อ่านหนังสือกันเถอะ!

ภารกิจใหม่ท้าทายซีอีโอเฟซบุ๊ก

25 สิงหาคม 2559

อ่านหนังสือกันเถอะ!

เป็นประจำทุกปีที่ซีอีโอคนดังอย่าง "มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก" แห่งเฟซบุ๊ก (Facebook) จะกำหนดหัวข้อในการท้าทายตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งการฝึกพูดภาษาจีน การรับประทานแต่เนื้อสัตว์ที่เขาปลิดชีวิตมันด้วยตัวเอง และสำหรับในปี ค.ศ. 2015 นี้เขาก็ได้ประกาศออกมาแล้วว่าคือ "การอ่านหนังสือ"

สำหรับหนังสือเล่มแรกที่เขาอ่านและได้นำมาโพสต์ก็คือเรื่อง The End of Power ของ Moisés Naím โดยไฟแนนเชียลไทม์ยกย่องว่า The End of Power เป็นหนังสือที่ดีที่สุดแห่งปีด้วย นอกจากนี้เขายังได้สร้างเพจ "A Year of Books" สำหรับเป็น แหล่งรวมหนอนหนังสือขึ้นมาด้วย ซึ่งภายในเพจดังกล่าวกำหนดไว้ว่าจะชวนอ่านหนังสือที่น่าสนใจกันทุกสอง สัปดาห์ และจะมาถกประเด็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นในเพจดังกล่าว ในปัจจุบัน (วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558) มีผู้คลิกไลก์เพจดังกล่าวแล้วกว่า 111,000 คน

การเปิดเพจชมรมคนอ่านหนังสือของซีอีโอเฟซบุ๊กยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับโอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรผิวสีชื่อดัง ซึ่งเคยเปิดตัว Book Club ของ เธอเมื่อหลายปีก่อนผ่านทางทวิตเตอร์ และมีผู้ติดตามมากกว่า 138,000 คน รวมถึงแฟนคลับที่รับชมรายการของเธอบน OWN (The Oprah Network) และนิตยสารของเธออีกนับสิบล้านคน ซึ่งจากการตั้งชมรมคนรักการอ่านของโอปราห์ ทำให้วงการสำนักพิมพ์ถึงกับยกย่องเธอว่าเปรียบเหมือนนางฟ้าใจดี และเรียกปรากฏการณ์หลังจากหนังสือได้รับการแนะนำออกอากาศว่า “Oprah Effect” หรือก็คือปรากฏการณ์ยอดขายหนังสือพุ่งกระฉูดจากบรรดาแฟนคลับของโอปราห์ที่มา หาซื้อ ยกตัวอย่างเช่นหนังสือ “Say You’re One of Them” ของ Uwem Akpan ที่ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 853 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว (อ้างอิงจาก Nielsen)

หนังสือที่ได้รับการเผยแพร่ในรายการของโอปราห์จึงมักพิมพ์เพิ่มเพื่อป้องกันการขาด ตลาด แต่บางเรื่องก็อยู่ในสถานะ "พิมพ์ไม่ทันขาย" ยกตัวอย่างเช่น หนังสือเล่มล่าสุดที่เธอแนะนำ "The Invention of Wings" ของ Sue Monk Kidd ปัจจุบันก็ขาดตลาด หาซื้อไม่ได้ทั้งจากอะเมซอน และ Barnes&Noble

ส่วนกรณีของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์กนั้น ปัจจุบันเขามีผู้ติดตามประมาณ 30 ล้านคนบนเพจของเขา ซึ่งมากกว่าโอปราห์ประมาณ 2 เท่าตัว ซึ่งข้อมูลนี้อาจทำให้เขากลายเป็นเทวดาใจดีสำหรับแวดวงสำนักพิมพ์อีกคนเลยก็ ว่าได้

พ่อแม่ท่านใดที่กังวลว่าลูกๆ จะติดหนึบอยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์ก เจอโครงการดีๆ แบบนี้อาจเบาใจขึ้นได้หน่อย ที่สำคัญ บางทีโครงการในลักษณะนี้อาจทรงพลังและดึงดูดให้คนหันมารักการอ่านได้ดีกว่า โครงการของหน่วยงานภาครัฐบางประเทศ แถมไม่ต้องใช้เงินภาษีของประชาชนไปสักบาทอีกด้วย

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/CyberBiz/

 

Share: | View : 890