Google play App Store

เสกสรร ประเสริฐกุล

นักเขียนรางวัล "ศรีบูรพา"

24 กรกฎาคม 2555

เสกสรร ประเสริฐกุล

ผ่านไปแล้วสำหรับวันนักเขียน 5 พฤษภาคมของทุกปีที่จะมีการมอบรางวัล "ศรีบูรพา" ซึ่งถูกกำหนดเป็นประเพณีทุกปี ในปีนี้ "กองทุนศรีบูรพา" มีอายุ 16 ปีแล้ว สิบห้าปีที่ผ่านมากองทุนฯมอบ "รางวัลศรีบูรพา" ให้กับบุคคล 14 ท่าน และในปีที่ 16 นี้ คณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณามอบ "รางวัลศรีบูรพา" ให้แก่บุคคลสองท่านพร้อมกัน คือ นายธีรยุทธ บุญมี และ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ผลงานของทั้งสองท่านนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัด และมีผลสะเทือนต่อสังคมในองค์รวมโดยตลอดสถานะปัจจุบันของทั้งสองท่านเป็นนักวิชาการ แต่ผลงาน (ที่มีอย่างต่อเนื่อง) ก็มีหลากหลาย ไม่จำเพาะงานทางวิชาการอย่างเดียว ยังมีผลงานทางวรรณกรรมและศิลปะแขนงอื่น ๆ รวมทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม วันนี้เราก็มีคำปาฐกถาของทั้งสองท่าน ที่เป็นทั้งนักคิด นักเขียนและนักวิชาการที่ทำงานเขียนมาตั้งแต่สมัยที่เป็นนิสิตนักศึกษาและต่อเนื่องยาวนานมาจวบจนถึงปัจจุบัน ขึ้นกล่าวปาฐกถาหลังได้รับมอบรางวัล "ศรีบูรพา" มาให้เพื่อน ๆ ชาวเว๊ปไซต์ได้อ่านแนวความคิดของทั้งสองท่านกันแบบบรรทัดต่อบรรทัดเลยค่ะ…

คำปาฐกถาของดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ท่านนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา เพื่อนนักเขียนและท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย การที่ท่านมาชุมนุมกันในที่นี้เพื่อยืนยันคุณค่าและแบบอย่างทางความคิดจิตใจของศรีบูรพา นับเป็นเรื่องที่น่าปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ผมเองในฐานะผู้ที่ได้รับรางวัล อดรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้ที่ถูกเชิญมาช่วยกันขานรับเจตนารมณ์ของนักคิดนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่งของประเทศไทย

นับถึงปัจจุบัน ศรีบูรพาหรือท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ผ่านโลกนี้ไปใกล้ครบสามสิบปีเต็มแล้ว การที่ผลงานของท่านยังคงมีผู้ศึกษาค้นคว้าเป็นจำนวนมาก และชื่อเสียงเกียรติภูมิของท่านยังคงมีผู้ยอมรับนับถือ ย่อมแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นบุคคลต้นแบบที่โลกไม่อาจปฏิเสธได้ เนื่องจากท่านเป็นทั้งนักสู้เพื่ออิสระภาพของมนุษยชาติ และเป็นทั้งนักคิดนักเขียนที่ใช้คมปากกาขีดแสงสว่างขึ้นในดวงใจมนุษย์ คนรุ่นผมจึงถือว่าแบบชีวิตและงานของศรีบูรพาเป็นส่วนหนึ่งในความเติบโตทางปัญญาของพวกเราเสมอมา และในวิหารแห่งวีรชนฝ่ายประชาชน ก็มีนามของท่านสถิตย์อยู่ชั่วนิรันดร์ ถามว่าวิถีแห่งศรีบูรพาคืออันใด ในความเห็นของผม มันคือเส้นทางชีวิตที่ผนึกรวมวิญญานอิสระของบุคคลเข้ากับภาระกิจปลดปล่อยประเทศชาติและมนุษยชาติออกจากพันธนาการทั้งปวง มันคือความใฝ่ฝันที่จะเห็นภราดรภาพในหมู่มนุษย์ และความกล้าหาญที่จะประกาศเจตจำนงของตน แน่ละ…จากยุคสมัยของศรีบูรพามาถึงวันนี้ เวลาได้ล่วงเลยมาหลายทศวรรษแล้ว สรรพสิ่งย่อมผันแปรได้ตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ

กระทั่งรูปแบบความเคลื่อนไหวในสังคมก็อาจจะเปลี่ยนไปแต่นั่นมิได้หมายความว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และยิ่งมิได้หมายความว่าวิถีของศรีบูรพากลายเป็นเรื่องไร้ค่าและขาดตอนจากความเป็นจริง ในทางตรงข้าม ถ้าเราพิจารณาสภาพที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ก็ยิ่งจะเห็นความจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างสันติภาพและภราดรภาพในหมู่มนุษย์ขึ้นมาโดยด่วน ก่อนที่ความขัดแย้งเชิงปฏิปักษ์และการทำลายล้างชีวิตผู้คนจะนำไปสู่การสิ้นสลายของอารยธรรมและคุกคามความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ในการมุ่งไปสู่ทิศทางดังกล่าว ความกล้าหาญของบุคคลที่จะออกมาแสดงความอาทรร้อนใจในชะตากรรมร่วมของมนุษยชาตินับวันยิ่งกลายเป็นสิ่งสำคัญ กล่าวสำหรับในกรณีของประเทศไทย ความเดือดร้อนที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน แม้จะไม่เทียบเท่าโศกนาฏกรรมในบางประเทศ แต่เราก็ไม่อาจกล่าวได้สังคมไทยเป็นสังคมที่สงบสุขกระทั่งอาจจะต้องยืนยันว่าสังคมของเรากำลังเผชิญวิกฤตอยู่ในหลาย ๆ ด้านเช่นกัน ที่ผ่านมาแนวทางการพัฒนาประเทศที่แยกการเติบโตทางวัตถุออกจากความเจริญทางจิตใจและความผุดผ่องทางจิตวิญญาณ ได้ส่งผลให้คนไทยเบียดเบียนกันมากขึ้น แบ่งปันกันน้อยลง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความเสื่อมทรุดทางด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและภูมิปัญญา กระแสโลกาภิวัตน์ที่พัดมาแรง เมื่อกระทบถูกสังคมที่อ่อนแอลงเช่นนี้ แทนที่จะช่วยเสริมขยายความรับรู้ และนำพาปวงชนชาวไทยไปผูกมิตรเชื่อมหัวใจกับเพื่อนในส่วนอื่น ๆ ของโลกกลับกระหน่ำซ้ำเติมด้านอ่อานของเราจนเกือบจะทรงตัวเป็นอิสระไม่ได้

การรุกเข้ามาของทุนนิยมโลกาภิวัฒน์เป็นการโจมตีสังคมไทยแบบสามประสาน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมพร้อม ๆ กัน สัทธิบริโภคนิยมที่สุดขั้วได้รับการกระพือพัดตลอด 24 ชั่วโมง โดยสื่อโฆษณาต่าง ๆ และช่วยเบิกทางให้กับการครอบงำทางเศรษฐกิจโดยต่างชาติ ซึ่งนำไปสู่การกัดกร่อนอิสระภาพและอธิปไตยทางการเมืองของประเทศเรา อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สิ่งที่น่าห่วงที่สุดในความเห็นของผมมีอยู่สองประการคือ หนึ่ง ความเลื่อมทรุดทางจิตใจและจิตวิญญานหรือมนุษยภาพของคนไทยจำนวนมากสอง สภาพเสื่อมสลายของสายใยสัมพันธ์ที่เราเคยมีต่อกัน สำหรับประการแรก ภาพที่เห็นได้ชัดที่สุดคือสถานการณ์ที่ปรากฏในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนชั้นกลางรุ่นหลัง ซึ่งเป็นผู้ครองฐานะได้เปรียบทั้งจากแนวทางพัฒนาประเทศ และจากกระแสโลกาภิวัฒน์ที่แผ่คลุมสังคมไทย ในขณะที่คนเหล่านี้มีความเชื่อในลัทธิปัจเจกชนนิยมอย่างสุดขั้ว ยึดมั่นในอัตลักษณ์และตัวตนของตนเอง พวกเขากลับถูกหลอมมาจากเบ้าเดียวกัน ให้มีโลกทัศน์ชีวทัศน์คล้ายกันไปหมดโดยยืนยันว่าโลกนี้ไม่มีผิดมีถูก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจของปัจเจกบุคคล และบุคคลไม่จำเป็นต้องสังกัดองค์รวมใด ๆ แน่นอน แนวคิดดังกล่าวย่อมนำไปสู่การเพิกเฉยต่อการดำรงอยู่ของผู้อื่น เข้าใจผิดต่อการดำรงอยู่ของตนเอง และที่อันตรายที่สุดคือ นำไปสู่การถอนถอยออกจากวัฒนธรรมและอารยธรรมโดยไม่รู้ตัว คงเหลือแต่การชี้นำชีวิตด้วยสัญชาตญานดิบเพียงอย่างเดียว สภาพเช่นนี้โดยเนื้อแท้แล้วไม่ใช่วิถีชีวิตที่งอกงามมาจากปรัชญาใด ๆ หากในด้านหนึ่งเป็นอหังการ์ของผู้ได้เปรียบที่พร้อมตัดขาดตัวเองจากเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก โดยอาศัยคำแก้ตัวที่ดูก้าวหน้าทันสมัย ในอีกด้านหนึ่ง ก็มิใช่อะไรอื่น หากคืออาการของผู้ตกเป็นเหยื่อนลัทธิบริโภคนิยมและเสรีนิยมใหม่จนถอนตัวไม่ขึ้นนั่นเอง ลัทธิดังกล่าวได้ถูกปลูกฝังอย่างจงใจโดยทุนนิยมโลกาวัฒน์ ทั้งนี้เพื่อสร้างประชากรโลกที่ไร้สำนึกพลเมือง เฉื่อยเนือยในการริเริ่มสร้างสรรค์และเฉยชากับจริยธรรมในการทำงาน ไม่เอาธุระในเรื่องของส่วนรวม ตลอดจนเงียบนิ่งกับชะตากรรมของผู้เสียเปรียบทั้งปวง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ปรากฏการณ์เลิกเชื่อเรื่องผิดถูกและสำนึกที่ว่างเปล่าไร้สังกัด มักจะมีสภาพเข้มข้นเป็นพิเศษในหมู่คนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาและมีฐานะดี เพราะกล่าวในทางเศรษฐกิจแล้วนั่นคือการทำลายพลังทางการผลิตของประเทศที่กำลังพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อีกทั้งในทางการเมือง ยังช่วยกั้นขวางการก่อรูปของพันธมิตรระหว่างปัญญาชนคนชั้นกลางกับผู้ยากไร้ ซึ่งในอดีตเคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายตัวของทุนนิยมสากล กล่าวจากจุดยืนของทุนข้ามชาติ คนเหล่านี้มิใช่ใครอื่น หากคือพนักงานต้อนรับที่ถูกจัดซื้อจัดจ้างไว้แล้วในทั่วทุกมุมโลก

