ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง คุณอาทร เตชะธาดา ได้ให้เกียรติมานั่งสนทนาเพื่อเล่าสู่กันฟังถึงนิยายเรื่องใหม่ของคุณอัญชัน ที่เปี่ยมด้วยแววตามีประกายของนักอ่านผู้ผ่านโลกวรรณกรรมมาอย่างยาวนาน เมื่อเอ่ยถึงชื่อของ อัญชัน น้ำเสียงของเขาแฝงทั้งความเคารพและความผูกพัน ราวกับกำลังกล่าวถึงนักประพันธ์ที่ร่วมเดินทางกันมาหลายทศวรรษ
จาก “อัญมณีแห่งชีวิต” สู่ความผูกพันในโลกหนังสือ
คุณอาทรย้อนเล่าถึงวันที่ได้รู้จักงานของอัญชันครั้งแรก ผ่านรวมเรื่องสั้นรางวัลซีไรต์อย่าง อัญมณีแห่งชีวิต ในเวลานั้นเขาเป็นผู้จัดจำหน่าย และต่อมากลายเป็นผู้จัดพิมพ์ผลงานของเธอด้วยตนเอง กระแสตอบรับที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้เขาตระหนักถึงพลังของงานเขียนที่ไม่ได้อาศัยเพียงโครงเรื่อง หากแต่อาศัยภาษา ความละเอียดอ่อน และสายตาที่มองทะลุเข้าไปในชีวิตมนุษย์
“หนังสือบางเล่มเราไม่ต้องผลักดันมาก มันเดินของมันเอง” เขากล่าวเรียบ ๆ คล้ายกำลังอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ มากกว่าความสำเร็จทางการตลาด
การเดินทางของตันฉบับ จาก Stalker สู่ ปริศนานักล่า
เมื่อบทสนทนาขยับมาถึงนวนิยายเล่มล่าสุดอย่าง ปริศนานักล่า คุณอาทรเล่าว่า… นวนิยายความยาวกว่าหกร้อยหน้าที่เริ่มต้นจากต้นฉบับภาษาอังกฤษในชื่อ Stalker ก่อนถูกแปลและขัดเกลาจนกลายเป็นฉบับภาษาไทยที่เขาเชื่อว่า “เสมือนนักเขียนลงมือเขียนใหม่อีกครั้ง”
สำหรับเขา ความน่าสนใจของเล่มนี้ไม่ได้อยู่เพียงความเข้มข้นของพล็อต หากอยู่ที่จังหวะการเล่าเรื่องที่ชวนให้ผู้อ่านพลิกหน้าต่อหน้าอย่างแทบไม่รู้ตัว แม้บทแรกจะยาว หากกลับไม่ทำให้รู้สึกอืดอาด เพราะการพรรณนาของอัญชันมีพลังพาใจคนอ่านเคลื่อนเข้าไปในโลกของเรื่องอย่างแนบเนียน
ฉากฝั่งธนบุรี และความทรงจำที่มีชีวิต
ฉากหลังในยุคปลายสมัยรัชกาลที่ 6 โดยเฉพาะภาพฝั่งธนบุรี ร่องสวน แม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังใสสะอาด กลายเป็นความทรงจำร่วมระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านโดยไม่ต้องบอกตรง ๆ คุณอาทรในฐานะคนฝั่งธนฯ ยอมรับว่ารู้สึกผูกพันเป็นพิเศษ เพราะรายละเอียดเหล่านั้นไม่ใช่เพียงฉาก หากเป็นภูมิหลังทางอารมณ์ที่หล่อเลี้ยงตัวละครให้มีเลือดเนื้อ การบรรยายสถานที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่ตกแต่ง แต่เป็นรากฐานของความรู้สึก และเป็นเสน่ห์ประจำตัวของนักเขียนผู้นี้มาโดยตลอด
โครงสร้างสามภาคและการดำดิ่งสู่ด้านมืด
คุณอาทรให้ความสำคัญกับโครงสร้างสามภาคของเรื่องอย่างชัดเจน ภาคแรกปูพื้นชีวิตของอานันท์ หรือ “สุดที่รัก” เด็กหนุ่มในตระกูลศักดินา ภาคสองค่อย ๆ ดำดิ่งสู่ด้านมืดของจิตใจมนุษย์ ขณะที่ภาคสามขยายคำถามไปสู่ระดับที่เกินกว่าชีวิตปัจเจก
ความ “มืดมน”ของแต่ละชีวิตตัวละคร ในสายตาของคุณอาทร ไม่ใช่ความมืดเพื่อความสะเทือนใจ หากเป็นกลวิธีสะท้อนรากเหง้าของกิเลสมนุษย์โดยไม่เทศนา ตัวละครอย่างลินจงซึ่งใช้เสน่ห์และเพศภาวะเป็นเครื่องมือ กลายเป็นศูนย์กลางของแรงสั่นสะเทือนในเรื่อง เธอไม่ใช่เพียงหญิงร้าย หากเป็นกลไกที่เปิดโปงความอ่อนแอของผู้ชายทุกชนชั้น
ส่วนอานันท์ ผู้ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “คนดี” ก็ต้องเผชิญความหักเหจากการยอมจำนนต่อแรงปรารถนา จุดนี้เองที่ทำให้ผู้อ่านต้องตั้งคำถามกับตนเองว่า ความดีที่เราเชื่อมั่นนั้นมั่นคงเพียงใด คำพูดก่อนตายที่อานันท์ต้องการให้ลูกชายค้นหา คือการตั้งคำถามกับทุกคนบนโลกนี้
“สัญญา…หาให้ได้…เพื่อพ่อ…ว่า..ทำไม..”
