เหงียน ฟาน เกว๊ มาย กับนวนิยายที่เขียนขึ้นดั่งคำอธิษฐานเพื่อสันติภาพ The Mountains Sing-เมื่อขุนเขาขับขาน : ผลงานที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อรอบสุดท้ายของ รางวัลวรรณกรรมสตรีชมนาดนานาชาติ

เหงียน ฟาน เกว๊ มาย กับนวนิยายที่เขียนขึ้นดั่งคำอธิษฐานเพื่อสันติภาพ The Mountains Sing-เมื่อขุนเขาขับขาน

 

เหงียน ฟาน เกว๊ มาย (Nguyễn Phan Quế Mai) พูดถึง The Mountains Sing – เมื่อขุนเขาขับขาน

    เหงียน ฟาน เกว๊ มาย (Nguyễn Phan Quế Mai) คือผู้เขียนนวนิยายขายดี The Mountains Sing หรือฉบับภาษาไทย เมื่อขุนเขาขับขาน ผลงานที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อรอบสุดท้ายของ รางวัลวรรณกรรมสตรี ชมนาดนานาชาติ (Chommanard International Women’s Literary Award 2025

    นับตั้งแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2020 นวนิยายเล่มนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ ทั้งรางวัล PEN Oakland/Josephine Miles Literary Award 2021, International Book Awards, Nota Bene Prize, BookBrowse Best Debut Award และ Prix du Meilleur Roman Points รวมถึงได้รับรางวัลรองชนะเลิศ Dayton Literary Peace Prize ปัจจุบัน The Mountains Sing ได้รับการแปลและตีพิมพ์แล้วถึง 21 ภาษา โดยหนึ่งในภาษาล่าสุดคือ ภาษาไทย

    ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมงาน สัปดาห์หนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 24 ซึ่งมีการประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ผ่านเข้ารอบและผู้ชนะรางวัลชมนาดจากแต่ละประเทศ พร้อมกิจกรรมทางวรรณกรรมอีกหลายรายการ เกว๊ มาย ได้พูดคุยถึงเบื้องหลังและแรงบันดาลใจของนวนิยายเล่มสำคัญของเธอ

 

เมื่อขุนเขาขับขาน

 

จากบทกวีสู่นวนิยายภาษาอังกฤษเล่มแรก

    แม้จะเป็นนักเขียนที่มีผลงานมาแล้วมากมาย แต่ The Mountains Sing คือ นวนิยายเรื่องแรก ของเกว๊ มาย เส้นทางวรรณกรรมของเธอเริ่มต้นจากการเขียนบทกวี ก่อนจะมีผลงานทั้งกวีนิพนธ์ นวนิยาย และสารคดีรวม 12 เล่ม ทั้งในภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ สิ่งที่พิเศษคือ The Mountains Sing ถูกเขียนขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่ภาษาแม่ของเธอ

    “การเขียนด้วยภาษาที่สองเป็นงานที่ยากมาก ฉันใช้เวลาถึงเจ็ดปี และตลอดเวลานั้นก็ไม่รู้เลยว่าสักวันหนึ่งนวนิยายเรื่องนี้จะมีโอกาสได้ตีพิมพ์หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันมีความสุขมากที่สุดระหว่างการเขียน คือการประณีตทุกประโยคราวกับกำลังเขียนบทกวีทีละบรรทัด”

    เกว๊ มาย เล่าว่า ในวัยเด็กเธอแทบไม่รู้จักภาษาอังกฤษเลย กระทั่งเข้าสู่ช่วงมัธยมศึกษา พี่ชายเคยพยายามสอนภาษาอังกฤษให้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก เธอจึงหาวิธีเรียนรู้ด้วยตัวเอง

    “ฉันจะแอบหยิบสมุดของพี่ชายตอนที่เขาไม่อยู่ แล้วไปซ่อนตัวใต้ต้นมะม่วงและต้นมะพร้าวที่ขึ้นอยู่รอบบ่อปลา นั่งจ้องคำภาษาอังกฤษเหล่านั้น ฉันรู้สึกว่าหลังตัวอักษรหน้าตาประหลาดเหล่านั้นมีประตูวิเศษบางอย่างซ่อนอยู่ และหากฉันสามารถผลักประตูนั้นให้เปิดออกได้ ฉันคงได้ก้าวเข้าไปสู่โลกอันกว้างใหญ่”

 

 

เรื่องราวของสงครามที่เริ่มต้นจากความคิดถึง “คุณย่า”

    เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจในการเขียน The Mountains Sing เกว๊ มาย ย้อนกลับไปยังความทรงจำในวัยเด็กที่เติบโตขึ้นท่ามกลางร่องรอยของสงคราม

