เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

งานเขียนช่วยบำบัดตัวเรา

24 กรกฎาคม 2555

เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

ภายหลังการประกาศผลรางวัลซีไรท์ปี 2547 ประเภทบทกวีออกมาเป็น "แม่น้ำรำลึก" ของเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ วิถีชีวิตที่สงบสุขในสวนป่าแถบจังหวัดจันทบุรีของเขาก็เปลี่ยนไป จากที่เคยนอนเปล สูบยาอ่านหนังสือ ชมนกชมไม้ ตารางเวลาของเขาถูกบรรจุด้วยการเดินสายไปจังหวัดต่างๆ เพื่อบรรยายและเป็นวิทยากรให้กับหลายหน่วยงาน ไม่นับที่ต้องให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งหลายที่ เว็ปไซท์ www.praphansarn.com เลือกที่จะสัมภาษณ์เขาช้ากว่าที่อื่น ทิ้งช่วงเวลาให้ผ่านมาสักระยะ เพื่อต้องการถามไถ่ว่าชีวิตของเขายังสุขสบายดีหรือไร...

เริ่มคุ้นกับชีวิตแบบนี้หรือยัง
ไม่เชิงแปลกแยก เป็นธรรมดา ก็คุยเท่าที่คุยได้

ช่วงนี้ไม่ได้เขียนหนังสือใช่ไหม
ยากมาก ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้

งานเขียนของคุณมักเกิดขึ้นในต่างหวัดหรือเปล่า
อยู่ในเมืองก็เขียนได้ แต่ต้องขอมุมสงบสักหน่อยหนึ่ง

เขียนงานตอนไหน
ที่ผ่านมาเขียนตอนกลางวันนะ กลางคืนชอบอ่านมากกว่า แล้วก็นอน

เล่าสักนิดว่าเข้ามาสู่เส้นทางนักเขียนอย่างอย่างไร
เรียนจบ ม.6 จะเข้ามาสอบเรียนต่อในเมือง เปิดหนังสือฟ้าเมืองทองอ่าน แล้วก็ตัดสินใจวูบนั้นเลยว่าไม่เรียนแล้ว กลับบ้านดีกว่า ไปเป็นนักเขียน โดยที่ไม่มีพื้นฐานการเขียนหนังสือนะ ตอนเรียนก็ไม่ได้เขียนหนังสือ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจอย่างนั้น กลับบ้านไปช่วยแม่ทำไร่อ้อย แล้วก็เขียนหนังสือ

ไม่เคยวอกแวกเลยหรือ
ก็ไม่เคยหยุดกับมัน คล้ายๆว่ามีความสุขที่อยู่กับมัน

ตอนนั้นอยู่จังหวัดไหน
ช่วงแรกก็อยู่สุพรรณ แล้วก็ไปเป็นทหารเกณฑ์อยู่ 2 ปีที่กาญจนบุรี จากนั้นก็ไปทำงานโรงงาน เพราะอยู่บ้านนานๆก็มีแรงกดดันจากครอบครัว ว่าทำอะไรอยู่ ไม่เป็นโล้เป็นพาย มีงานตีพิมพ์จริง แต่ก็ได้ตังค์บ้างไม่ได้ตังค์บ้าง ยึดเป็นอาชีพไม่ได้ ก็คิดว่าไปสู่โลกลำพังดีกว่า ใช้วุฒิ ม.6 ทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงทอง พอมีโอกาสค่อยทำงานเขียน

ได้ยินว่าเป็นคนดื่มเหล้าเก่ง
เป็นคนดื่มเหล้า แต่ไม่เคยทำงานเวลาที่เมา อาจจะมีแก้วสองแก้วให้เลือดลมเดินดี ขณะที่เรากินเหล้าก็มีเวลาครุ่นคิดพินิจนึกอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน

