เจ๋ง! 4 วิธีคิดชื่อเรื่องนิยาย ให้โดดเด่นเป็นที่จดจำ

ชาวนักเขียนทุกคน คงเคยประสบปัญหาคิดชื่อนิยายที่ตัวเองแต่งไม่ออกใช่ไหมคะ บางทีอยากจะเปิดบทความลงเว็บแล้ว แต่ติดตรงชื่อเรื่อง ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไรดี จะเขียนว่า ว่างไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยคิด

18 กันยายน 2556

เจ๋ง! 4 วิธีคิดชื่อเรื่องนิยาย ให้โดดเด่นเป็นที่จดจำ

ชาวนักเขียนทุกคน คงเคยประสบปัญหาคิดชื่อนิยายที่ตัวเองแต่งไม่ออกใช่ไหมคะ บางทีอยากจะเปิดบทความลงเว็บแล้ว แต่ติดตรงชื่อเรื่อง ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไรดี จะเขียนว่า "ว่างไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยคิด" ก็กลัวคนจะไม่เข้ามาอ่าน เพราะชื่อเรื่องนี่ก็ถือเป็นจุดดึงดูดคนอ่านได้เหมือนกัน วันนี้มีวิธีการคิดชื่อนิยายในแบบต่างๆ มาฝากกันค่ะ

1. คิดจากชื่อตัวเอกของเรื่อง
การคิดชื่อแบบนี้มักเกิดจากการที่ตัวตนของตัวเอกนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เนื้อเรื่องดำเนินไปได้ เช่น หนังสือชุด Harry Potter ของ J.K. Rowling ก็เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเด็กชายที่ชื่อแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยเฉพาะ ไม่ได้เน้นโลกพ่อมด ไม่ได้เน้นศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ หรือรอน

 

วิธีคิดชื่อเรื่องนิยาย ให้โดดเด่นเป็นที่จดจำ

 

การตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ทำให้คนอ่านรู้ได้ทันทีว่านิยายเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับตัวละครที่ปรากฏบนชื่อเรื่องแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ และตัวละครที่ปรากฏเป็นชื่อเรื่องต้องมีอะไรพิเศษสักอย่าง ถึงได้ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ได้

2. คิดจากชื่อสถานที่ วัตถุ หรือ กิจกรรมบางอย่าง
หากว่าตัวละครหลักนั้นไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่มีอยู่ในเรื่องอย่าง สถานที่ วัตถุ หรือกิจกรรมที่ทำให้เรื่องทั้งหมดดำเนินไปได้ เช่น นิยายที่เป็นเกมออนไลน์ต่างๆ ก็ตั้งชื่อให้เป็นชื่อเกมไปเลย เพราะมันเป็นศูนย์รวมที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น ผู้เขียนก็จะนำเสนอระบบของเกม ตัวเกม และคนแบบต่างๆ ที่เข้าไปเล่นเกมนั้นมากกว่าจะเน้นแค่ตัวเอกคนเดียว

 

วิธีคิดชื่อเรื่องนิยาย ให้โดดเด่นเป็นที่จดจำ

 

การตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ก็ชัดเจนตรงที่คนอ่านพอจะรู้ว่ากำลังจะได้เจออะไร พอจะเข้าใจพล็อตคร่าวๆ จากชื่อเรื่องเช่น ชื่อ The Princess Diaries ของ Meg Cabot แปลว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวอะไรกับชีวิตส่วนตัวของเจ้าหญิงเป็นแน่ คงไม่มีทางเกี่ยวข้องกับคนขายไอติมไปได้

3. คิดจากพล็อตรวมๆ ของเรื่อง
ส่วนใหญ่แล้วนิยายจะเอาพล็อตรวมๆ ของเรื่องมาคิดชื่อเรื่องไปเลย เช่น จำเลยรัก ของ ชูวงศ์ ฉายะจินดา แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องมีใครสักคนตกเป็น "จำเลยความรัก" ของอีกคน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดก็ต้องไปอ่านเอาเองในเล่ม หรืออย่างหนังสือชุด A Series of Unfortunate Events ของ Lemony Snicket ก็แน่อยู่แล้วว่าพล็อตรวมๆ ของเรื่องต้องเป็นเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวหลักแน่

