วิทยากร
คุณธีรภัทร เจริญสุข — ผู้อำนวยการโครงการรางวัลวรรณกรรมสตรีนานาชาติชมนาด (Chommanard International Women’s Literary Award)
Leila S. Chudori — ผู้เขียน The Sea Speaks His Name นักเขียนชาวอินโดนีเซียผู้ผ่านเข้ารอบ Shortlist รางวัลวรรณกรรมสตรีนานาชาติชมนาด
Isna Marifa — ผู้เขียน Mountains More Ancient นักเขียนชาวอินโดนีเซียผู้ผ่านเข้ารอบ Shortlist รางวัลวรรณกรรมสตรีนานาชาติชมนาด
เวทีเสวนา “Women’s Voices Across Borders: Chommanard International Women’s Literary Award” จัดขึ้นภายในงาน Indonesia International Book Fair 2026 โดยเป็นพื้นที่สนทนาเกี่ยวกับวรรณกรรมของผู้หญิง การเชื่อมโยงนักเขียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนประสบการณ์ของนักเขียนหญิงชาวอินโดนีเซียสองคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายของรางวัลวรรณกรรมสตรีนานาชาติชมนาด
คุณธีรภัทร เจริญสุข ผู้อำนวยการโครงการรางวัลวรรณกรรมสตรีนานาชาติชมนาด กล่าวเปิดการสนทนาด้วยความยินดีที่ได้เข้าร่วมงาน Indonesia International Book Fair 2026 พร้อมกล่าวขอบคุณ Leila และ Isna ที่ให้เกียรติเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้
เขาเริ่มต้นด้วยการแนะนำความเป็นมาของ Chommanard International Women’s Literary Award โดยอธิบายว่า ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นรางวัลระดับนานาชาติ “รางวัลชมนาด” เริ่มต้นขึ้นในประเทศไทยในฐานะรางวัลวรรณกรรมสำหรับผู้หญิง จากความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงเทพกับสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ซึ่งเป็นหนึ่งในสำนักพิมพ์ชั้นนำของประเทศไทย มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม สนับสนุนงานวรรณกรรม และเพิ่มพลังให้แก่นักเขียนหญิง
หลังจากดำเนินโครงการมาเป็นเวลาประมาณเกือบ 20 ปี อาทร เตชะธาดา กรรมการ ที่ปรึกษา สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ซึ่ งเกิดแนวคิดที่จะขยายรางวัลไปสู่ระดับนานาชาติ
แนวคิดดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้นักอ่านและนักเขียนไทยได้พบปะกับนักเขียนจากนานาประเทศมากขึ้น จนนำไปสู่การก่อตั้ง Chommanard International Women’s Literary Award โดยร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน รวมถึงภูมิภาคจีน ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน เพื่อสร้างพื้นที่และโอกาสให้แก่นักเขียนหญิงมากยิ่งขึ้น
ปี 2025 เป็นปีแรกที่มีการจัดรางวัลวรรณกรรมสตรีนานาชาติชมนาด โดยมีผลงานส่งเข้าประกวดเกือบ 70 เรื่อง จากกว่า 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและจีน ในบรรดาผลงานที่ส่งเข้ามาทั้งหมด มีผลงานของ Leila และ Isna รวมอยู่ด้วย และคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกนักเขียนชาวอินโดนีเซียทั้งสองเข้าสู่รอบ Finalist ก่อนเชิญเดินทางไปร่วมพิธีประกาศรางวัลที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
คุณธีรภัทร กล่าวว่า แม้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์นั้นจะให้ความรู้สึกราวกับผ่านมานานแล้ว แต่แท้จริงเพิ่งผ่านไปเพียงประมาณสี่หรือห้าเดือนเท่านั้น ก่อนส่งคำถามแรกไปยังนักเขียนทั้งสองว่า ในตอนที่ตัดสินใจส่งผลงานเข้าประกวด พวกเธอคาดหวังอะไรจากรางวัลนี้ และเมื่อได้รับเชิญมายังกรุงเทพฯ พวกเธอคาดหวังอะไรจากประเทศไทย
