Google play App Store

9 เรื่องเล่าพระราชอารมณ์ขันของในหลวง

เก็บไว้อ่านยามคิดถึงพ่อ

04 พฤศจิกายน 2559

9 เรื่องเล่าพระราชอารมณ์ขันของในหลวง

เรื่องที่ 1 “ไม่เห็นฝุ่น”
ครั้งหนึ่งในการแข่งขันเรือใบประมาณปีพ.ศ. 2527-2528 พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์มหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแข่งเรือใบพร้อมผู้ร่วมแข่งขันอีกประมาณ 60-70 ลำ ก่อนออกสตาร์ทจะมีสัญญาณ 1, 2, 5 นาที มันมีสัญญาณก่อนสตาร์ท 1 นาที พระองค์ทรงเข้าใจสัญญาณผิด นึกว่าออกสตาร์ทแล้ว พระองค์เลยออกเรือก่อน 1 นาที เมื่อทรงรู้ว่าผิด ก็ทรงกลับมาเริ่มใหม่ ออกสตาร์ทในลำที่ 30 จากทั้งหมด 60-70 ลำ และพระองค์ทรงเข้าเส้นชัยเป็นที่ 5 แสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์อย่างมาก

ในครั้งนั้นผู้ชนะเลิศอันดับ 1 คือ พล.ร.อ.ประภัทร์เผ่า ปัณยาชีวะ และอันดับ 2 ม.จ.ภีศเดช รัชนี พระสหายซึ่งเป็นผู้ถวายคำแนะนำเกี่ยวกับการเล่นและการต่อเรือใบในระยะแรกๆ ตามด้วยอันดับ 3 พล.ร.อ.ไพบูลย์ นาคยุคล หลังจากการแข่งขัน พระองค์ทรงตรัสด้วยพระอารมณ์ขันว่า “...นี่ถ้าฉันไม่ล้ำเส้น ภีศเดช คงไม่เห็นฝุ่นฉันหรอก”ม.จ.ภีศเดชทูลตอบว่า “ในทะเลไม่มีฝุ่นพะย่ะค่ะ” คำตอบนั้นทำให้พระองค์สรวลอย่างชอบพระทัย

เรื่องที่ 2 “ความซนในวัยเยาว์”
"วันหนึ่งแม่ได้ยินเสียงร้องเพลงเอะอะออกมาจากห้องเย็บผ้า เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นสองพระองค์เอากระโปรงที่พาดไว้ที่พนักเก้าอี้ เพื่อจะแก้เมื่อมีเวลา มาสวมเต้นระบำแบบฮาวายจนตะเข็บขาดหมด แม่ก็ถามว่า ทำไมจึงเอากระโปรงของแม่มาเล่นเช่นนี้ ได้รับคำตอบว่ากระโปรงตกอยู่ที่พื้น นึกว่าไม่ใช้แล้ว แม่เลยปรับเสียคนละ 2 แฟรงค์" สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเล่าไว้ใน “เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์”

เรื่องที่ 3 “Mickey Mouse ร่วมเฟรม”
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเล่าถึงความชื่นชอบของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อตัวการ์ตูน มิกกี้เมาส์ ที่พระองค์ทรงโปรดปรานเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ไว้ในหนังสือ “เวลาเป็นของมีค่า” ความตอนหนึ่งว่า... “เมื่อลูกชายอายุ 6-8 ขวบ แม่ได้ซื้อตุ๊กตา Mickey Mouse เป็นยางให้คนละตัว เวลานั้นเป็นของใหม่ ทั้งสองคนชอบมาก จนเมื่อไปถ่ายรูปที่ร้านก็เอาไปถ่ายด้วย เมื่อแม่เห็นแบบปักเป็นรูป Mickey Mouse ก็รีบซื้อมาปักให้ลูกชายคนเล็ก”

เราจะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงโปรด Mickey Mouse มากจริงๆ ถึงกับต้องเอาเข้าร่วมเฟรมรูปด้วย เป็นอีกหนึ่งความน่ารักในวัยเยาว์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เมื่อได้อ่านอดที่ยิ้มออกมาไม่ได้

เรื่องที่ 4 “สามร้อยตุ่ม”
ส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เราจะเห็นพระองค์จะทรงมีพระพักต์ที่จริงจัง มุ่งมั่นทรงงาน แต่ขณะเดียวกันพระองค์ยังคงมีพระราชอารมณ์ขัน ดังความตอนหนึ่งจากหนังสือ พระราชอารมณ์ขัน ว่า...