วิธีคิดชื่อเรื่องนิยาย ให้โดดเด่นเป็นที่จดจำ

การตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ก็ทำให้คนอ่านเข้าใจว่านิยายที่กำลังจะอ่านนั้นมีเนื้อเรื่องไปในทิศทางไหน และน่าจะเป็นแนวทางการตั้งชื่อเรื่องที่ยอดฮิตที่สุดแล้ว เพราะนักเขียนมือใหม่หลายคนก็จะมีความเชื่อว่าชื่อเรื่องนั้นเป็นการสรุปเนื้อหาของนิยายเรื่องนั้นในคำแค่ไม่กี่คำ แต่มันก็มีนิยายบางเรื่องที่คิดชื่อประหลาดไม่เหมือนใคร ลองมาดูข้อต่อไปกันค่ะ

4. คิดจากแก่นของเรื่อง
การคิดชื่อเรื่องแบบนี้เป็นการคิดแหวกแนว นั่นคือ เราไม่จำเป็นต้องบอกคนอ่านว่าเขากำลังจะอ่านเรื่องเกี่ยวกับอะไร หรือใครเป็นตัวเอก แต่ตั้งชื่อเรื่องโดยใช้ "แก่น" ของเรื่องเลย เช่น To Kill a Mocking Bird ของ Harper Lee หรือ The Rag and Bone Shop ของ Robert Colmier

 

วิธีคิดชื่อเรื่องนิยาย ให้โดดเด่นเป็นที่จดจำ

 

เมื่อเราเห็นชื่อเรื่องแล้วก็คงคิดว่ามันต้องเกี่ยวอะไรกับร้านค้าแน่ๆ เพราะมันมีคำว่า shop อยู่ แต่พออ่านไปเรื่อยๆ ก็จะได้รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกับร้านค้า (shop) กระดูก (bone) หรือผ้าขี้ริ้ว (rag) เลย แต่มันเกี่ยวกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่าเด็กผู้หญิงที่เคยเล่นด้วยกัน ทำให้เขาถูกจับมาสอบสวนในห้องแคบๆ โดยนักจิตวิทยาที่พยายามกดดันให้เขาสารภาพความผิดที่เขาไม่ได้ก่อ

ชื่อเรื่อง The Rag and Bone Shop นั้น ต้องเป็นคนที่อ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดจบแล้ว และ "ตีความ" สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง จึงจะเข้าใจว่าทำไมคนเขียนถึงต้องตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ แน่นอนว่าการตั้งชื่อแหวกแนวแบบนี้ คนอ่านอย่างเราอาจจะงงๆ ต้องพลิกไปอ่านเรื่องย่ออีกว่านี่มันเรื่องเกี่ยวกับอะไร พอได้เห็นว่าเรื่องย่อก็ไม่เกี่ยวอะไรกับชื่อเรื่อง ยิ่งพาลไม่อยากจะสนใจเสีย แต่งานเขียนที่ทำแบบนี้ได้คนเขียนต้องวางโครงเรื่องและมีชั้นเชิงในการซ่อน "สาร" ที่ดีมาก แม้ชื่อเรื่องจะดูไม่น่าสนใจ แต่ลองได้อ่านแล้วรับรองว่าคุ้มค่ะ

แต่การตั้งชื่อเรื่องแบบนี้คงไม่เหมาะกับการเขียนลงเว็บเท่าไร เพราะเราจะไม่สามารถคิดชื่อเรื่องล่วงหน้าได้ นอกเสียจากจะวางพล็อตเรื่องมาอย่างดีแล้ว ถ้าหากใครที่ต้องการเปลี่ยนชื่อเรื่องก่อนการตีพิมพ์จะลองใช้วิธีแบบที่ 4 ก็ได้นะคะ สุดท้ายนี้ ก็ขอบอกว่าสี่วิธีนี้ใช่ว่าจะเอาไปใช้ได้หมดกับนิยายทุกเรื่อง มันต้องดูองค์ประกอบหลายอย่างซึ่งมีแต่ผู้เขียนเท่านั้นถึงจะรู้ว่าวิธีการตั้งชื่อแบบไหนเหมาะกับตัวเองที่สุด

ถ้า J.K Rowling เปลี่ยนใจ ไปตั้งชื่อหนังสือขายดีของเธอโดยเอาสถานที่ที่เป็นโรงเรียนฮอกวอร์ตซ์เป็นหลัก กลายเป็นหนังสือชื่อ Hogwarts School of Witchcraft and Wizardy คนก็คงอยากอ่าน แต่...เนื้อเรื่องมันคงไม่เกี่ยวกับเด็กชายผู้รอดชีวิตอีกต่อไป มันจะกลายเป็นเรื่องราวของโรงเรียนสอนพ่อมดแม่มดไปแทน เผลอๆ พระเอกอาจจะเปลี่ยนเป็นสเนปก็ได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.dek-d.com/content/writer/32418/

 

Share: | View : 173