“ทำไม…เรา…ทุกข์…หาให้ได้”
นั่นคือคำถามที่ลึกกว่าพล็อต “เราเกิดมาทำไม แล้วทำไมเราต้องทุกข์”
และเป็นหนึ่งในประโยคสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือคำถามจากครูฝรั่งที่ถามตัวเอกว่า “เราเกิดมาทำไม” สำหรับคุณอาทร คำถามนี้คือแกนกลางที่เชื่อมโยงทุกเหตุการณ์เข้าหากัน
โชคชะตาในเรื่องอาจดูเหมือนแรงภายนอก แต่แท้จริงแล้วมันคือสิ่งที่ก่อตัวอยู่ภายในใจ “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากน้ำหนักของถ้อยคำกลับชัดเจน นวนิยายจึงมิใช่เพียงการเล่าเหตุการณ์ หากเป็นการสำรวจภูมิประเทศภายในของมนุษย์
ใครคือนักล่า
เมื่อถามถึงความหมายของ “นักล่า” คุณอาทรมองว่ามันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวละครใดตัวละครหนึ่ง หากเป็นสัญลักษณ์ของพลังบางอย่างที่คอยเฝ้าจ้อง ครอบงำ และชักใยชีวิตมนุษย์อย่างแนบเนียน การใช้ภาพห้องวอร์รูมและสัญลักษณ์ของสีแดง สีเขียวในภาคสาม เป็นเพียงกลวิธีทำให้แนวคิดนามธรรมถูกถ่ายทอดในรูปแบบจับต้องได้
เขาชื่นชมความเหนือชั้นของวิธีเล่า ที่ทำให้ประเด็นเชิงศาสนาไม่กลายเป็นภาระ แต่กลับกลมกลืนไปกับความตื่นเต้นของพล็อต จนผู้อ่านอาจไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังถูกชวนให้ตั้งคำถามกับชีวิตตนเอง
อ่านอย่างเปิดใจ แล้วคำตอบจะค่อย ๆ ปรากฎ
เมื่อถามว่าผู้อ่านควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเปิดหนังสือเล่มนี้ เขาตอบอย่างมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องติดป้ายกำกับใด ๆ ไม่ต้องคิดล่วงหน้าว่านี่คือนิยายแนวไหน หรือเมจิกเรียลลิสม์ เพียงอ่านอย่างเปิดใจ แล้วประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนจะทำหน้าที่ตีความให้เอง
หนังสือที่ดีไม่ให้คำตอบสำเร็จรูป หากชวนให้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง และเมื่อเวลาผ่านไป การกลับมาอ่านอีกครั้งก็อาจพบลายแทงใหม่ที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนก็ได้
ก่อนจบบทสนทนา คุณอาทรกล่าวทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำเรียบง่ายว่า ปริศนานักล่า คือผลงานที่นำความซับซ้อนภายในมนุษย์มาเล่าเป็นเรื่องราวได้อย่างมีศิลปะ ทั้งสนุก ตื่นเต้น และท้าทายความคิดในเวลาเดียวกัน เพราะมีทั้งความลึกลับ ความเป็นจริงของชีวิต และแฟนตาซี เพื่อให้เราได้ค้นหา
บางที คำตอบ อาจไม่ได้อยู่ในตอนจบของเรื่อง แต่อยู่ในช่วงเวลาที่เราหยุดถามตัวเองว่า แท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่กำลังล่า และใครกันแน่ที่กำลังถูกล่าอยู่ตลอดเวลา และเราจะหยุดนักล่าที่เฝ้าติดตามตัวเราได้หรือไม่ และด้วยวิธีใด้ ค้นหาคำตอบได้ใน ปริศนานักล่า โดย อัญชัน