ธนะเทพ เทียมศรี

เมื่อพระเจ้าสร้างให้เขาเป็นนักเขียน

19 มีนาคม 2557

ธนะเทพ เทียมศรี

ธนะเทพ เทียมศรี หรือ “แบงก์” คนนครสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิดครับจบปริญาตรีคณะนิเทศศาสตร์เอกโฆษณาและปริญญาโทคณะบริการธุรกิจ เรียนจบก็เลยมาเปิดกิจการอพาร์ทเมนท์ของตัวเองเพื่อบริหารกันเองในครอบครัวถือเป็นการนำเอาความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ในงานนี้ ส่วนเวลาว่างจากงานหลักก็จะมีงานเขียนเป็นอีกอย่างที่ทำครับเพราะเป็นผู้มีใจรักในการเขียนมากๆ เจ้าตัวเอ่ยปากว่าถึงแม้ลายมือจริงๆจะไม่สวยเลยก็ตาม

 

ธนะเทพ เทียมศรี

 

“…ส่วนมากจะเขียนในเว็บไซต์พันทิปและในแฟนเพจ “หนูน้อยบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ” รวมถึงเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารต่างๆ ในขณะนี้กำลังมีผลงานพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มแรกในชีวิตกำลังวางแผงอยู่ครับชื่อว่า “69 ภารกิจเก๋ๆที่ควรทำก่อนตาย” ซึ่งผลตอบรับถือว่าเกินคาดมากๆ เพราะไม่ถึงสองสัปดาห์ก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ณ จุดนี้แบงคฺขอขอบคุณผู้อ่านทุกๆท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ…”

Hi-Class : อะไรที่ทำให้คุณเริ่มเป็นนักเขียนและอะไรที่ทำให้คุณยังเป็นนักเขียน
ความรักอย่างเดียวเลยครับเพราะผมเชื่อว่าการที่เราทำในสิ่งที่เรารักไม่ว่าหนทางมันจะยากหรือผลลัพธ์ที่สุดจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตามมันทำให้เรามีความสุขครับ ผมเริ่มหัดเขียนนิยายเรื่องสั้นแนวขำขันให้กับเพื่อนๆอ่านตั้งแต่เรียนม.ปลายแล้วครับจนได้มาเขียนวิจารณ์พรมแดงในพันทิปและต่อยอดได้เป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารสุดสัปดาห์, VOLUME ฯลฯ จนกระทั่งมีพ๊อคเก็ตบุ็คเล่มแรกในชีวิตเป็นของตัวเองครับ

Hi-Class : คุณลักษณะของนักเขียนที่ดีและต้นแบบในการเขียนหนังสือของคุณ
ตามความเห็นส่วนตัวของผมนะครับผมคิดว่านักเขียนที่ดีต้องจริงใจต่อสิ่งที่เขียนและมีความรักในงานของตัวเองครับ เพราะการเขียนหนังสือสักหน้ามันต้องใช้ความคิด, อารมณ์รวมถึงต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมโดยเฉพาะจิตใจและต้องมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนในทุกๆผลงานของเราครับมีหลายๆท่านที่ผมถือว่าเป็นครูในการเขียนของผมเพราะพวกท่านถือเป็นแรงบันดาลใจเป็นไอด่อลที่ทำให้ผมอยากเป็นนักเขียนครับอย่างอ.เตรอนุชิต, พี่กาละแมร์พัชรศรีครับ

Hi-Class : วิธีการทำงานเขียนชิ้นหนึ่งของคุณเริ่มที่ไหนและจบลงที่ไหน
อย่างหนังสือ “69 ภารกิจเก๋ๆที่ควรทำก่อนตาย” ตอนแรกที่เริ่มเขียนนั้นไม่ได้เขียนเรียงไล่ไปตามบทอย่างที่เห็นในสารบัญหนังสือนะครับ แต่จะเป็นการเขียนไปตามฟิล ณ เวลานั้นๆมากกว่าว่าตอนนี้เราคิดอะไรหรือพอนึกหัวข้อหลักได้ก็จะจด topic ลงไปก่อนจากนั้นจึงมาเขียนดีเทลใส่ลงไปทีหลังครับ เหมือนเป็นการกระจายแกนสำคัญของแต่ละภารกิจไปก่อนให้ครอบคลุมจนหมดเล่มจากนั้นจึงมาใส่สไตล์การเขียนของเราแบบเจาะลึกลงไปในแต่ละภารกิจเพื่อให้ผู้อ่านสามารถรู้สึกได้ในทันทีว่ามันคือเอกลักษณ์ของหนูน้อยบนยอดเขาอันหนาวเหน็บจริงๆครับ