อ่านสัมภาษณ์คุณเรื่องหนังสือที่ชอบในนิตยสาร mars คุณเปรียบเทียบหนังสือกับภาพวาดเยอะมาก คุณเป็นคนที่ชอบรูปวาดหรือเปล่า
อาจจะฝังใจตั้งแต่วัยเด็กว่าอยากเป็นจิตรกร ก็เลยชอบอ่านงานที่เห็นสีในงานเขียน

ตอนนี้ยังอยากเป็นจิตรกรอยู่ไหม
ยังอยากเป็น แต่อาจจะเขียนตอนอายุมากๆ

ได้ลองวาดรูปไว้บ้างหรือเปล่า
ยังไม่ได้ลอง มีคนซื้อสี พู่กันให้ แต่ยังไม่ได้เขียน คิดว่าไปด้วยกันได้ เป็นงานอดิเรก

วางแผนเรื่องงานเขียนในอนาคตอย่างไร
จะเขียนนิยายยาวๆ 1 เรื่องใช้เวลา 5 ปี เต็มที่กับมัน ละเมียดละไมกับมัน ไม่รีบร้อน

แก้ไขขัดเกลางานตัวเองมากไหม
ส่วนมากจะไม่ค่อยแก้ไขงานตัวเองมากนัก อยากจะให้ได้อารมณ์สดๆตรงนั้น อาจจะมีอ่อนด้อยบ้าง ผิดพลาดบ้าง ก็ต้องยอมรับ เพราะช่วงเวลานั้นเราคิดได้แค่นี้ เราไม่สามารถที่จะปราดเปรื่องโดยการย้อนกลับมาแก้งานของตนเอง

ยังมีความสุขกับชีวิตนักเขียนใช่ไหม
อยู่กับมันมาครึ่งชีวิตแล้ว ปีนี้อายุ 38-39 ปี คิดว่าก็คงจะไปจนสุดทาง อยู่กับมันจนตายกันไปข้างหนึ่ง ไม่ได้คิดอย่างอื่น

มีงานเขียนแบบที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำไหม
อยากลองทำทุกอย่าง แต่ต้องรู้ข้อจำกัดว่าเราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง ทำสิ่งที่เราทำได้ให้ดีที่สุดดีกว่า อยากเขียนสารคดี แต่เมื่ออ่านงานของคนอื่นพบว่าเขาเขียนได้ดีกว่า ก็ต้องยอมรับ ว่าเราได้แค่นี้

ถนัดวรรณกรรมมากกว่าใช่ไหม
ก็มาสายนี้ร่วม 20 ปี จบมัธยมปี 2528 นี่ก็กำลังจะปี 2548

งานแนวนี้มีเสน่ห์อะไรดึงดูดคุณไว้
งานเขียนช่วยบำบัดตัวเรา เราน่าจะมีความป่วยไข้อยู่ข้างใน เมื่อได้ทำงานเขียน เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่าที่จะอยู่บนโลกนี้ อาจจะมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย ยังคิดไม่ออกว่าถ้าเขียนหนังสือไม่ได้จะมีชีวิตอยู่อย่างไร อาจจะทำงานมีเงินเดือน แต่ไม่ตอบสนองข้างใน คล้ายๆว่าเราทำงานงานก็ทำกับเราด้วย

ทำไมผลงานของคุณมีเรื่องเกี่ยวกับสายน้ำเยอะ
เพราะเป็นคนเกิดริมน้ำ เลยรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ เรื่องที่มีน้ำอยู่มันเป็นสัญลักษณ์ เป็นเวลาที่ล่วงผ่าน อยากให้มีอยู่ทุกเรื่องเหมือนกัน แม้จะหนีมาเขียนเรื่องภูเขาก็ยังมีลำธาร อดไม่ได้