จากความไม่คาดหวัง สู่การได้พบชุมชนนักเขียนเอเชีย
Isna Marifa เล่าว่า ในกรณีของเธอ สำนักพิมพ์เป็นผู้ได้รับการติดต่อและได้รับคำถามว่าต้องการเสนอหนังสือเล่มใดเข้าประกวดหรือไม่ จากนั้นสำนักพิมพ์จึงถามเธอว่าต้องการส่ง Mountains More Ancient เข้าประกวดหรือไม่ และทั้งสองฝ่ายก็ตัดสินใจส่งผลงาน
อย่างไรก็ตาม Isna ยอมรับว่า ในเวลานั้นเธอไม่ได้ตั้งความคาดหวังไว้มากนัก เพราะเมื่อได้เห็นรายชื่อนักเขียนใน Longlist ก็พบว่ามีนักเขียนที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์จำนวนมาก
สำหรับเธอ ความคิดในขณะนั้นมีเพียงว่า “ลองส่งไปแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ดังนั้น การได้เข้าสู่ Shortlist จึงเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจอย่างมาก และเป็น “ความประหลาดใจที่ดีมาก” เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อ Mountains More Ancient เป็นหนังสือเล่มแรกของเธอ
Isna กล่าวว่า ในฐานะนักเขียน เรามักคิดอยู่เสมอว่างานของเราน่าจะทำให้ดีขึ้นได้อีก หรือยังมีบางอย่างที่สามารถพัฒนาได้ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงรู้สึกขอบคุณอย่างมากที่ผลงานได้รับการยอมรับ
เมื่อได้รับเชิญมายังกรุงเทพฯ และใช้เวลาร่วมกับนักเขียนที่ผ่านเข้ารอบเป็นเวลาแปดวัน—จากผู้ได้รับเชิญแปดคน มีเจ็ดคนที่เดินทางมา และยังมีผู้ได้รับรางวัลระดับประเทศอีกสองคน ประสบการณ์นั้นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับเธอ
สิ่งสำคัญคือโอกาสในการทำความรู้จักนักเขียนคนอื่น ๆ จากเอเชีย ได้พูดคุยถึงความท้าทายหลายประการที่แต่ละคนต้องเผชิญ
Isna บอกว่าเธอรู้สึกราวกับเป็น “เด็กใหม่ในวงการ” จึงได้เรียนรู้อย่างมากจากการฟังนักเขียนคนอื่นเล่าถึงเส้นทางการตีพิมพ์หนังสือ หรือเหตุผลและเส้นทางที่ทำให้พวกเขาเริ่มต้นเขียนหนังสือ เพราะนักเขียนส่วนใหญ่ต่างเคยประกอบอาชีพอื่นมาก่อน สำหรับเธอ เรื่องเหล่านี้ทั้งน่าสนใจและน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ด้าน Leila S. Chudori เล่าว่า สำนักพิมพ์ของเธอก็เป็นผู้ถามเช่นเดียวกันว่า ต้องการส่ง The Sea Speaks His Name เข้าประกวดหรือไม่
Leila ตอบทันทีว่า “แน่นอน ลองส่งกันดู”
เหตุผลประการหนึ่งคือ เธอไม่ค่อยพบรางวัลวรรณกรรมจำนวนมากที่จัดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับนักเขียนหญิง ส่วนใหญ่เป็นรางวัลที่พิจารณางานวรรณกรรมโดยทั่วไป ดังนั้น เธอจึงเห็นว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และไม่มีเหตุผลที่จะไม่ลองส่งผลงานเข้าร่วม
สำหรับการเดินทางมายังกรุงเทพฯ Leila บอกว่า กรุงเทพฯ แทบจะเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเธอ เพราะเดินทางมาที่นี่เกือบทุกปีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างมาก เพราะผู้เข้ารอบ Finalist หรือ Shortlist ทุกคนได้รับเชิญมาพร้อมกัน ทำให้มีเวลาทำความรู้จักกัน
