ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless) เมื่อการสูญเสียภาษา คือการสูญเสียตัวตน : เวทีเสวนาเปิดมุมมองวรรณกรรมร่วมสมัย จากเรื่องเล่าในฮ่องกงสู่คำถามร่วมของมนุษยชาติ

ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless) เมื่อการสูญเสียภาษา คือการสูญเสียตัวตน

"ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless)" เมื่อการสูญเสียภาษา คือการสูญเสียตัวตน

เวทีเสวนาเปิดมุมมองวรรณกรรมร่วมสมัย จากเรื่องเล่าในฮ่องกงสู่คำถามร่วมของมนุษยชาติ

 

     "ภาษา" เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร หรือแท้จริงแล้วคือรากฐานของความทรงจำ ตัวตน และอิสรภาพของมนุษย์

     คำถามนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของเวทีเสวนา "ชีวิตนักอ่าน ประสบการณ์นักเขียน : ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless)" ซึ่งจัดขึ้นภายในงานมหกรรมโลกนิยาย โดยร้านหนังสือนายอินทร์ ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00–16.45 น.

     สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านชาวไทยได้ร่วมพูดคุยกับ เหล่า หยีหว่า (Lau Yee-Wa) นักเขียนชาวฮ่องกง เจ้าของนวนิยาย Tongueless ผู้ชนะเลิศ Chommanard International Women's Literary Award 2025 พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร ประธานคณะกรรมการตัดสิน รองศาสตราจารย์ สุรภีพรรณ ฉัตราภรณ์ และ คุณเกศณี ไทยสนธิ กรรมการตัดสินรางวัลชมนาดนานาชาติ

     แม้นวนิยายเรื่องนี้จะเล่าชีวิตของครูสองคนในฮ่องกง แต่ตลอดการเสวนา ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า ประเด็นที่หนังสือตั้งคำถามนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริบทของฮ่องกง หากเป็นคำถามที่เชื่อมโยงกับผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา อัตลักษณ์ อำนาจ การศึกษา สุขภาพจิต หรือแม้แต่เสรีภาพในการกำหนดชีวิตของตนเอง

 

 

จาก "ครูสอนภาษาจีน" สู่ "Tongueless"

     หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือที่มาของชื่อหนังสือ เหล่า หยีหว่า เล่าว่า เดิมทีเธอตั้งใจใช้ชื่อ Chinese Language Teacher หรือ "ครูสอนภาษาจีน" เพราะเป็นเรื่องราวของครูสอนภาษาจีนสองคนในโรงเรียนมัธยมของฮ่องกง แต่หลังจากปรึกษาเพื่อนและบรรณาธิการ ทุกคนเห็นตรงกันว่าชื่อนี้ไม่สามารถสะท้อนพลังของเรื่องได้ ท้ายที่สุด เธอจึงเลือกชื่อ Tongueless คำว่า "ลิ้น" ในเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงอวัยวะสำหรับการพูดเท่านั้น หากยังหมายถึง "ภาษาแม่" และ "ตัวตน" เมื่อมนุษย์ถูกบังคับให้ละทิ้งภาษาแม่ สิ่งที่สูญเสียไปจึงไม่ใช่เพียงคำพูด หากเป็นความทรงจำ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต นั่นคือเหตุผลที่ชื่อ Tongueless กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของทั้งเรื่อง และเป็นชื่อที่คณะกรรมการเห็นว่าสามารถสื่อแก่นของนวนิยายได้อย่างทรงพลัง

 

เหตุใดนวนิยายเรื่องนี้จึงคว้ารางวัลชนะเลิศ

      รองศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร อธิบายว่า จุดแข็งสำคัญของ Tongueless ไม่ได้อยู่ที่การพูดถึงการเมืองอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นการทำให้ "การเมือง" ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน

      ตัวละครทั้งสองเป็นเพียงครูธรรมดา ใช้ชีวิตในโรงเรียน ทำงาน แข่งขัน และพยายามรักษาหน้าที่ของตนเอง แต่ภายใต้ชีวิตที่ดูธรรมดานั้น กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันจากนโยบายการศึกษา

      การเปลี่ยนแปลงทางภาษา และอำนาจของรัฐที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตผู้คนอย่างเงียบงัน การเปลี่ยนจากการใช้ภาษากวางตุ้งไปสู่ภาษาจีนกลาง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนหลักสูตร หากเป็นการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวัฒนธรรม และเปลี่ยนตัวตนของผู้คน

     ความฉลาดของผู้เขียน คือการไม่อธิบายสิ่งเหล่านี้ผ่านการเมืองระดับชาติ แต่ถ่ายทอดผ่านความรู้สึก ความเครียด ความกลัว และความโดดเดี่ยวของคนธรรมดา

     จึงทำให้ผู้อ่านสัมผัสผลกระทบของอำนาจได้ลึกซึ้งกว่าการบอกเล่าด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว

 

 

ภาษา คืออัตลักษณ์

      ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องบนเวที คือความสัมพันธ์ระหว่าง "ภาษา" และ "ตัวตน"

