Claudia Kaiser รองประธานผู้ผลักดันพลังสำนักพิมพ์เอเชียสู่เวทีโลก Frankfurt Book Fair
มหกรรมหนังสือแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurter Buchmesse) ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–19 ตุลาคม รวมกิจกรรมมากกว่า 3,500 รายการ และผู้จัดแสดง 4,350 ราย ต้อนรับผู้เข้าชมทั้งในแวดวงธุรกิจและบุคคลทั่วไปกว่า 238,000 คน จาก 131 ประเทศทั่วโลก

ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนด้านพัฒนาธุรกิจของงานระดับโลกนี้ตั้งแต่ปี 2003 คือ Claudia Kaiser รองประธานผู้มีบทบาทสำคัญในการขยายเครือข่ายสำนักพิมพ์สู่ระดับนานาชาติ ในโอกาสนี้ เธอได้สละเวลาเพื่อถ่ายทอดเส้นทางชีวิต ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ต่ออนาคตของวงการหนังสือ
Claudia สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านจีนศึกษา ก่อนย้ายไปใช้ชีวิตในประเทศจีนยาวนานถึงสิบปี ที่นั่นเธอทำงานเป็นบรรณาธิการให้กับสำนักพิมพ์วรรณกรรมต่างประเทศของจีน และต่อมาได้ก่อตั้งเอเจนซี่ของตนเอง รวมถึงศูนย์ข้อมูลหนังสือเยอรมันประจำกรุงปักกิ่งในนามของมหกรรมหนังสือแฟรงก์เฟิร์ต ภายหลังเธอรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่สิ่งพิมพ์ภายนอก ดูแลด้านลิขสิทธิ์และการขายให้กับ United Nations Publishing ในนครนิวยอร์ก ก่อนจะกลับมาร่วมงานกับ Frankfurter Buchmesse และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากสำนักงานที่ปักกิ่ง เธอยังมีบทบาทในการจัดตั้งสำนักงานที่จาการ์ตาและนิวเดลี รวมถึงการจัดงานหนังสือในอาบูดาบีและเคปทาวน์อีกด้วย
ในการเปิดบทสนทนา Claudia กล่าวถึงแนวคิดหลักของปีนี้ว่า “Expect the Unexpected” หรือ “คาดหวังในสิ่งที่ไม่คาดคิด” เธออธิบายว่า งานปีนี้ต้องการสร้างความประหลาดใจและความตื่นเต้น พร้อมเน้นคุณค่าของการพบปะกันต่อหน้า แม้เทคโนโลยีอย่าง Zoom หรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จะอำนวยความสะดวกได้ดี แต่สายสัมพันธ์ที่ก่อเกิดจากการพบกันจริงยังคงมีพลังลึกซึ้งกว่า เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เติบโตได้ในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ ของอุตสาหกรรมหนังสือ งานปีนี้กลับมีผู้จัดแสดงและผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แนวโน้มเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกยินดีและมีความหวัง
เมื่อถามถึงพัฒนาการของมหกรรมหนังสือแฟรงก์เฟิร์ต Claudia สะท้อนว่า งานแห่งนี้เป็นมากกว่างานซื้อขายลิขสิทธิ์ หากเป็นพื้นที่สนทนาและแลกเปลี่ยนความคิด ตัวอย่างเช่น การจากไปของนักเขียนชาวเคนยา Ngũgĩ wa Thiong'o เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา งานได้จัดกิจกรรมรำลึกเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านจำนวนมากขึ้นได้รู้จักผลงานของเขา
ปีนี้ 2025 ประเทศฟิลิปปินส์ได้รับเกียรติเป็นประเทศรับเชิญพิเศษ ซึ่งนับเป็นประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายถัดจากอินโดนีเซียในรอบสิบปี Claudia เล่าว่า ระหว่างการผลักดันเรื่องนี้ เธอได้ค้นพบความรุ่มรวยของมรดกวรรณกรรมฟิลิปปินส์ รวมถึงผลงานของ José Rizal วีรบุรุษทางวรรณกรรม เจ้าของนวนิยาย Noli Me Tángere ที่ตีแผ่ความอยุติธรรมในยุคอาณานิคมสเปน หนังสือเล่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อการก่อรูปสำนึกชาตินิยมฟิลิปปินส์ และได้รับการแปลเป็นภาษาเยอรมันและอีกหลายภาษา นอกจากวรรณกรรมกระแสหลักแล้ว ฟิลิปปินส์ยังโดดเด่นด้านวรรณกรรมว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ คอมิกส์ กราฟิกโนเวล และหนังสือเด็ก ซึ่งล้วนมีศักยภาพน่าสนใจ