นักเขียนได้เดินทางไปให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ และเยี่ยมชมสถานที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างแท้จริงสำหรับ Leila คือ มิตรภาพจำนวนมากที่เกิดขึ้น รวมถึงโอกาสในการทำความเข้าใจว่าชุมชนวรรณกรรมและอุตสาหกรรมหนังสือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำงานอย่างไร
นอกจากนี้ เธอยังได้รับ “โบนัส” ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการได้พบกับนักเขียนคนโปรดของเธอคนหนึ่ง
ก่อนเข้าร่วมรางวัลนี้ Leila เคยอ่านนวนิยาย Taiwan Travelogue มาแล้ว เมื่อพบว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็อยู่ในกลุ่มผู้ผ่านเข้ารอบ Shortlist เช่นเดียวกัน เธอจึงรู้สึกทั้งตื่นเต้น ดีใจ และภาคภูมิใจอย่างมาก เพราะชื่นชอบงานเขียนของนักเขียนผู้นี้จริง ๆ
นอกจากนั้น เธอยังได้พบกับนักเขียนจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งบางคนเธอยังไม่เคยอ่านผลงานมาก่อน Leila ยกตัวอย่างว่า เธอเคยเดินทางไปเวียดนาม แต่ไม่ได้รู้จักผลงานวรรณกรรมเวียดนามมากนัก เช่นเดียวกับวรรณกรรมจากฮ่องกงและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน
ประสบการณ์ครั้งนั้นจึงเป็นการ “เปิดโลก” ให้เห็นว่า เรื่องราวของแต่ละประเทศมีความคล้ายคลึงกันหลายประการ โดยเฉพาะในแง่ที่ว่า “ประวัติศาสตร์” ยังคงพยายามตามมาทันและสัมพันธ์อยู่กับชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบัน
คลังความทรงจำทางอารมณ์ของเอเชีย
เมื่อถูกถามถึงความประทับใจเพิ่มเติมตลอดแปดวันที่อยู่ในประเทศไทย Isna ขยายความจากสิ่งที่ Leila กล่าวไว้ โดยมองว่า หนึ่งในประเด็นร่วมของนักเขียนจากประเทศต่าง ๆ คือ แต่ละสังคมต่างเคยผ่าน “ความเจ็บปวดร่วมกัน”
แม้ประเทศไทย ตามที่เธอเรียนรู้จากหนังสือประวัติศาสตร์ จะไม่เคยตกเป็นอาณานิคม แต่สังคมไทยเองก็มี “บาดแผล” บางประการเช่นเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Isna คือ หนึ่งในหัวข้อการเสวนาในประเทศไทยมีชื่อว่า “Emotional Archive of Asia” หรือ “คลังความทรงจำทางอารมณ์ของเอเชีย”
แนวคิดดังกล่าวช่วยให้เธอเข้าใจว่านวนิยายของเธอ แม้จะกล่าวถึงเรื่องราวที่อยู่ในบริบทของอินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และผลกระทบจากการขยายตัวของลัทธิอาณานิคมเนเธอร์แลนด์ แต่แท้จริงแล้วเรื่องเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องและมีเสียงสะท้อนร่วมกับภูมิภาคอื่นของเอเชียด้วย
แม้นักเขียนแต่ละคนจะเขียนถึงประวัติศาสตร์เฉพาะส่วนของประเทศตนเอง แต่กลับมีแก่นเรื่องร่วมกันจำนวนมาก ทั้งวัฒนธรรม ภาษา และอาหาร เช่น สิ่งที่ปรากฏใน Taiwan Travelogue ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน และยังถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับความสามารถของมนุษย์ในการยืนหยัดและฟื้นคืนจากความเจ็บปวดได้ด้วย
คุณธีรภัทรกล่าวว่า เขาชื่นชอบคำว่า “Emotional Archive” อย่างมาก เพราะเป็นถ้อยคำที่อธิบายเรื่องราวร่วมกันของนักเขียนหญิงใน Chommanard International Women’s Literary Award ได้อย่างแม่นยำ

มอง Bangkok International Book Fair ผ่านสายตานักเขียนอินโดนีเซีย
จากนั้น การสนทนาหันไปสู่ประสบการณ์ของนักเขียนทั้งสองในการเข้าร่วมงาน Bangkok International Book Fair และความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับงานหนังสือในอินโดนีเซียและประเทศอื่น
