จากข้อจำกัดสู่โอกาส คุยนอกรอบกับ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา CEO แห่ง Vulcan Coalition : กับบทบาทผู้พิการในโลก AI

จากข้อจำกัดสู่โอกาส คุยนอกรอบกับ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา CEO แห่ง Vulcan Coalition

“สวัสดีครับ ผมนิรันดร์ ประวิทย์ธนา เป็น CEO ของ Vulcan Coalition”

นิรันดร์ ประวิทย์ธนา เริ่มต้นแนะนำตัว ก่อนเล่าถึงที่มาและบทบาทของ Vulcan Coalition บริษัทที่นำ AI มาเชื่อมโยงกับศักยภาพของผู้พิการ เพื่อสร้างบริการให้กับภาคธุรกิจในประเทศไทย

“จริงๆ โจทย์หลักของเราคือ เราอยากจะสร้าง AI ที่มีคุณภาพสูง ที่สามารถนำมาให้บริการกับภาคธุรกิจในประเทศไทย ต้องบอกว่า AI มันมีข้อจำกัดมานานแล้ว ตรงที่ว่าโดยมากแล้วมันมีต้นทุนในการวิจัยและการพัฒนาค่อนข้างสูง และก็ทำให้องค์กรจำนวนจำกัดในประเทศไทยที่จะสามารถลงทุนวิจัย”

เขาอธิบายว่า Vulcan Coalition จึงนำกลุ่มผู้พิการเข้ามาช่วยเปลี่ยน data หรือจัดเรียง data AI ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาได้

“เราก็เลยมีกลุ่มผู้พิการเข้ามาเพื่อช่วยเปลี่ยน data หรือจัดเรียง data AI ซึ่งสิ่งนี้มันทำให้เราช่วยลดต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาได้”

อีกบทบาทสำคัญของ Vulcan คือการเข้าไปเป็นพันธมิตรกับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อขอการสนับสนุนโควต้าคนพิการ

“สิ่งที่ Vulcan ทำคือเราเข้ามาเป็นพันธมิตรกับบริษัทเหล่านี้ แล้วก็ขอการสนับสนุนโควต้าคนพิการ พูดง่ายๆว่า บริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนโควต้าผู้พิการให้กับเรา ทำให้ประเด็นแรกของเราคือ เมื่อเราได้ sponsor ตรงนี้จากบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ต้นทุนการจ้างของเราคือต่ำลง เพราะมีบริษัทสปอนเซอร์ให้ ดังนั้นข้อดีข้อแรกก็คือ ต้นทุนที่ควบคุมได้ค่อนข้างดี”

นิรันดร์มองว่าผู้พิการแต่ละกลุ่มมีจุดแข็งต่างกัน ซึ่งสามารถนำมาช่วยในงานด้าน AI ได้

“จริงๆก็จะมีจุดดี จุดแข็งต่างกันไป ถ้าอย่างผู้พิการทางสายตา สมองส่วนได้ยินเค้าทำงานได้ดีมาก เช่นเดียวกันกลุ่มผู้พิการทางการได้ยินเนี่ย สมองส่วนการมองเห็นเค้าก็ทำงานได้ดี”

ศักยภาพของคนพิการในการขับเคลื่อน AI

สำหรับนิรันดร์และทีม Vulcan Coalition ผู้พิการไม่ใช่เพียงกลุ่มที่ควรได้รับโอกาส แต่เป็นกลุ่มที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมได้จริง หากมีพื้นที่และเครื่องมือที่เหมาะสม

“ในมุมผมและในมุมทุกคนของ Vulcan เราเชื่อว่ากลุ่มผู้พิการสามารถขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมได้ เพียงแต่ว่าเราต้องมีโอกาส และต้องมี platform ที่เหมาะสมให้เค้าในการได้รับโอกาสทำงานสิ่งนี้”

เขายังกล่าวถึงระบบการจ้างงานคนพิการในประเทศไทย ซึ่งมีกฎหมายกำหนดโควต้า แต่ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรอาจเลือกจ่ายเงินเข้ากองทุนแทน

“คือโอเคชั้นทำตามกฎหมายแล้ว จ่ายเงินเข้ากองทุน แต่ปัญหาก็คือเงินในกองทุน อาจจะไม่ได้ถูกเอาไปใช้เพื่อสร้างระบบ ecosystem สำหรับผู้พิการที่ดีขึ้นในประเทศไทย มากเท่าที่ควร”

AI กับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน

นิรันดร์กล่าวว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา AI มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด

“ผมคิดว่าทุกคนที่ตามข่าวใน social ตั้งแต่ปีสองปีนี้ น่าจะรู้ดีเลยว่า ปีสองปีนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงก้าวกระโดดมากๆ ในนวัตกรรม AI เราเห็นมาเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Midjourney หรือ AI ต่างๆ ที่ออกสู่ตลาดเยอะมาก”