      รองศาสตราจารย์ สุรภีพรรณ ฉัตราภรณ์ ชี้ให้เห็นว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านตระหนักว่า การสูญเสียภาษา ไม่ต่างจากการสูญเสียอัตลักษณ์ หากวันหนึ่งมนุษย์ไม่สามารถใช้ภาษาแม่ของตนเองได้ เราจะยังเป็นคนเดิมอยู่หรือไม่

      คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฮ่องกง ทั่วโลกมีภาษาของชนพื้นเมืองจำนวนมากที่กำลังสูญหาย หลายประเทศเคยผ่านประสบการณ์ของการถูกบังคับให้เปลี่ยนภาษา ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือประเทศอื่น ๆ ที่เคยอยู่ภายใต้อาณานิคม

      ดังนั้น แม้ฉากของเรื่องจะอยู่ในฮ่องกง แต่สาระของนวนิยายกลับเป็นประเด็นร่วมของมนุษยชาติ

 

มากกว่าการเมือง คือเรื่องของมนุษย์

     คณะกรรมการยังมองว่า ความเป็นสากลของ Tongueless ไม่ได้อยู่ที่การพูดถึงการเมืองเพียงมิติเดียว นวนิยายยังสะท้อนประเด็นสุขภาพจิต ความเครียดจากการแข่งขันในสังคมเมือง ความคาดหวังของครอบครัว และแรงกดดันในการสร้างความสำเร็จ ตัวละครทั้งสองต่างพยายามดิ้นรนเพื่อ "อยู่รอด" ในระบบที่กำหนดกติกาไว้ล่วงหน้า

      เมื่ออ่านจบ ผู้อ่านจึงไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวละครเพียงอย่างเดียว หากย้อนกลับมาตั้งคำถามกับชีวิตของตนเองว่า "เราเลือกชีวิตของเราเองจริงหรือ" หรือแท้จริงแล้ว เรากำลังดำเนินชีวิตภายใต้กรอบที่สังคมสร้างไว้โดยไม่รู้ตัว

 

 

เทคนิคการเล่าเรื่องที่ทำให้วางหนังสือไม่ลง

     เหล่า หยีหว่า เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการเขียนเรื่องนี้ คือการทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า "ทำไม" เหตุใดครูคนหนึ่งจึงฆ่าตัวตาย เหตุใดตัวละครแต่ละคนจึงตัดสินใจเช่นนั้น เหตุใดทุกคนจึงยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น คำถามเหล่านี้ทำหน้าที่ดึงผู้อ่านให้ติดตามเรื่องไปจนจบ โดยไม่ต้องอาศัยเหตุการณ์หวือหวา แต่ใช้พลังของความสงสัยเป็นแรงขับเคลื่อน

      เธอยังเล่าว่า การสร้างตัวละครที่มีภาวะเปราะบางทางจิตใจเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้น จึงต้องศึกษาวิธีคิดและมุมมองของผู้คนอย่างละเอียด เพื่อให้ตัวละครมีชีวิตจริงที่สุด

 

ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย

       ช่วงท้ายของการเสวนา เหล่า หยีหว่า กล่าวอย่างซาบซึ้งว่า ขณะเขียน Tongueless เธอไม่เคยคิดเลยว่าหนังสือเล่มนี้จะได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น เพราะสำหรับเธอ นี่คือเรื่องเล่าที่มีบริบทเฉพาะของฮ่องกง และเต็มไปด้วยภาษากวางตุ้งที่เชื่อว่าผู้อ่านต่างชาติอาจเข้าถึงได้ยาก

     การได้รับการแปลเป็นภาษาไทย และการได้รับรางวัล Chommanard International Women's Literary Award 2025 จึงเป็นเกียรติที่เหนือความคาดหมาย เธอกล่าวขอบคุณคณะกรรมการ สำนักพิมพ์ และผู้อ่านชาวไทย ที่ทำให้เรื่องเล่าซึ่งเคยเป็นเพียงเสียงเล็ก ๆ จากฮ่องกง สามารถเดินทางไกลข้ามภาษา วัฒนธรรม และพรมแดน มาสู่ผู้อ่านอีกฟากหนึ่งของเอเชีย

 

 

วรรณกรรมที่ชวนมองโลกใหม่

     เวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพูดคุยถึงนวนิยายที่ได้รับรางวัล หากยังสะท้อนบทบาทของวรรณกรรมร่วมสมัยในฐานะพื้นที่สำหรับตั้งคำถามต่อสังคม

      ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless) แสดงให้เห็นว่า เรื่องเล่าของคนธรรมดา สามารถสะท้อนประเด็นระดับโลกได้อย่างทรงพลัง และบางครั้ง สิ่งที่มนุษย์สูญเสียไปก่อน "เสรีภาพ" อาจไม่ใช่สิทธิในการพูด แต่คือ "ภาษา" ที่ทำให้เรารู้ว่าเราเป็นใคร

 

 

Writer

The Reader by Praphansarn