ผลงานของคุณจะมีเรื่องเกี่ยวกับคนเมืองบ้างไหม
คิดไม่ออกเกี่ยวกับเมือง จริงๆผมว่าไม่เกี่ยวกับเมืองหรือไม่เมือง ผมเขียนเรื่องมนุษย์ มนุษย์ในเมืองหรือชนบทก็คล้ายๆกัน เราเขียนเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ภายใน รัก โลภ โกรธ หลงข้างใน คนที่ไหนก็คงไม่แตกต่าง เพียงแต่มีฉากในเมืองเท่านั้นเอง คนชนบทก็ไม่ใช่คนน่ารัก

เชื่อเรื่องพรสวรรค์ไหม
ไม่ได้คิดเรื่องพรสวรรค์ เชื่อเรื่องความละเอียดอ่อนมากกว่า คือมองสิ่งเดียวกันแตกต่างจากคนอื่น เห็นรายละเอียดยิบย่อย คงไม่ได้เรียกพรสวรรค์

แล้วเชื่อเรื่องชะตากรรมไหม
จริงๆเรากำหนดตัวเอง จะเรียกว่าชะตากรรมไหม เราเลือกของเราเอง ไม่มีใครบังคับ เรียกมันว่าความรักดีกว่า

รู้สึกอย่างไรกับ "ฉายากวีที่หล่อที่สุด"
(หัวเราะ)เป็นเรื่องอำกันในวงเหล้ามากกว่า เป็นเรื่องล้อเล่นกัน

มีผู้หญิงเป็นแรงบันดาลใจในงานเขียนมากน้อยแค่ไหน
ผู้หญิงเป็นแรงบันดาลใจที่ดีที่สุด ยิ่งตอนอกหักยิ่งเป็นแรงบันดาลใจ

มองผู้หญิงในแง่ดีไหม
ผมมองผู้หญิงในแง่ดี ไม่เคยดูถูกผู้หญิง

แล้วที่ผู้หญิงดูถูกผู้ชายคุณมีความคิดเห็นยังไง
บางทีก็น่าดูถูกเหมือนกันนะ ผู้ชายบางทีเราก็หมาๆอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยๆเราก็รักแม่ อย่างเรากินเหล้าเมามาไม่ได้กินข้าว หิวจะเป็นลม ก็เรียกแม่ให้ทำข้าวต้มให้กิน ต่อไปจะเขียนงานไม่มีเพศ มองในแง่เป็นมนุษย์มากกว่า

บทกวี เรื่องสั้น นิยาย คุณชอบงานชนิดไหนมากที่สุด
ชอบทุกอย่าง พยายามทำให้ได้ทุกอย่าง

แต่ก็มีความแตกต่างกันใช่ไหมครับในการทำงาน 3 อย่างนี้
ใช่ เรื่องสั้นอาจจะต้องวางขั้นตอนซับซ้อนกว่า บทกวีถ้ามาก็มาวูบเลย นิยายยังรู้สึกเขียนไม่ค่อยได้ เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวมากกว่า ไม่ใช่นิยาย

ชอบดนตรีแนวไหน
ลูกทุ่งเก่าๆ ไม่คุ้นกับการฟังเพลงใหม่ๆ ชอบฟังเสียงนกเสียงใบไม้มากกว่า จะฟังเพลงก็ต้องมีแรงบันดาลใจด้วย ไม่ใช่ว่าฟังได้ตลอดเวลา เหมือนการเขียนหนังสือ ไม่ใช่ว่าตื่นมาแล้วเขียนได้ทุกวัน ต้องมีเรื่องราวมากๆจึงลงมือเขียน เลยไม่กล้ามีคอลัมน์ประจำ คงทำไม่ได้

คีตกวีกับกวีเหมือนกันไหม แล้วคิดจะแต่งเพลงไหม
จริงๆก็แต่งเป็นเพลงได้ แต่เราไม่รู้เรื่องท่วงทำนอง แต่งได้แต่เนื้อ เหมือนเมื่อก่อนที่เอาบทกวีมาทำเป็นเพลง อย่างของน้าหงา คาราวาน หรือของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