Leila กล่าวว่า หากจะเปรียบเทียบ เธออยากเปรียบเทียบเฉพาะงานหนังสือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะ Frankfurt Book Fair มีขนาดใหญ่มากเกินกว่าจะนำมาเปรียบเทียบในระดับเดียวกัน
สำหรับงานที่กรุงเทพฯ เธอมองว่ามีขนาดใหญ่มาก ใช้พื้นที่หลายชั้น ทั้งพื้นที่จัดแสดงและพื้นที่สำหรับการเสวนา และมีขนาดใหญ่กว่างานที่กำลังจัดอยู่ในอินโดนีเซียอย่างเห็นได้ชัด
อีกสิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นคือ ความหลากหลายของประเภทหนังสือ Leila ประหลาดใจเป็นพิเศษที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับหนังสือ Graphic Novel เป็นจำนวนมาก เพราะในความเข้าใจเดิมของเธอ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่โดดเด่นในตลาดหนังสือประเภทนี้ แต่ที่งานหนังสือในประเทศไทย เธอพบ Graphic Novel จำนวนมากเช่นกัน
นอกจากนี้ เธอยังรู้สึกว่าอุตสาหกรรมหนังสือของไทยจริงจังกับการประชาสัมพันธ์หนังสืออย่างมาก เพราะมีการจัดกิจกรรมพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือใหม่ตลอดเวลา แม้ Leila จะไม่ได้มีเวลานั่งฟังทุกกิจกรรม แต่สังเกตเห็นเรื่องนี้ได้ชัดเจน สิ่งนี้ทำให้เธอเห็นว่า ประเทศไทยจริงจังอย่างมากกับการส่งเสริมหนังสือ โดยเฉพาะในด้านการตลาดซึ่งมีบทบาทอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซีย Leila กล่าวถึงงานหนังสือที่รัฐสลังงอร์ซึ่งเธอเคยไปร่วมสองครั้ง และมองว่า หากเปรียบเทียบกันในเรื่องขนาด งานของไทยยังมีขนาดใหญ่กว่า
อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงการเปรียบเทียบ “ขนาด” ของงานเท่านั้น ไม่สามารถเปรียบเทียบด้านเนื้อหา กิจกรรมเสวนา หรือองค์ประกอบทั้งหมดได้ เพราะเธอไม่มีเวลานั่งฟังกิจกรรมทั้งหมด
สำหรับอินโดนีเซีย มีงานหนังสือขนาดเล็กอีกหลายงาน ขณะที่งานนี้เป็นหนึ่งในงานใหญ่ และยังมีงานใหญ่อื่นที่ผู้คนในวงการมักเข้าร่วม รวมถึง Frankfurt Book Fair ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Isna กล่าวเสริมว่า เธอประทับใจกับความหลากหลายของประเภทหนังสือเช่นกัน และยังจำได้ว่ามีสำนักพิมพ์อย่างน้อยหนึ่งแห่งที่จัดพื้นที่นำเสนออย่างเต็มรูปแบบ ทั้งโปสเตอร์ กราฟิก และองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งสร้างความประทับใจให้เธออย่างมาก
อีกประเด็นที่ Isna สนใจคือ ความหลากหลายของหนังสือแปล เธอกล่าวว่า ในอินโดนีเซียมีหนังสือแปลจากโลกตะวันตก รวมถึงจากจีน เกาหลี และญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่ในประเทศไทย เธอสังเกตเห็นหนังสือจากรัสเซียและประเทศในยุโรปตะวันออกที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยด้วย
สิ่งนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมการอ่านของประเทศไทยมีความกว้างขวางเพียงใด และเป็นเรื่องที่มีหลายสิ่งให้เรียนรู้
คุณธีรภัทรกล่าวว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับนวนิยายและหนังสือจากอินโดนีเซียให้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลงานของนักเขียนทั้งสองคน เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีที่คนไทยและคนอินโดนีเซียจะได้รู้จักกันผ่านเวที Chommanard International Women’s Literary Award และผ่านผลงานของนักเขียนทั้งสอง
