื่อปลูกฝังให้เด็ก ๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน เรามีหนังสือเชิงโต้ตอบที่ ‘มีชีวิต’ ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มแล้วไม่น้อยกว่า 100 เรื่อง”
นอกเหนือจากการช่วยดูแลธุรกิจสำนักพิมพ์ของครอบครัว และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการ HappyMe แล้ว คุณแพรยังดำรงตำแหน่งรองนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ฝ่ายต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งทำให้เธอต้องเดินทางไปร่วมงานมหกรรมหนังสือสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่เป็นประจำ หน้าที่ของเธอคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทย และขยายโอกาสของหนังสือและนักเขียนไทยสู่เวทีโลก
โครงการ HappyMe เป็นแนวทางการเรียนรู้ที่มีนวัตกรรม และเราหวังว่าด้วยความมุ่งมั่นของคุณแพร ดวงพร ลูกชายของเธอ รวมถึงเด็ก ๆ ทั่วประเทศไทย จะเติบโตขึ้นเป็นนักอ่านที่รักการอ่าน และมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยในอนาคต