MA-D Craft เปลี่ยนก้านค้อ ที่เหลือทิ้ง สู่ผลิตภัณฑ์จักสาน : ปลอดสารเคมีที่โดนใจคนเมือง

MA-D Craft เปลี่ยนก้านค้อ ที่เหลือทิ้ง สู่ผลิตภัณฑ์จักสาน

MA-D Craft เปลี่ยน “ก้านค้อ” ที่เหลือทิ้ง สู่ผลิตภัณฑ์จักสาน ปลอดสารเคมีที่โดนใจคนเมือง

     ท่ามกลางอ้อมกอดของหุบเขาในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ "ต้นค้อ" ไม่ได้เป็นเพียงพืชท้องถิ่นที่เติบโตตามธรรมชาติ แต่คือจิตวิญญาณที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชาวบ้านมาอย่างยาวนาน ในอดีต ใบของมันคือเกราะคุ้มแดดคุ้มฝนบนผืนหลังคาบ้าน ส่วนก้านที่แข็งแรงนั้น แม้ชาวบ้านจะรู้วิธีการแปรรูปเป็นเส้นตอกและจักสานให้เป็นของใช้ได้ แต่ก็ถูกทิ้งไว้อย่างไร้ค่า เพราะกรรมวิธีที่แสนยากลำบาก ต้องใช้ทั้งเวลาและทักษะความเชี่ยวชาญของคนเฒ่าคนแก่ที่เรี่ยวแรงเริ่มถดถอย ส่งผลให้ภูมิปัญญางานจักสานค้อค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

      จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เจม-ภัทร์นิธิ สุแปลน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MA-D Craft ได้ลงพื้นที่ศึกษาวิจัยด้านเศรษฐกิจชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น การได้เข้าไปเรียนรู้ภูมิปัญญาของชุมชนบ้านก๋ายน้อยและบ้านทุ่งยั้วะ อ.แม่แตง ทำให้เขามองเห็น "โอกาส" และ "คุณค่า" ที่ซ่อนอยู่ในเส้นใยเหล่านั้น จนนำมาสู่การปัดฝุ่นภูมิปัญญาเดิมให้กลายเป็นงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ครองใจคนรุ่นใหม่

 

 

 

เสน่ห์แห่งความบริสุทธิ์และการเคารพจังหวะธรรมชาติ

ความโดดเด่นของ MA-D Craft คือความซื่อตรงต่อธรรมชาติอย่างถึงที่สุด ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นเลือกที่จะเผยความบริสุทธิ์ของวัสดุที่สะท้อนผ่านสีนวลตาของเส้นค้อโดยปราศจากการแต่งสีหรือเคลือบสารเคมีใด ๆ มาพร้อมคุณสมบัติพิเศษตามธรรมชาติ คือความทนทานต่อความชื้นและ “ไม่ขึ้นรา” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งานจักสานนี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานนับปี ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือกระบวนการผลิตที่สอดรับกับวิถีชีวิตและระบบนิเวศอย่างลงตัว

“ในหนึ่งปี เราผลิตได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะเราจะเก็บเกี่ยวก้านค้อในช่วงที่ชาวบ้านเปลี่ยนหลังคาบ้านตามรอบปี วัตถุดิบทุกชิ้นจึงถูกใช้อย่างคุ้มค่าตามแนวทาง Zero Waste แม้แต่เศษที่เหลือจากการสานกระเป๋า เราก็นำไปต่อยอดเป็นไม้กวาดก้านค้อที่แข็งแรงทนทาน”

 

 

มากกว่าผู้จ้าง แต่คือ "คู่คิด" และ "ศิลปิน"

     ความงดงามของแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์อย่าง "หีบค้อสาน" หรือ “ปิ่นโต” เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การให้เกียรติใน อัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เจมเลือกกระจายงานไปสู่ 2 ชุมชนตามความถนัด โดยชุมชนก๋ายน้อยจะดูแลเรื่องการเตรียมเส้นตอกและสานปิ่นโต ส่วนบ้านทุ่งยั้วะจะเชี่ยวชาญการสานหีบและกระเป๋า เจมได้นิยามความสัมพันธ์นี้ไว้อย่างลึกซึ้งว่า:

     “เขาไม่ใช่โรงงานของ MA-D Craft แต่เขาคือช่างศิลป์ที่แบรนด์ต้องการนำผลงานไปส่งต่อให้ลูกค้า เราทำงานแบบคู่คิด ร่วมกันคิดต้นทุนที่เป็นธรรม เพื่อให้ชาวบ้านได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับทักษะที่ยากลำบาก ชาวบ้านมักห่วงว่าถ้าคิดค่าแรงสูงเราจะขายไม่ได้ แตเจมมองว่าชาวบ้านควรได้สิ่งที่เหมาะสมกับการลงแรง ส่วนหน้าที่การตลาดเป็นของเจมที่เราต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกัน”

 

 

ส่งต่อลมหายใจ สู่ห้องเรียนวิถีชีวิต

     นอกจากแม่แตงแล้ว เจมยังขยายความสุขกลับสู่บ้านเกิดที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ โดยนำเศษเส้นตอกที่คุณภาพไม่ถึงหรือเหลือจากการผลิตกระเป๋าที่เป็นสินค้าหลักของแบรนด์มาให้ผู้สูงอายุในชุมชนทำเป็นไม้กวาดเปลือกค้อ ตอกย้ำอุดมการณ์ Zero Waste ได้อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้สูงวัยในชุมชนอีกด้วย

 

 

     ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เจมภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่ยอดขาย แต่คือการได้เห็น "ความยั่งยืน" ที่เริ่มผลิบาน เมื่อลูกหลานเริ่มกลับมาเรียนรู้ภูมิปัญญาจากปู่ย่าตายายเพราะเห็นว่าเลี้ยงชีพได้จริง “พอชาวบ้านเห็นว่าการจักสานค้อสามารถสร้างรายได้ให้เขาได้จริง ทำให้เขาอยู่ได้ เขาก็ชวนลูกหลานมาเรียนรู้ และมาสานงานด้วยกัน” เจมทิ้งท้ายความเชื่อเอาไว้ว่า “การจะให้ภูมิปัญญาอยู่ได้ คนต้องอยู่ได้ และธรรมชาติต้องอยู่ได้”

    จากงานวิจัยต่อยอดสู่วิสาหกิจชุมชน และจากวิสาหกิจชุมชน สู่แบรนด์ MA-D Craft ในวันนี้ MA-D Craft กำลังก้าวไปอีกขั้น สู่การเป็น "ห้องเรียนวิถีชีวิต" โดยร่วมกับโรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดงานจักสานให้เยาวชน เพื่อให้งานจักสานค้อไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าในตำนาน แต่เป็นวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่าและสร้างสรรค์ต่อไปอย่างไม่รู้จบ

 

 

ติดตามและสนับสนุนงานหัตถศิลป์จากหัวใจ:

Instagram: MA-D Craft

หน้าร้าน: กาดจริงใจ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (ทุกวันเสาร์-อาทิตย์)

 

Writer

The Reader by Praphansarn