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ประเด็นสำคัญคือองค์กรจำนวนมากยังไม่ได้มองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของผู้พิการ

“หลายคน หลายองค์กรก็เลยมีการจ้างงานเพราะปฏิเสธไม่ได้ จ้างเพราะกฎหมายต้องจ้าง แต่ไม่ได้ดูข้อเท็จจริงว่า คนพิการเหล่านี้จะมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้ยังไง ผมคิดว่าตรงนี้เป็นกันค่อนข้างมาก ทำให้สุดท้ายคนพิการ บทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจ ยังไม่ได้เป็นไปอย่างที่ในอุดมคติที่คาดหวังเอาไว้”

เขามองว่า หากกฎหมายการจ้างงานคนพิการยังคงอยู่ การจ้างงานก็น่าจะยังมีต่อไป แต่หากองค์กรไม่สามารถดึงศักยภาพของผู้พิการออกมาใช้ได้ ก็จะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า

“ดังนั้นในกรณีนี้โอกาส แม้ AI จะเข้ามา ถ้าข้อกฎหมายนี้ยังอยู่ ผมคิดว่าการจ้างงานยังคงอยู่ แต่มันเป็นการเททรัพยากรทิ้งลงแม่น้ำ เพราะเค้ายังไม่รู้วิธีการที่จะดึงศักยภาพผู้พิการมาช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจได้นะครับผม”

บทเรียนจากต่างประเทศ

เมื่อพูดถึงประเทศที่เป็น role model ในการสนับสนุนผู้พิการ นิรันดร์ยกตัวอย่างหลายประเทศ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา

“จริงๆผมว่าหลายประเทศนะ หลายๆประเทศที่ดีมากๆเลย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี Singapore จีน สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศหลายๆประเทศในยุโรป ก็จะมีกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ social welfare ที่ให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ หรือการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานหรือการสนับสนุนให้คนพิการได้แสดงศักยภาพของตัวเค้าเอง”

แต่สำหรับเขา การช่วยเหลือที่ยั่งยืนไม่ควรตั้งอยู่บนความสงสาร หากควรเกิดจากการมองเห็นคุณค่าและศักยภาพของผู้พิการ

“แต่ถ้าคุณช่วยเหลือเพราะคุณสามารถดึงศักยภาพเค้า มาช่วยขับเคลื่อนองค์กรคุณได้ เมื่อนั้นคนพิการจะเป็นสิ่งที่สำคัญต่อองค์กรคุณ ไม่ใช่แค่ว่าคุณสงสารเค้า คุณสนับสนุน และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณหาพื้นที่ที่ทำให้คนพิการได้แสดงออกความสามารถ และความสามารถเหล่านี้มันช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ เมื่อนั้นคนพิการจะเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นสิ่งที่คุณควานหามากกว่าสิ่งที่คุณต้องมาสนับสนุนเพียงแค่เพราะกฎหมายบังคับหรืออยากจะช่วยเพราะความสงสารเท่านั้น”

แนวโน้มของผู้พิการในประเทศไทย

เมื่อถามถึงแนวโน้มของคนพิการในประเทศไทยว่าจะดีขึ้นหรือถดถอยลง นิรันดร์มองว่าหากพิจารณาจากงบประมาณภาครัฐ การคาดหวังเชิงบวกอาจเป็นเรื่องยาก

“ถ้าดูจากงบของรัฐ คาดหวังในเชิงบวกค่อนข้างลำบากนิดนึง นี่คือเหตุผลนึงที่ทาง Vulcan เรารู้สึกบางทีการพึ่งพาภาครัฐอย่างเดียวอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก เราคิดว่าภาคเอกชนต้องทำอะไรบางอย่างที่จะทำให้ภาคธุรกิจเดินหน้าได้และไม่ทิ้งกลุ่มผู้พิการไปข้างหลัง”

เขาเสริมว่า กระทรวง พม. เป็นหนึ่งในกระทรวงที่ได้รับงบประมาณน้อยเมื่อเทียบกับกระทรวงอื่น ทำให้เม็ดเงินสนับสนุนและสวัสดิการต่างๆ มีข้อจำกัด

“ถ้าเราไปดูงบประมาณภาครัฐที่กระทรวง พม. ก็จะเห็นเลยว่าเป็นกระทรวงที่ได้รับตังค์น้อยอันดับต้นๆในบรรดากระทรวงต่างๆ และก็ข้อจำกัดต่างๆในเม็ดเงินสนับสนุนหรือสวัสดิการอะไรต่างๆ มีข้อจำกัดจนทำให้เราคาดหวังได้ค่อนข้างยาก”

สำหรับภาคเอกชน นิรันดร์เข้าใจว่าหลายธุรกิจอาจโฟกัสกับการลดต้นทุนและเพิ่ม productivity จนเรื่องการดึงศักยภาพผู้พิการอาจอยู่นอกขอบเขตการศึกษา