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Claudia มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มจากอินโดนีเซีย เธอมองว่า โลกตะวันตกจำนวนไม่น้อยยังคงหมุนรอบตนเอง ขณะที่อนาคตของอุตสาหกรรมหนังสือกำลังเติบโตในเอเชีย การทำความเข้าใจโครงสร้างสังคม แนวคิด และทิศทางของผู้คนในภูมิภาคนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น และทุกอย่างเริ่มต้นได้จากการพิมพ์และการอ่าน
Claudia อธิบายว่า Frankfurter Buchmesse ไม่ได้เป็นเพียงงานปีละครั้ง แต่เป็นองค์กรภายใต้สมาคมผู้จัดพิมพ์หนังสือเยอรมัน มีพันธกิจเชื่อมโยงผู้คนและสนับสนุนอุตสาหกรรมการพิมพ์เยอรมันทั่วโลก หนึ่งในภารกิจหลักคือการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนในวงการหนังสือ ผ่านการนำผู้คนมาพบกัน ทั้งยังเข้าร่วมงานหนังสือนานาชาติอื่น ๆ จัดประชุม และดำเนินสำนักงานในหลายประเทศ
ในปี 2018 เธอริเริ่ม “Asia Stage” เพื่อเปิดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์เอเชียได้รับการมองเห็น โดยได้รับการสนับสนุนจาก Rex Education หรือ Rex Bookstore แห่งฟิลิปปินส์ แม้ต้องใช้เวลาในการสร้างฐานผู้ชม ปัจจุบันเวทีนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก และผู้ฟังไม่ได้จำกัดเฉพาะชาวเอเชียเท่านั้น สัปดาห์แห่งการนำเสนอวรรณกรรมเอเชียกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยเพิ่มการมองเห็นของภูมิภาคนี้ในยุโรป
อีกภารกิจหนึ่งคือการผลักดันการแปลผลงานจากภาษาแม่อื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอังกฤษแบบอเมริกันและสหราชอาณาจักร ซึ่งครองตลาดการแปลมาอย่างยาวนาน การขยายขอบเขตภาษาแปลจำเป็นต้องอาศัยทั้งงบประมาณและความพยายามมากขึ้น
สำหรับคำแนะนำถึงผู้จัดพิมพ์และนักเขียนรุ่นใหม่จากเอเชีย Claudia เห็นว่า การเข้าร่วมมหกรรมหนังสือแฟรงก์เฟิร์ตคือโอกาสสำคัญ แม้อาจมีค่าใช้จ่ายสูง จึงควรแสวงหาการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักพิมพ์อิสระขนาดเล็ก เธอชี้ว่า แม้ในเยอรมนีซึ่งมีตลาดผู้อ่านขนาดใหญ่ สำนักพิมพ์หน้าใหม่จำนวนมากยังต้องทำงานประจำควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจ เช่นเดียวกับนักเขียนรุ่นใหม่
เธอเสนอให้มีการจัดสัมมนาและเวิร์กช็อปเตรียมความพร้อมล่วงหน้า อาจในรูปแบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้จัดพิมพ์และเอเจนต์ใหม่สามารถเตรียมตัวก่อนเข้าพบคู่เจรจา ขณะเดียวกัน นักเขียนควรมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลงาน และมีตัวแทนดูแลด้านธุรกิจ จึงจำเป็นต้องพัฒนาและฝึกอบรมเอเจนต์ควบคู่กันไป
เมื่อบทสนทนาหันไปสู่อนาคตของงาน ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ Claudia ยอมรับว่า งานใช้ AI ในบางกระบวนการ เช่น การจัดทำแคตตาล็อก แต่หัวใจสำคัญยังคงเป็นการจัดพบปะที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างบุคคล สิ่งเหล่านี้ AI ยังไม่อาจทดแทนได้ อย่างไรก็ตาม ภายในงานมีเวทีเสวนาและกิจกรรมมากมายที่สำรวจบทบาทของ AI และการพิมพ์ดิจิทัล ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมทั่วโลก
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจ Claudia กล่าวถึงแนวคิดหนึ่งจากเวทีเสวนาว่า หนังสือเกี่ยวกับอาหารและอาหารเองสามารถสร้างสันติภาพได้ เธอเชื่อว่า ความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกันคือรากฐานของสันติภาพ การไม่มองผู้อื่นหรือวัฒนธรรมอื่นด้วยอคติ แต่เปิดใจเรียนรู้คุณค่าและความแตกต่าง คือแรงผลักดันที่ทำให้เธอยังคงทำงานนี้ต่อไป
วรรณกรรมคือสะพานที่พาเราเดินทางสู่โลกที่หลากหลาย การได้เห็นและเป็นส่วนหนึ่งของโลกเหล่านั้นคือของขวัญล้ำค่า เธอเชิญชวนสำนักพิมพ์ทั่วโลกมาร่วมงานแฟรงก์เฟิร์ตในปีหน้า ใช้โอกาสนี้สร้างบทสนทนา ทำให้ตนเองเป็นที่รู้จัก และเปล่งเสียงของตนบนเวทีโลกอย่างภาคภูมิ
ขอบคุณภาพประกอบบทความ จากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (Pubat)