จากนักเขียนที่รู้จักกันเพียงชื่อ สู่มิตรภาพในชีวิตจริง
Leila ได้กล่าวถึงมิตรภาพที่เกิดขึ้นกับนักเขียนชาวไต้หวัน ผู้เขียน Taiwan Travelogue ซึ่งเธอชื่นชอบอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อถูกถามว่า หลังจากใช้เวลาแปดวันร่วมกันในประเทศไทย มิตรภาพกับนักเขียนคนอื่น ๆ ดำเนินต่อไปอย่างไร Leila กล่าวว่า ระหว่างเธอกับนักเขียนไต้หวันมีข้อจำกัดทางภาษา เพราะเธอไม่พูดภาษาจีนกลาง และอีกฝ่ายไม่พูดภาษาอินโดนีเซีย การสื่อสารภาษาอังกฤษจึงค่อนข้างจำกัด
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Leila เป็นแฟนผลงานของเธออย่างมาก และต้องการอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ เพิ่มเติม จึงมีการสื่อสารผ่านล่ามเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ ทั้งสองยังคงพูดคุยกันผ่านโทรศัพท์เป็นครั้งคราว แม้จะใช้เวลาตอบกันพอสมควรเพราะมีข้อจำกัดด้านภาษา
นอกจากนั้น Leila ยังได้รู้จัก Isna ผ่านรางวัลชมนาด ก่อนหน้านั้นเธอรู้จักเพียงชื่อของ Isna แต่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกครั้งที่กลุ่มนักเขียนพูดถึงอดีตและกระบวนการค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนหนังสือ บทสนทนามักทำให้พวกเขาอยากร้องไห้ เพราะสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า “Emotional Archive” หรือความเจ็บปวดร่วมกันของผู้คน
แม้เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นมานาน และหลายคนยังไม่เกิดในเวลานั้น แต่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่สร้างความเศร้า เพราะสำหรับประเทศของพวกเขา เรื่องราวเหล่านั้นไม่เคยได้รับ “บทสรุป” อย่างแท้จริง
นักเขียนเวียดนามก็มีประสบการณ์ในลักษณะเดียวกัน นี่จึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนมีร่วมกัน และแน่นอนว่า สิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันไม่ได้มีเพียงเรื่องหนังสือ แต่ยังรวมถึงครอบครัวและเรื่องราวในชีวิตด้านอื่น ๆ ด้วย
Isna กล่าวถึงความสัมพันธ์กับนักเขียนจากเวียดนามเช่นกัน โดยบอกว่าพวกเขาสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะนักเขียนคนหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในจาการ์ตา และเขียนบางส่วนของ The Mountains Sing ขณะอาศัยอยู่ที่นั่น จึงเกิดความเชื่อมโยงกันทันที
เธอยังกล่าวถึง Marga Ortigas จากฟิลิปปินส์ และนักเขียนจากสิงคโปร์ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวและเต็มไปด้วยพลัง ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกคนได้เห็นบุคลิกที่แตกต่างกัน และได้เรียนรู้เส้นทางการเป็นนักเขียนของแต่ละคน
ดังที่ Isna กล่าวไว้ก่อนหน้า นักเขียนส่วนใหญ่เคยประกอบอาชีพอื่น และเริ่มต้นเขียนนวนิยายในช่วงหลังของชีวิต หลังจบกิจกรรม นักเขียนจำนวนมากยังติดตามกันผ่าน Instagram ทำให้ Isna ได้เห็นว่าเพื่อนนักเขียนแต่ละคนเดินทางไปที่ไหนและทำกิจกรรมอะไรต่อ เธอยังกล่าวถึง Lua Yee-Wa ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ และความสนใจจากสื่อที่เธอได้รับในฮ่องกง ซึ่ง Isna มองว่าเป็นเรื่องที่พิเศษมาก