“บางทีผมเข้าใจว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่เหนื่อยและโฟกัสอยู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจ จะทำยังไงจะลดต้นทุนให้ได้ ทำยังไงเพื่อเพิ่ม productivity ได้ ในเรื่องงานทางด้านการดึงศักยภาพคนพิการอาจจะอยู่นอกขอบเขตของการศึกษา ซึ่งตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ผมก็สนับสนุน ถ้าใครอยากรู้เรา ก็คุยกับ Vulcan ก็ได้นะ เราก็จะมาช่วยกัน เพื่อทำการบ้านว่ามันมีงานด้านไหนบ้างที่คนพิการสามารถช่วยในการขับเคลื่อนองค์กรของคุณได้”

เขาเชื่อว่าหากหลายบริษัทเริ่มทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะช่วยเปิดพื้นที่และโอกาสให้ผู้พิการได้แสดงศักยภาพมากขึ้น

“แต่ถ้าเกิดมีหลายๆบริษัททำสิ่งนี้ให้ชัดเจน แล้วก็มีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราก็จะเริ่มเห็นพื้นที่ที่จะเปิดช่องทางเปิดโอกาสผู้พิการได้ศักยภาพเค้ามากขึ้น อาจจะไม่ใช่แค่งาน AI อย่างเดียว จริงๆมันมีหลายสาขาต่างๆนานาที่ผู้พิการหลายๆคน สามารถมีศักยภาพในการทำงานด้านนี้ได้”

Vulcan X: กรณีศึกษาการปลดปล่อยศักยภาพผ่าน Generative AI

ท้ายที่สุด นิรันดร์อยากสื่อสารกับผู้อ่านผ่านกรณีศึกษาของ Vulcan X บริษัทลูกของ Vulcan ที่เกิดจากการทดลองด้าน Generative AI

“ผมอยากเล่ากรณีศึกษานึง ที่ Vulcan เอง เปิดบริษัทลูก แล้ว Vulcan เราทำด้าน AI มานานแล้ว เมื่อปลายปี 2023 เรามีการทำ Study ตัวใหม่ Study ตัวนี้ เป็น Study ที่ลองทดสอบว่ากลุ่มผู้พิการมีความสามารถในการเรียนรู้งานด้าน Generative AI ได้ไหม”

ผลการทดลองนำไปสู่การทำคอร์สฝึกอบรมให้ผู้พิการเรียนรู้งานด้าน Generative AI ซึ่งเป็นงานเชิงสร้างสรรค์และต้องใช้ความรู้ด้าน Prompt Engineering

“ก็ปรากฏว่าเราทำ Course Training ให้กับกลุ่มผู้พิการที่อยากจะทดลองฝึกงานด้าน Generative AI ซึ่งมันเป็นงานด้านเชิง Creative เลยนะ Creative ก็คือคุณต้องมีหัวความความคิดสร้างสรรค์ และคุณต้องมีความรู้ในการควบคุม AI การใช้ Prompt ซึ่งในภาษายุคใหม่คือ Prompt Engineering เราสอนผู้พิการเหล่านี้ ในการเป็น Prompt Engineer แล้วก็ทดสอบ ปรากฏว่า Work ใช้ได้!”

จากจุดนั้น จึงเกิดการ spin-off เป็นบริษัทลูกชื่อ Vulcan X

“มันก็เลยเกิดการ Spin-off บริษัทลูก Vulcan ชื่อว่า Vulcan X”

สำหรับนิรันดร์ สิ่งนี้เป็นบทพิสูจน์ว่า AI สามารถเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ให้ผู้พิการได้ปลดปล่อยศักยภาพ และสร้างงานที่มีคุณค่าต่อสังคม

“ซึ่งสิ่งนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าจริงๆแล้วมันมีอีกหลาย Area มากเลยนะ โดยเฉพาะที่มี AI ที่เข้ามาช่วยในการทำทุกๆอย่างที่สามารถปลดปล่อยศักยภาพของตนเอง และทำงานที่มีคุณค่าต่อสังคมได้”

เขาปิดท้ายว่า Vulcan X เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยน landscape การทำงานของภาคธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ผู้พิการเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ง่ายขึ้น

“อย่างกรณีอย่างนี้ Vulcan ก็ขึ้นเป็น Production House ใหม่อีกที่ ให้คนพิการช่วยในการสร้างงานสร้างสรรค์ ให้กับภาคเอกชนต่างๆ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า AI สามารถเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลง Landscape ในการทำงานของภาคธุรกิจ ซึ่งตรงนี้มันก็เอื้อให้กับการเปิดโอกาสให้ผู้พิการในการทำอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

 

Writer

Pairat Temphairojana

นักเขียนผู้รักการสะสมงานศิลปะและการจิบกาแฟ