    “ตอนที่ฉันเติบโตในหมู่บ้าน ฉันเห็นหลุมระเบิด เห็นสิ่งที่สารเคมีเอเจนต์ออเรนจ์ (Agent Orange) ทำไว้กับผืนดินและผู้คน รวมถึงเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมความพิการ”

    ท่ามกลางบาดแผลเหล่านั้น ยังมีความรู้สึกส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งที่ค่อย ๆ กลายมาเป็นเมล็ดพันธุ์ของนวนิยาย

   “ฉันอิจฉาเพื่อน ๆ ที่ยังมีคุณย่าคุณยาย เพราะคุณย่าคุณยายของฉันจากไปหมดแล้ว เวลาฉันไปบ้านเพื่อน ฉันจึงมักขอให้คุณย่าคุณยายของพวกเขาเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง และฉันก็ตัดสินใจว่า เมื่อโตขึ้น ฉันจะเขียนเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองได้มีคุณย่าคนหนึ่งอยู่ในนั้น”

    แต่ความตั้งใจของเธอไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างตัวละครขึ้นมาเพื่อเติมเต็มความทรงจำส่วนตัว เกว๊ มาย ยังต้องการบันทึกประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานกว่า 4,000 ปีของเวียดนาม ผ่านเสียงของผู้คนธรรมดาที่ต้องเผชิญหน้ากับความผันผวนของประวัติศาสตร์

    เธอสัมภาษณ์ผู้คนหลายร้อยคน และสะสมบันทึกจากการค้นคว้าไว้เป็นจำนวนมาก

    “ฉันอยากถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเขา เรื่องของผู้คนที่รักครอบครัว และมีความกล้าหาญที่จะต่อสู้เพื่อรักษาครอบครัวเอาไว้ เพราะมีผู้คนมากมายเหลือเกินที่ต้องพลัดพรากจากกันเพราะสงครามและความขัดแย้ง”

 

สามชั่วอายุคน ท่ามกลางบาดแผลของเวียดนาม

    The Mountains Sing ดำเนินเรื่องท่ามกลางฉากหลังของสงครามเวียดนาม ถ่ายทอดชีวิตของครอบครัว Trần (เจิ่น) ผ่านผู้หญิงสามชั่วอายุคน โดยมี Trần Diệu Lan (เจิ่น เสี่ยว ลาน) ผู้เป็นย่า ซึ่งเกิดในปี 1920 และ Hương (เฮือง) หลานสาวที่ต้องเติบโตขึ้นในช่วงเวลาที่พ่อแม่และบรรดาลุงของเธอออกไปร่วมรบตามเส้นทางโฮจิมินห์

    เรื่องราวพาผู้อ่านผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเวียดนาม ตั้งแต่การเติบโตของขบวนการคอมมิวนิสต์ในภาคเหนือ การสิ้นสุดยุคอาณานิคมฝรั่งเศส สงครามที่ชาวเวียดนามเรียกว่า “สงครามอเมริกัน” จนถึงการล่มสลายของเวียดนามใต้และการรวมประเทศในปี 1975

    ทว่าท่ามกลางเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ สิ่งที่นวนิยายเล่มนี้นำเสนออย่างลึกซึ้งกลับเป็นเรื่องเล็ก ๆ และเป็นสากลที่สุด นั่นคือ ราคาที่มนุษย์ต้องจ่ายให้กับสงคราม รวมถึงพลังของความเมตตาและความหวังที่ช่วยประคับประคองผู้คนให้ก้าวผ่านช่วงเวลาอันโหดร้าย

 

 

จากความเกลียดชัง สู่การมองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน

    ในเรื่อง เฮืองเคยเกลียดชังชาวอเมริกัน เพราะความสูญเสียและความเสียหายที่สงครามนำมาสู่ครอบครัวและประเทศของเธอ แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับอเมริกา มุมมองของเธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป เธอเริ่มมองเห็นผู้คนที่อยู่เบื้องหลังคำว่า “ศัตรู” และตระหนักว่าแท้จริงแล้ว ชาวเวียดนามกับชาวอเมริกันไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

เกว๊ มาย อธิบายว่า

    “เราทุกคนต่างรักครอบครัว เราชอบร้องเพลงและเต้นรำเหมือนกัน แล้วฉันก็คิดขึ้นมาว่า หากทุกคนมีโอกาสได้พบและทำความเข้าใจกัน ก็คงไม่มีสงครามเกิดขึ้น ดังนั้น ฉันจึงเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเสมือน คำอธิษฐานเพื่อสันติภาพ ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง โลกจะมีสันติสุข”

 