คุณธีรภัทรสรุปว่า นี่คือโอกาสและเวทีที่ทำให้นักเขียนหญิงจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและภูมิภาคจีนมาพบกัน ทำความรู้จักกัน และสร้างมิตรภาพที่ยืนยาวในโลกจริง ไม่ใช่เพียงรู้จักกันจากโซเชียลมีเดีย หรือรู้จักเพียงชื่อบนหน้าปกหนังสือ

ทำไมจึงต้องมีพื้นที่เฉพาะสำหรับนักเขียนหญิง
จากประเด็นเรื่องมิตรภาพ การสนทนาเดินหน้าสู่คำถามเกี่ยวกับ “ความสำคัญของรางวัล” และการสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงในวงการวรรณกรรม
Leila กล่าวว่า เหตุผลประการหนึ่งที่พวกเธอตัดสินใจส่งผลงานเข้าร่วมรางวัล ก็เพราะมองว่ารางวัลนี้มีความสำคัญ ในบรรดารางวัลที่เธอรู้จัก ส่วนใหญ่เป็นรางวัลวรรณกรรมทั่วไป อาจมีรางวัลสำหรับผู้หญิงอยู่หนึ่งหรือสองรางวัล เช่น Orange Literary Award แต่เธอแทบไม่ค่อยเห็นรางวัลวรรณกรรมจำนวนมากที่มุ่งเน้นผลงานของผู้หญิงโดยเฉพาะ โดยเฉพาะในเอเชีย
Leila กล่าวว่า ยังมีภาพเหมารวมจำนวนมากเกี่ยวกับวิธีที่ผู้หญิงเขียนหนังสือ เมื่อได้อยู่ร่วมกับนักเขียนหญิงที่ผ่านเข้ารอบ เธอเห็นความหลากหลายอย่างมากของงานเขียน
นอกจากภาพเหมารวมที่มีต่อนักเขียนหญิงแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะกำหนดไว้ล่วงหน้าว่า งานของนักเขียนหญิงควรเกี่ยวข้องกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น “เพราะเธอเป็นผู้หญิง งานของเธอจึงมุ่งเน้นเรื่อง A, B หรือ C” ในทางตรงกันข้าม เมื่อเป็นนักเขียนชาย ไม่ว่าจะเขียนเรื่องอะไร ผู้คนอาจมองข้ามเรื่องเพศไป และบอกเพียงว่านั่นเป็น “งานเขียนที่ยอดเยี่ยม”
ดังนั้น จึงยังมีความไม่สมดุลอยู่ในวิธีที่สังคมมองนักเขียน ทั้งในมิติของเชื้อชาติและเพศ
ด้วยเหตุนี้ รางวัลนี้จึงมีความสำคัญอย่างชัดเจน และ Leila หวังว่า ในปีต่อ ๆ ไป จะมีนักเขียนหญิงชาวอินโดนีเซียส่งผลงานเข้าร่วมมากขึ้น เพื่อให้นักเขียนหญิงอินโดนีเซียได้รับการมองเห็นและเป็นที่รู้จักมากขึ้น
Isna กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แน่นอนว่าเธออาจมีความลำเอียง เพราะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับการคัดเลือก แต่เธอเห็นด้วยว่ารางวัลนี้มีพื้นที่พิเศษของตัวเอง เธอเห็นด้วยกับ Leila ว่า ยังมี “ประสบการณ์ของผู้หญิง” และ “มุมมองแบบผู้หญิง” ที่ต้องการพื้นที่เพื่อเติบโตและได้รับการหล่อเลี้ยง
เมื่อพูดถึงการอ่านผลงานของกันและกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Isna ยกตัวอย่างว่า เธอรู้จักนักเขียนชายชาวมาเลเซียสองคน แต่กลับไม่รู้จักนักเขียนหญิงชาวมาเลเซียเลย
นั่นอาจไม่ได้หมายความว่าไม่มีนักเขียนหญิงเหล่านั้นอยู่ แต่ในแง่ของการมองเห็นและการได้รับการนำเสนอ อย่างน้อยตัวเธอเองยังไม่เคยมีโอกาสได้รู้จัก
ดังนั้น จึงยังมีพื้นที่ และอาจมีความจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำหรือผู้ที่ให้ความสำคัญกับการค้นหาและเปิดพื้นที่ให้กับมุมมองของผู้หญิงมากขึ้น
คุณธีรภัทรกล่าวว่า ท่ามกลางความปั่นป่วนและความขัดแย้งต่าง ๆ ในโลก เสียงของผู้หญิงกลับได้รับการยอมรับและเป็นที่รับรู้น้อยลง Chommanard International Women’s Literary Award จึงสามารถเป็นเวทีสำหรับผู้หญิงในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งโดยทั่วไปได้รับการยอมรับน้อยกว่าผู้ชาย เพื่อให้นักเขียนหญิงได้ส่งเสียง ถ่ายทอดความคิดเห็น และถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตนออกไปสู่โลก อย่างน้อยก็ในโลกของวรรณกรรม