เมื่อพวกเขาก้าวเท้าข้ามพรมแดนเข้าไปในประเทศใด ก็จะมีผู้คนจำนวนมากในท้องถิ่นนั้น ๆ ออกมาแสดงความชื่นชมยินดีและให้ความชอบธรรมกับการครอบงำ แต่ถ้ากล่าวจากจุดยืนของประชาชาติที่เสียเปรียบอย่างประชาชาติไทย ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวง ดินแดนใดเล่าจะสามารถเป็นบ้านช่องอันอบอุ่นของผู้คนได้ถ้าหากสมาชิกในครอบครัวมีลักษณะทั้งไร้น้ำยาและไร้น้ำใจ ประการต่อมา เกี่ยวกับความเสื่อมสลายของสายใยสัมพันธ์ในสังคมไทย ก่อนหน้านี้ การรวมศูนย์อำนาจการเมืองเข้าสู่สวนกลางและการวางแผนพัฒนาประเทศโดยรัฐ ก็มีส่วนมากแล้วในการสลายวิถีชีวิตแบบชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม และการกระตุ้นเร้าให้คนไทยใช้ชีวิตแบบปัจเจกชนมากขึ้น กระนั้นก็ตาม

การแปรรูปประเทศไทยมาสู่รัฐชาติสมัยใหม่ ยังนับได้ว่าเป็นขั้นตอนที่มีความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ และในกระบวนการนี้สังคมของเรายังคงถือสำนึกเรื่องส่วนรวมตลอดจนเห็นชะตากรรมร่วมของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ทัศนะเรื่องส่วนรวมของเราอาจจะมีผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง กระทั่งเคยขัดแย้งกันรุนแรง แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันคือประชาชาติไทยมีการดำรงอยู่ในฐานะองค์รวม และคนไทยทั้งปวงมีพันธะต่อกัน มาถึงวันนี้ ปรากฏว่าสำนึกดังกล่าวกำลังจืดจางลงจนแทบไม่มีเหลือ ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุและเงื่อนไขหลายประการ เริ่มต้นด้วยความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างเมืองกับชนบท ตามมาด้วยการแยกตัวทางวัฒนธรรมของผู้ได้เปรียบจากเพื่อนร่วมชาติที่เหลือ และตบท้ายด้วยกระแสความคิดแบบต้านส่วนรวม ไร้สังกัด ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แน่ละ ลักษณะชาติที่เป็นนามธรรมแบบเก่า ก็มีจุดอ่อนโดยตัวของมันเอง และที่ผ่านมาชาติภายใต้ระบอบรวมศูนย์อำนาจก็ไม่สามารถจัดสรรผลประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างทั่งถึงยังไม่ต้องเอ่ยถึงความเป็นธรรมในการกระจายผลพวงของการพัฒนา เพราะฉะนั้นในปัจจุบันมันจึงแทบเป็นไปไม่ได้แล้วที่ทางฝ่ายรัฐจะอ้างถึงผลประโยชน์แห่งชาติขึ้นมาลอย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการอ้างถึงชาติเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนในชนบท ขณะเดียวกัน คนชั้นกลางซึ่งเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากแผนพัฒนาแห่งชาติมาตลอด ก็กลับกลายเป็นชนกลุ่มแรกที่สิ้นเยื่อใยกับสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์แห่งชาติเสียเอง และหันไปเป็นลูกค้าชั้นดีของบรรดาบรรษัทข้ามชาติ หันไปฝากผีฝากไข้กับทุนนิยมโลกาภิวัฒน์เพื่อความอยู่รอดในฐานะปัจเจกบุคคล ในสภาพเช่นนี้ เราจะพบกับการสลายตัวของชาติไทยจากทั้งสองทิศทาง คือด้านหนึ่งถูกกัดกร่อนโดยแนวคิดปัจเจกชนนิยมสุดขั้วของผู้ได้เปรียบ ซึ่งกำลังถูกโหมกระพืออย่างถึงที่สุดโดยสัทธิเสรีนิยมใหม่ที่มากับกระแสโลกาภิวัฒน์ ในอีกด้านหนึ่ง ศรัทธาในความเป็นชาติแบบเก่าก็กำลังเหือดแห้งลงในหมู่ผู้เสียเปรียบตามท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งถูกโครงการแห่งชาติส่งผลกระทบในทางลบเสมอมา ถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไรกันดี จะอยู่ร่วมกันไปแบบแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ หมดสิ้นเยื่อใยต่อกันและอาศัยเพียงอำนาจรัฐคอยควบคุมดูแลเช่นนี้กระนั้นหรือ ในความเห็นของผม นั่นคงไม่ใช่สังคมที่ดีนัก ดินแดนที่แตกร้าวคงไม่อาจเป็นถิ่นพำนักของสันติสุขใด ๆ อย่างไรก็ตาม ผมคิดดว่าการฟื้นฟูความเป็นชาติแบบเดิมที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางและรวมศูนย์ความได้เปรียบไว้ที่คนส่วนน้อยในเมือง คงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แล้ว อีกทั้งลัทธิชาตินิยมคับแคบแบบเก่า ๆ ก็คงไม่สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนในประเทศไทยมีขีดความสามารถสูงขึ้นในการเผชิญหน้ากับยุคโลกาภิวัฒน์ พูดกันตามความจริง ถ้าเราต้องการที่จะรื้นฟื้นสายใยสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในประเทศนี้ขึ้นมาใหม่เราอาจจะต้องก้าวให้พ้นจินตภาพทางการเมืองหรือกรอบคิดแบบเก่าไปในหลาย ๆ เรื่องเลยทีเดียวและจะต้องมองให้เห็นว่าเบื้องหลังความย่อยยับทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในประเทศเรา มีวิกฤตทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณอย่างหนักหน่วง หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือมีความสภาพความเสื่อมทรุดของความเป็นคน อันเกิดจากการดำรงอยู่ที่แก่งแย่งเอาเปรียบกันอย่างสุดขั้ว และขึ้นต่อวัตถุนอกกายจนล้นเกิน

เพื่อนนักเขียนและท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย… ผมเคยพูดเคยเขียนมาแล้วในหลายที่หลายแห่งว่าสาเหตุแห่งทุกข์ของคนที่ยังเวียนว่ายอยู่โลกียะสังคมนั้นเกิดจากความขัดแย้งใหญ่สามประการ คือหนึ่งขัดแย้งกับตัวเอง สองขัดแย้งกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และสามขัดแย้งกับธรรมชาติหรือกฎเกณฑ์ของจักรวาล วันนี้ผมคงต้องขออนุญาตยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดสั้น ๆ อีกสักครั้งหนึ่ง เราขัดแย้งกับตัวเองก็เพราะเรามักปรารถนาในสิ่งที่เราไม่สมควรได้รับ รวมทั้งปรารถนาสิ่งภายนอกมากกว่าการลงลึกสู่ด้านในของตัวตน เราขัดแย้งกับผู้อื่นโดยส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากความต้องการในสิ่งเดียวกันซึ่งมีอยู่จำกัด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงทรัพย์สินเงินทองหรือฐานะทางสังคม นอกจากนี้เรายังขัดแย้งกับเพื่อนมนุษย์เพราะด้านมืดของของตัวตนที่ปราศจากการพิเคราะห์ขัดเกลา สุดท้ายเราขัดแย้งกับเพื่อนมนุษย์เพราะด้านมืดของตัวตนที่ปราศจากการพิเคราะห์ขัดเกลา สุดท้ายเราขัดแย้งกับธรรมชาติ เพราะคิดบังคับธรรมชาติให้เป็นทาสรับใช้เราอยู่ตลอดเวลาจนสิ่งแวดล้อมต้องพังพินาศ ทรัพยากรสิ้นสูญ