ให้เสียงแก่ผู้หญิงและเด็กที่มักถูกหลงลืมในหน้าประวัติศาสตร์

    สำหรับเกว๊ มาย The Mountains Sing ยังเป็นเสมือนพื้นที่ที่ทำให้เธอได้กลับไปพบกับคุณย่าคุณยายที่เธอไม่มีโอกาสได้รู้จัก พร้อมกับทำให้เรื่องราวของผู้หญิงและเด็ก ซึ่งมักไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนักในเรื่องเล่าของสงคราม กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    “The Mountains Sing สะท้อนความปรารถนาของฉันที่จะได้รู้จักคุณย่าคุณยายของตัวเอง และทำให้ผู้หญิงกับเด็ก ๆ ที่ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง พวกเขามักเป็นผู้ที่ต้องรับผลกระทบจากสงครามอย่างหนักที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องซ่อนความโศกเศร้าของตัวเองเอาไว้ เพื่อกลายเป็นเสาหลัก เป็นพลัง และเป็นที่พักพิงทางใจให้แก่เหล่าทหารที่กลับมาจากสงคราม”

    “ผ่านตัวละครคุณย่าเสี่ยวลานและเฮือง หลานสาวของเธอ ฉันรู้สึกราวกับได้พูดคุยกับพวกเขา ได้เดินตามรอยเท้าของพวกเขา และจินตนาการถึงความฝันและความหวังที่พวกเขาเคยมี”

    นับตั้งแต่นวนิยายได้รับการตีพิมพ์ เกว๊ มาย ได้รับข้อความจากผู้อ่านจำนวนมาก หลายคนบอกว่าเรื่องราวในหนังสือคล้ายคลึงกับชีวิตและประสบการณ์ของครอบครัวตนเองอย่างน่าประหลาด นวนิยายทำให้พวกเขารู้สึกว่าเรื่องราวของตนได้รับการมองเห็น และรู้สึกยินดีที่ผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติทั่วโลกได้รับรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาและครอบครัวเคยต้องเผชิญ

 

 

เมื่อเรื่องราวของเวียดนามเดินทางไปถึงผู้อ่าน 27 ภาษา

    เมื่อถูกถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับการที่ The Mountains Sing ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากมาย เกว๊ มาย ตอบทันทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นยิ่งกว่าความฝันที่กลายเป็นจริง

    “นี่เป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะมีนักเขียนเวียดนามเพียงไม่กี่คนที่ผลงานได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ฉันอยากขอบคุณนักแปล บรรณาธิการ และสำนักพิมพ์ทุกคนที่ทำงาน อยู่เบื้องหลัง”

 

    กว่า 51 ปีหลังสงครามอเมริกันในเวียดนาม ความสัมพันธ์และกระบวนการปรองดองระหว่างเวียดนามกับสหรัฐอเมริกาเดินหน้ามาไกลอย่างมาก แต่บาดแผลที่เคยแบ่งแยกประเทศและครอบครัว ทั้งผู้คนที่ยังอาศัยอยู่ในเวียดนามและชาวเวียดนามพลัดถิ่น ยังคงลึกและเจ็บปวด ด้วยเหตุนี้ The Mountains Sing จึงเลือกวาง “ชาวเวียดนาม” ไว้ ณ ศูนย์กลางของเรื่อง ด้วยความหวังว่าจะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เริ่มต้นบทสนทนาที่ยากลำบาก แต่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจ เยียวยาบาดแผล และก้าวต่อไปด้วยกัน

    ขณะเดียวกัน เกว๊ มาย หวังว่าเรื่องราวของเฮืองและเสี่ยวลานจะพาผู้อ่านจากทั่วโลกไปค้นพบสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนมีร่วมกัน นั่นคือ ความเป็นมนุษย์

    ดังถ้อยคำของเฮืองในนวนิยายที่ว่า

    “ฉันเชื่ออย่างประหลาดว่า หากผู้คนยินดีที่จะอ่านเรื่องราวของกันและกัน และมองเห็นแสงสว่างจากวัฒนธรรมของผู้อื่น โลกใบนี้ก็คงไม่มีสงคราม”

 

 

 

    The Mountains Sing ผลงานนวนิยายอันทรงพลังของ เหงียน ฟาน เกว๊ มาย ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ เมื่อขุนเขาขับขาน ถ่ายทอดเรื่องราวของครอบครัว ความสูญเสีย ความหวัง และบาดแผลจากสงคราม ผ่านสายตาของผู้หญิงเวียดนามหลายชั่วอายุคน พร้อมชวนผู้อ่านมองเห็นความเป็นมนุษย์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน แม้จะอยู่ท่ามกลางความแตกต่างและความขัดแย้ง

     เมื่อขุนเขาขับขาน ฉบับภาษาไทย วางจำหน่ายแล้ววันนี้ สามารถหาซื้อได้ที่ ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ และ ทุกช่องทางออนไลน์ของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น

Writer

The Reader by Praphansarn