เชิญชวนนักเขียนหญิงอินโดนีเซียส่งผลงานเข้าร่วม
คำถามต่อมาคือ หากต้องพูดกับนักเขียนหญิงชาวอินโดนีเซีย Leila และ Isna จะอธิบายความสำคัญของรางวัลชมนาดอย่างไร และจะเชิญชวนให้พวกเธอส่งผลงานเข้าร่วมในปีถัดไปอย่างไร เนื่องจากรอบการรับสมัครของปีนี้ปิดไปแล้ว
Leila กล่าวว่า สิ่งแรกคือ รางวัลนี้เปิดรับงานที่ได้รับการตีพิมพ์แล้ว นอกจากการประกาศข้อมูลเกี่ยวกับรางวัลโดยทั่วไป เธอเองอาจส่งข้อมูลเป็นการส่วนตัวไปหานักเขียนหญิงที่รู้จักทีละคน หากพวกเขาสนใจ เธอก็จะสนับสนุน และแม้ในกรณีที่พวกเขาอาจยังไม่สนใจ เธอก็จะบอกว่ารางวัลนี้มีความสำคัญ และควรส่งผลงานเข้ามา เพราะการได้รับการยอมรับเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องสร้างความสมดุลในพื้นที่ที่เคยถูกครอบงำโดยผู้ชาย
“เราจำเป็นต้องได้ยินเสียงของคุณ เพราะฉะนั้น คุณควรส่งผลงานของคุณเข้ามา”
Leila กล่าวด้วยว่า เธอไม่แน่ใจว่าทำไมในปีนี้จึงมีผู้ส่งผลงานเพียงประมาณ 40 หรือ 50 ผลงาน และเสนอว่า ในปีต่อไปอาจพิจารณาให้ระยะเวลารับสมัครยาวขึ้น แม้เธอจะยอมรับว่าไม่ได้ติดตามรายละเอียดด้านเทคนิค เช่น วันกำหนดส่งมากนัก
อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อมั่นว่า เมื่อรวมประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ไต้หวัน และประเทศอื่น ๆ แล้ว ควรจะมีนักเขียนที่สามารถส่งผลงานเข้ามาได้มากกว่านี้ เธอหวังว่า ในปีถัดไป จะมีนักเขียนหญิงจำนวนมากขึ้นส่งผลงานเข้าร่วม และวงการนักเขียนหญิงจะเบ่งบานยิ่งขึ้น
ด้าน Isna กล่าวสั้น ๆ ว่า เธอไม่มีอะไรต้องกล่าวเพิ่มเติมมากนัก นอกจากประโยคว่า “Expect the unexpected.” จงคาดหวังในสิ่งที่คุณไม่คาดคิด

เงินรางวัลและโอกาสสู่เวทีนานาชาติ
คุณธีรภัทรกล่าวต่อว่า Chommanard International Women’s Literary Award เป็นหนึ่งในรางวัลที่มีเงินรางวัลสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรางวัล Grand Prize มีเงินรางวัล 500,000 บาท ซึ่งบนเวทีมีการเปรียบเทียบเป็นมูลค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียและดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีรางวัลระดับประเทศและรางวัลสำหรับผู้ผ่านเข้ารอบ Finalist รวมถึงการได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีประกาศรางวัลที่กรุงเทพฯ นักเขียนจะได้ใช้เวลา 4-5 วันในกรุงเทพฯ สัมผัสวัฒนธรรมไทย และเข้าร่วม Bangkok International Book Fair
ทั้งหมดนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักเขียนหญิงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคจีนในการส่งผลงานและเข้าร่วมโครงการ
รอบการประกวดจะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน และปิดรับผลงานในช่วงปลายเดือนสิงหาคม นายธีรภัทร์กล่าวว่า โดยทั่วไปฝ่ายโครงการพยายามยืดหยุ่นเรื่องกำหนดเวลาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ
ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ การวางตารางงานตลอดทั้งปีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผลงานจำนวนมากต้องได้รับการอ่าน และคณะกรรมการจำเป็นต้องมีเวลาอ่านผลงานจำนวนมาก พิจารณา อภิปราย และคัดเลือกผลงานที่ดีและโดดเด่นเป็นพิเศษเข้าสู่รอบสุดท้าย เช่นเดียวกับผลงานของนักเขียนทั้งสองคนบนเวที