ครั้งหนึ่งทรงมีรับสั่งเล่าเรื่อง “ยุง” ด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า “ที่บางจากแต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่ เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง กลับมาขาบวมแดง ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแดงลองนับดูได้ข้างละร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี”

เรื่องที่ 5 “พระหทัยเต้นคล้ายๆ กับจังหวะห้าสี่”
ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีอาการไข้ขึ้นสูง พระหทัยเต้นไม่เป็นปกติแต่ก็ยังทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา ในฐานะนักดนตรี ได้รับสั่งกับหมอว่าจังหวะการเต้นของพระหทัยนี้ คล้ายๆ กับจังหวะห้าสี่ในทางดนตรี และหลังจากทรงหายพระประชวรแล้ว พระองค์ท่านก็ทรงแต่งเพลงแจ๊ส จังหวะห้าสี่ขึ้นเพลงหนึ่งใช้ชื่อว่า “High Fever”

เรื่องที่ 6 “ชื่อเดียวกันเลย”
เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวงดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน เพราะเรียนมาตั้งแต่เล็กแต่ไม่เคยได้ใช้ เมื่อออกงานใหญ่จึงตื่นเต้นประหม่า ซึ่งเป็นธรรมดาของคนทั่วไป และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน หรือกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระราชานุกิจต่างๆนานัปการ

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ เคยเล่าให้ฟังว่า ด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมีมากล้น จนบางคนถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่ายามกราบบังคมทูลฯ จึงมีผิดพลาดเสมอ แม้จะซักซ้อมมาเป็นอย่างดีก็ตาม ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า “พลตรีภูมิพลอดุลยเดช” ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลรายงาน…” เมื่อคำกราบบังคมทูล ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า “เออ ดี เราชื่อเดียวกัน…” ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าฯต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้กราบบังคมทูลรายงานตื่นเต้นจนกระทั่งจำชื่อตนเองไม่ได้

เรื่องที่ 7 “ทุกข์ยามดึก”
พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพระดาบส อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข…การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟังและติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ จึงทรงทราบความลำบาก ความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย

ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอ กดคีย์ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี

ที่จัดได้ว่าโชคดีคือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ “ปทุมวัน” กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อนเนื่องจากหิวโหย ไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสาร จึงได้รับสั่งทางวิทยุกับผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า “โปรดเกล้าฯพระราชทานตู้เย็นเพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้”

เรื่องที่ 8 “เราจับได้แล้ว”
ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ…ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ “ก้าวไกลไทยทำ” วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 The BOI Fair 1995 Commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej’s Reign” (Board of Investment Fair 1995 BOI) หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามศาลาการแสดงต่างๆ ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์)

ภายในศาลาแต่งเป็น “พิภพใต้ทะเล” โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด “Magic Vision” น้ำลึก 20,000 Leagues จะมีช่วงให้เห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็กๆสีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่า…ถ้าใครจับปลาได้ เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์ พวกเราไขว่คว้าเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “เราจับได้แล้ว” พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู แล้วรับสั่งต่อ “อยู่ในนี้” ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลาและจับต้องได้ บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้

เรื่องที่ 9 “ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด”
เรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านให้เพื่อนๆฟังตั้งหลายเรื่อง วันนี้เริ่มเรื่องนี้ก่อนแล้วกันนะ เรื่องมีอยู่ว่า เหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2513 วันนั้นท่านเสด็จฯไปหมู่บ้านท้ายดอยจอมหด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ไปแอ่วบ้านเฮา ท่านก็เสด็จฯตามเขาเข้าไปในบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่และมุงหญ้าแห้ง เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้าง จนมีคราบดำๆจับ ทางผู้ติดตามรู้สึกเป็นห่วง เพราะปกติไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบ จึงกระซิบทูลว่า ควรจะทรงทำท่าเสวย แล้วส่งถ้วยพระราชทานผู้ติดตามจัดการ แต่ท่านก็ทรงดวดเอง กรึ๊บเดียวเกลี้ยง ตอนหลังรับสั่งว่า “ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด” ซึ้งไหมล่ะ???

 

ข้อมูล : doisaengdham.org
พระบรมฉายาลักษณ์จาก : FB Thailand image
เรียบเรียง : พชรวี

Share: | View : 551