Hi-Class : ปณิธานสูงสุดในฐานะนักเขียน
ในฐานะนักเขียนน้องใหม่สิ่งที่ผมหวังเอาไว้อย่างมากที่สุดในการเขียนหนังสือก็คือ การได้รับการยอมรับจากแฟนๆนักอ่านไม่ใช่ในเรื่องของยอดขายหรือรางวัลใดๆแต่มันคือการที่ผู้อ่านทุกคนมีความสุขไปกับการอ่านหนังสือของผม เพราะหัวใจหลักในงานเขียนของผมคือหนังสือที่เต็มไปด้วยบันเทิงปนสาระที่สามารถสร้างรอยยิ้ม,เสียงหัวเราะและความสุขของผู้อ่านได้ครับเพราะผมถือว่าความสุขของผู้อ่านก็คือความสุขของผมในฐานะนักเขียนเช่นกันครับ

Hi-Class : สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมชิ้นหนึ่งพึงมี
จุดเด่นครับเพราะวรรณกรรมทุกเรื่องย่อมต้องมีสาระที่เป็นแก่นสำคัญของตัวมันเองอยู่แล้วไม่ว่าวรรณกรรมนั้นๆจะเป็นแนวไหนก็ตาม

Hi-Class : วิถีชีวิตของคุณทุกวันนี้เป็นเช่นไรเขียนหนังสือช่วงไหนเป็นหลัก
ชีวิตประจำวันของผมในแต่ละวันจะเป็นแพทเทรินเดิมๆครับ เช้ามาก็เดินมาทำงานที่ออฟฟิตในอพาร์ทเมนท์ที่เป็นธุรกิจของผมเอง เพราะอยู่ตรงข้ามกับบ้านที่พักอาศัยและช่วงเวลาที่อยู่ในออฟฟิตที่ล่ะครับที่ผมจะนั่งเขียนหนังสือในคอมฯ แต่ผมเป็นคนแปลกอยู่อย่างนึงครับคือจะไม่เขียนหนังสือตอนดึกๆหรือเงียบๆเด็ดขาด! เพราะรู้สึกว่าวังเวงไปน่าจะเหมาะกับการเขียนนิยายผีซะมากกว่า ดังนั้นก็เลยชอบเขียนหนังสือตอนกลางวันครับเขียนไปก็ทานกาแฟ ขนมไป เพลินดี Hi-Class : มองวงการวรรณกรรมไทยอย่างไร
รู้สึกดีใจที่วงการวรรณกรรมของเรากว้างและเข้าถึงคนอ่านได้ใกล้ชิดมากขึ้นครับ เพราะมันหมายถึงว่าอาจจะมีกลุ่มคนที่รักการอ่านเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพราะในสมัยนี้ด้วยความเป็น social media คุณไม่จำเป็นต้องเดินทางไปซื้อหนังสือตามร้านเลยก็ได้ จะนั่งอยู่ที่บ้านแล้วเปิดอินเทอร์เน็ตเพื่อสั่งซื้อหรือจะเปิดไอแพดแล้วสั่งเป็น e-book ก็ยังได้ครับ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยส่งเสริมให้วงการวรรรณกรรมของไทยก้าวหน้าและที่สำคัญในปัจจุบันนี้่มีนักเขียนหน้าใหม่ๆที่มีความสามารถเกิดขึ้นมากมายครับ ทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้นในแวดวงนี้น่าดีใจแทนคนอ่านจริงๆครับ

Hi-Class : “รางวัล” จำเป็นไหมต่อวงการวรรณกรรมและสภาพการณ์ที่มีการประกวดรางวัลผุดขึ้นมากมายในปัจจุบันมันสื่อถึงอะไร
ถามว่าจำเป็นไหมผมมองว่ามันคือกำลังใจมากกว่าครับเหมือนเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมบอกกับเราว่าสิ่งที่เราทำนั้นมีคนเห็น และยอมรับในงานของเรารวมถึงเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าผลงานของเราเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคมจริงๆครับ และการที่มีรางวัลทางด้านวรรณกรรมเกิดขึ้นมามากมายในปัจจุบันผมมองว่ามันสื่อถึงการที่คนในสังคมรักและหันมาสนใจในการอ่านมากขึ้นนะครับ

Hi-Class : ณ วันนี้ สำหรับคุณการเขียนหนังสือเปรียบได้กับอะไร
การเขียนหนังสือของผมเปรียบได้กับการเดินทางครับ และเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันจบสิ้นเพียงแต่เส้นทางที่เดินไปนั้นอาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็เท่านั้น เหมือนที่ผมให้คำนิยามของการอ่านเอาไว้ในพ๊อคเก็ตบุ๊คของผมว่า “การอ่านคือการเดินทางสู่โลกกว้างโดยความคิดและจินตนาการ” ดังนั้นทั้งตัวผู้เขียนเองหรือผู้อ่านก็ดีผมถือว่าเรามาร่วมเดินทางไปพร้อมๆกันครับ

Hi-Class : รายชื่อนักเขียนคนโปรดและรายชื่อหนังสือเล่มโปรด
ผมเป็นคนอ่านหนังสือหลากหลายประเภทครับทั้งวรรณกรรมเยาวชน, แนวตื่นเต้นผจญภัยเช่นหนังสือที่เป็นขวัญใจของผู้อ่านทั่วโลกอย่างHarry Potter ของเจเคโรว์ลิ่งหรือหนังสือของนักเขียนอย่างแดนบราวน์เช่น The Davinci Code, Angels & Demons อันนี้ผมสามารถอ่านซ้ำไปซ้ำมาได้หลายๆรอบเลยครับ ประเภทคติธรรมต่างๆที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของท่านว.วชิรเมธีอย่าง “ความทุกข์มาโปรดความสุขโปรยปราย” เล่มนี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะมีติดบ้านเลยครับ เพราะท่านเขียนเข้าใจง่ายและทำให้เรารู้สึกดีมากๆเลยครับ ส่วนแนวอ่านเล่นของนักเขียนไทยที่ผมชอบก็มีพี่กาละแมร์กับพี่นิ้วกลมครับ ของพี่แมร์ผมชอบเรื่อง “สุขสวยและรวยโคตร” เพราะฮามากและมีสาระแฝงอยู่ในทุกๆบทส่วนของพี่นิ้วกลมผมชอบเรื่อง “บุกคนสำคัญ” ครับเพราะชอบไอเดียในการเขียนที่เหมือนเค้าส่งจดหมายย้อนกลับไปถามบุคคลสำคัญระดับโลกทั้ง16ท่านทั้งที่มีตัวตนและไม่มี ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และตายไปแล้วน่าสนใจมากครับ

Hi-Class : เล่าถึงผลงานการเขียนหนังสือเล่มแรก
พ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มนี้ใช้เวลาในการเขียนค่อนข้างนานครับ ราว 2 ปีเลยทีเดียว เพราะบางช่วงผมก็เว้นวรรคไปบ้างเนื่องด้วยสภาพแวดล้อมอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เอื้ออำนวยโดยเฉพาะเรื่องจิตใจเพราะ “69 ภารกิจเก๋ๆที่ควรทำก่อนตาย” เป็นหนังสือที่มีจุดประสงค์อยู่ที่ความสุขรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้อ่านดังนั้นการที่ผมจะเขียนถ่ายทอดอะไรลงไปสักเรื่องมันต้องมีจุดกำเนิดจากอารมณ์ที่เป็นสุขของเราในฐานะคนเขียนด้วยครับหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ไม่มีวันตกยุคครับเพราะเนื้อหาและภารกิจที่อยู่ในนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนผู้อ่านสามารถนำกลับมาอ่านและปฏิบัติภารกิจตามได้เสมอๆจุดมุ่งหมายของผมในการเขียนหนังสือเล่มนี้ก็เพราะอยากให้ผู้อ่านทุกๆท่านมีความสุขจริงๆครับขอบคุณมากๆสำหรับกำลังใจและการสนับสนุนที่มีให้กันมาโดยตลอดครับผม

 

Story : Kittisak Kandisakunanont
สำนักพิมพ์ประพัน์สาส์นขอบคุณที่มา : http://www.hiclasssociety.com

Share: | View : 118