การแปลเป็นงานที่ยากมาก
คุณธีรภัทรกล่าวว่า การแปลเป็นงานที่ยากอย่างมาก และเขารู้สึกขอบคุณนักแปลของหนังสือทุกเล่ม เพราะการแปลทำให้ผู้คนสามารถอ่านผลงานข้ามภาษาได้ ตัวเขาเองไม่สามารถอ่านภาษา Bahasa Indonesia ได้ และในขณะเดียวกันนักเขียนอินโดนีเซียก็ไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้เช่นกัน
Leila กล่าวถึงประสบการณ์เมื่องานของเธอได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ในกรณีที่หนังสือได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เธอยังสามารถพูดคุยกับนักแปลได้ว่า ประโยคบางส่วนอาจควรเป็นเช่นนั้นหรือเช่นนี้ และยังสามารถมีส่วนร่วมกับรายละเอียดต่าง ๆ ได้
แต่เมื่อหนังสือได้รับการแปลเป็นภาษาไทย หรือในปัจจุบันที่งานของเธอกำลังถูกแปลเป็นภาษาอาหรับ เธอบอกว่า สิ่งที่ทำได้คือ “ต้องปล่อยให้มันเป็นไป” เพราะเธอไม่สามารถตรวจสอบภาษาเหล่านั้นได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เธอยังต้องการมีส่วนร่วมคือเรื่อง “ปกหนังสือ”
บทสนทนาจึงกลับมาสู่ประเด็นเรื่องอุปสรรคทางภาษา ซึ่งทุกคนเห็นร่วมกันว่าเป็นสิ่งที่ยากจะก้าวข้าม แต่ขณะเดียวกัน การมีเวทีอย่างนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนจะได้มาพูดคุยเกี่ยวกับผลงานและใช้เวลาร่วมกัน
จากกรุงเทพฯ ถึงจาการ์ตา เราอยู่ใกล้กันกว่าที่คิด
ในช่วงท้าย คุณธีรภัทรกล่าวเชิญชวนนักเขียนหญิงชาวอินโดนีเซียอีกครั้งให้ส่งผลงานเข้าร่วม Chommanard International Women’s Literary Award ในรอบถัดไป
ผู้สนใจสามารถติดตามเว็บไซต์ของรางวัล รวมถึงข่าวสารจากสำนักพิมพ์และจากนักเขียนทั้งสองคนบนเวที ซึ่งจะช่วยเผยแพร่ข้อมูลอัปเดตไปยังสำนักพิมพ์ นักเขียน และผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นนักเขียน
หากใครมีต้นฉบับอยู่แล้ว ก็สามารถพิจารณานำผลงานไปแปล หรือพัฒนาไปสู่การตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษได้ หากผลงานมีคุณภาพเพียงพอ
คุณธีรภัทรกล่าวต่อเพิ่มเติมว่า เขามีความเชื่อมั่นเช่นเดียวกับที่เห็นจากนักเขียนทั้งสองคนบนเวทีว่า อินโดนีเซียยังมีศักยภาพอีกมาก และมีโอกาสที่จะมีผลงานได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาไทยเพิ่มขึ้น
ประเทศไทยกับอินโดนีเซียเป็นเพื่อนบ้านกัน
เที่ยวบินจากกรุงเทพฯ มายังจาการ์ตาใช้เวลาเพียงประมาณสองถึงสามชั่วโมง แต่ในความเป็นจริง ผู้คนของทั้งสองประเทศกลับรู้จักกันค่อนข้างน้อย ทั้งสองประเทศมีหลายสิ่งที่คล้ายกัน ทั้งอาหาร รูปลักษณ์ของผู้คน และวิถีชีวิต
สิ่งนี้สะท้อนว่า ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจจำเป็นต้องรู้จักกันให้มากขึ้น ร่วมมือกันให้มากขึ้น และทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับมือกับสถานการณ์อันยากลำบากของโลกในปัจจุบัน
คุณธีรภัทรกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมฟังเสวนาทุกคน พร้อมกล่าวขอบคุณ Leila และ Isna สำหรับการเข้าร่วมเวทีในครั้งนี้ และหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้งที่กรุงเทพฯ ในปีถัดไป ก่อนที่เวทีจะจบลงด้วยเสียงขอบคุณจากผู้ร่วมเสวนาทุกฝ่าย