กระทั่งเกิดจากการล่วงเกินกฏเกณฑ์ของจักรวาล ทั้งหมดนี้ผมอยากจะยืนยันว่ามันคือสภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในสังคมไทย และมันคือต้นตอแห่งความแตกร้าวไร้น้ำใจ การเอารัดเอาเปรียบ ตลอดจนความอ่อนพลังของประเทศชาติโดยรวม แน่ละ การจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้หมดไป คงต้องอาศัยเวลายาวนานพอสมควร และอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงโครงสร้างตลอดจนปรัชญาของการพัฒนา ซึ่ง ไม่ใช่ประเด็นที่จะกล่าวถึงในที่นี้ได้ เฉพาะหน้าสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าถ้าหากเราต้องการแก้ปัญหาของสุงคมไทยให้ถึงราก เกราจำเป็นที่จะต้องจับประเด็นให้ลึกซึ้งถึงขั้นจิตใจและจิตวิญญาณ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายกรอบคิดจากอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเก่าไปสู่การกอบกู้ความเป็นคนอย่างทั่วด้าน ตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าบทบาทของนักคิดนักเขียนตามแบบอย่างของศรีบูรพาเป็นสิ่งสำคัญและยังมิได้ล้าสมัยแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม การสืบทอดและเชิดชูวิถีของท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ มิได้หมายถึงการประกอบกิจการงานตามรอยเท้าของท่านในฐานะนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์เท่านาน หากหมายถึงการอาศัยพลังของวิญญาณอิสระที่ยังไม่เน่าเสียไปตามกระแส หวนกลับไปจุดประกายทางปัญญาให้กับสังคมที่กำลังหลงทิศผิดทาง ในความเห็นของผม ความฝันของศรีบูรพานั้นมีความเป็นสากล ซึ่งก้าวพ้นพรมแดนและอยู่ข้ามกาลเวลา

แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นบ้านของท่านและเป็นบ้านของพวกเราทุกคน หากเราต้องการจะทำอะไรสักอย่างเพื่อมนุษยชาติ ก็คงไม่ใช่สิ่งผิดปกติ ที่จะเริ่มต้นด้วยการคิดถึงเพื่อนมนุษย์ที่สังกัดถิ่นฐานเดียวกัน สำหรับผม หน้าที่ของนักเขียนมิได้เป็นเพียงผู้ผลิตความบันเทิงเริงรมย์ หากยังต้องเป็นผู้จุดประทีปโคมไฟที่ซ่อนลึกอยู่ในหัวใจของทุกผู้ทุกนาม เช่นเดียวกับท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ ผมเชื่อในความดีของมนุษย์ และเชื่อในความเป็นไปได้ ที่จะอาศัยงานทางด้านศิลปวรรณคดี ปลุกให้ผู้คนตื่นรู้ และกล้าหันด้านสว่างของตัวเองออกมา ผมยังคงมีความหวังและมีความฝันว่าวันหนึ่งสังคมไทยของเราจะเป็นชุมชนของมนุษย์ที่แบ่งปันมากว่าแย่งชิง และวัดความเจริญของตนด้วยการเติบโตทางปัญญากับความสงบสันติภายในมากกว่ารายได้จากการค้าและการลงทุน การที่ท่านทั้งหลายมาร่วมชุมนุมในที่นี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าว่าความฝันของผมมิใช่เรื่องโดดเดี่ยวโดยลำพัง และยิ่งยืนยันว่าวิถีของศรีบูรพายังคงมีผู้สืบทอดไม่ขาดสาย ผมขอขอบคุณทุกท่านที่มอบรางวัลนี้ให้ผม โดยจะถือเป็นเกียรติภูมิแห่งชีวิตและเป็นกำลังใจตลอดไป

ขอสันติภาพจงบังเกิดขึ้นในโลกและขอสันติสุขจงสถิตอยู่ในใจเราทุกคน

 

Share: | View : 407