มีฮีโร่ในดวงใจไหม
ในงานเขียนมีหลายคน แต่พยายามไม่พูดถึงทุกคน เพราะกลัวตกหล่น เรื่องสั้นแรกๆได้จากคุณสุวรรณี สุคนธา เรื่องสวนสัตว์ บทกวีก็ได้จากเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

มีสิ่งใดเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิดใจ
แม่ ยังเคยคิดว่าถ้าแม่ตายไปจะเคว้งคว้างหรือเปล่า เพราะเราคุยกับแม่ได้ทุกเรื่อง เคยคุยกับคุณศักดิ์สิริ มีสมสืบแกบอกว่าแม่แกตายแกไม่เสียใจเพราะแกรู้จักแม่ดี คุยกันเข้าใจกันแล้ว เมื่อต้องจากไปก็จากไป สำหรับเราไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่า

แม่อ่านงานเขียนของคุณหรือเปล่า
แม่สายตาไม่ดี แต่เมื่อกลับไปแกบอกว่าอ่านครบทุกเล่ม ไม่เคยถามว่ารู้สึกอย่างไร แค่แกอ่านงานของเราก็พอแล้ว แกคงวิจารณ์ไม่ได้ แม่จบแค่ ป.4 แต่ดูท่าทางก็คงชอบอยู่นะ เราก็อยากให้แม่อ่าน อยากให้แกรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อชีวิตต่อโลก นอกจากคุยกันปรกติในชีวิตประจำวัน

วิถีชีวิตที่ผ่านมาของคุณอยู่ในสวนในป่าใช่ไหม
ใช่ เลือกที่จะอยู่เงียบๆมากกว่า ชอบแบบนั้น

ทราบว่าคุณอยู่กระท่อมในสวนป่าที่จันทบุรี กินข้าว 2 มื้อ เหมือนการบำเพ็ญธรรมเลย
ไม่เชิง เพราะเราก็ยังฝักใฝ่โลกีย์อยู่ ยังมีความอยาก อยากเข้าเมืองบ้าง อยากมาหาหนังสือดีๆอ่านบ้าง แต่การเขียนก็ดึงพลังของเราออกมาผ่านตัวหนังสือได้

ใช้ชีวิตอย่างนั้นวัตถุดิบไม่หมดหรือ
ก็อาจจะหมด ผมเคยให้สัมภาษณ์ว่าในชีวิตอาจจะเขียนเรื่องเดียวก็ได้ เหมือนผู้กำกับบางคนที่สร้างหนังเรื่องเดียวในชีวิต แต่สร้างหลายครั้ง แตกกิ่งแตกก้านของมันไปเรื่อย คนที่มีเรื่องเยอะๆเขียนไม่ได้ก็เยอะเหมือนกัน ข้อมูลมันล้น เราเลือกเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องเล็กๆแต่ค่อนข้างชัดเจนกับมัน

การเดินทางจำเป็นต่อนักเขียนไหม
ดี ถ้ามีโอกาส เราก็เคยฝันถึงการเดินทาง แต่ไม่มีปัจจัย ทั้งค่ารถ ที่พักที่กิน ถ้ามีโอกาสก็อยากเดินทาง ตอนนี้เราชดเชยด้วยการเดินทางข้างใน มันก็ลี้ลับซับซ้อนเหมือนกัน

การเป็นนักเขียนสอนกันได้ไหม
ไม่มีใครสอนกันได้ แต่แนะกันได้ วิจารณ์กันได้ เรียนรู้ด้วยตนเองดีกว่า ตอนแรกอาจจะติดอิทธิพลคนนั้นคนนี้บ้าง แต่ในที่สุดก็ต้องหาตนเองให้เจอจนได้

ตอนนี้เข้าใจตัวเองหรือยัง
ไม่มีทางที่จะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ศัตรูข้างในมันเคลื่อนไหวลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา .

Share: | View : 79