วีรบุรุษนิยม เป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่ในวันที่ 6 ตุลาคม เล่าเรื่องราวจากมุมมองของ ยายคราม (ภรรยา และแม่) ที่ได้ดูการแสดงกระตั้วแทงเสือของเด็กประถมและได้เห็นปฏิกิริยาของเหล่าผู้ชมที่ยิ้ม หัวเราะ และปรบมือขณะที่รับชมเด็ก ๆ ใช้หอกฆ่าและตัดหัวเสืออย่างฮึกเหิม ในขณะที่ทุกคนชื่นชมเรื่องราวของวีรบุรุษที่กำจัดความชั่วร้าย ยายครามเป็นเพียงคนเดียวที่เห็นความโหดร้ายที่ทุกคนไม่อาจมองเห็น เสือสมิงที่ถูกตั้งค่าหัวให้คนมาล่านั้นเป็นเสือร้ายจริงหรือไม่ หรือร้ายเพราะอะไรก็ไม่แน่ชัด ทุกคนสนใจเพียงบทสรุปที่เสือถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด นั่นทำให้ยายครามนึกถึงจ่าแรม สามีที่เป็นทหาร และตะวันลูกชายผู้ใฝ่ฝันถึงเสรีภาพที่ถึงแม้จะหนีเข้าป่าก็ยังไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือที่จ้องจะปลิดชีวิตของเขาได้
การแสดงกระตั้วแทงเสือคือการผลิตซ้ำของภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอดีตที่มีจุดประสงค์เพื่อยกย่อง ‘นกกระตั้ว’ ที่ทั้งตัวเล็กกว่า มีกำลังน้อยกว่าสามารถคร่าชีวิต ‘เสือ’ ที่ทั้งดุและชั่วร้ายได้จนกลายเป็น ‘วีรบุรุษ’ ในที่สุด ดังที่กล่าวในบทความ “ทั้งหมดตอกย้ำว่า มีเพียงวีรบุรุษผู้กล้าเท่านั้น ที่จะกำจัดใครก็ตามที่บังอาจทำลายความสงบเรืยบร้อยของบ้านเมืองได้” เหตุการณ์ในเรื่องล้อไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการสังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 บ้องตันที่เข้าไปล่าเสือ คือ ตำรวจและลูกเสือชาวบ้านที่ทำการสังหาร เสือที่ถูกตามล่า คือ เหล่านักศึกษา ปฏิกิริยาของผู้ชมที่หัวเราะ ปรบมือ ส่งเสียงเชียร์ให้กับการสังหารเสืออย่างโหดเหี้ยมก็ตรงกับประชาชนที่ล้อมวงอยู่ใต้ต้นมะขามยิ้มแย้มหัวเราะที่ได้เห็นศพของนึกศึกษาถูกแขวนคอซ้ำยังโดนฟาดด้วยเก้าอี้พระมหาแก้ว เปรียบได้กับ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อมาบวชซึ่งเป็นชนวนของการประท้วงของนักศึกษา ได้นั่งเฝ้ามองอย่างภาคภูมิใจที่กระตั้วแทงเสือถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำ “พระมหาแก้วผูกพันธ์กับกระตั้วแทงเสือมาแต่เด็ก”
การตั้งคำถามกับ‘ความจริง’ที่เรารับรู้
กระตั้วแทงเสือเล่าถึงบ้องตันพาลูกและภรรยาเข้าป่าไปล่าเสือสมิงที่เจ้าเมืองประกาศว่าจะตบรางวัลให้แก่คนที่สังหารมันได้ แต่ในช่วงที่ 2 คุณมองเห็นเขาไหม-ศัตรูผู้นั้น ได้กล่าวถึงเรื่องราวอีกด้านที่เกิดขึ้นในป่า ห่างไกลจากเขตบ้านเมือง ลับตาคน และไกลเกินกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายจะดำรงอยู่ได้เมื่อบ้องตันได้ปะทะกับกลุ่มชายแปลกหน้า 3 คน ทันทีที่ชายแปลกหน้าโต้กลับมาว่า “กูจะแน่ใจได้ยังไง ว่ามึงไม่ใช่สมิงแปลงตัวมา” นี่ทำให้ทุกคนรวมถึงผู้อ่านเองได้ฉุกคิดว่าความจริงที่เราเชื่อกันนั้นเป็นความจริงหรือไม่ เรื่องราวเหล่านั้นมาจากไหน ใครเป็นคนเล่า มีจุดประสงค์ใดแอบแฝงดังข้อความในตัวเรื่อง “เราจะรู้ได้ยังไงว่าใครมาดีมาร้าย ใครคือเสือ ใครคือวีรบุรุษ ใครกันแน่ที่สร้างคสามเดือดร้อนให้บ้านเมือง กระทั่งเสือที่มาล่า พวกมันมีตัวตนจริงหรือไม่ ร้ายกาจแค่ไหน เคยก่อกรรมทำเข็ญอะไรบ้าง ก็ไม่อาจบอกได้แน่ชัด ด้วยทุกสิ่งที่รับรู้ล้วนมาจากประกาศของทางการ” และประกาศจากทางการหรือความจริงที่รัฐนำเสนอเพื่อควบคุมความคิดของประชาชนก็ยังคงดำเนินต่อไปในหลากหลายรูปแบบเช่นเดียวกับ กระตั้วแทงเสือ
สังคมไทยไม่เดินหน้า รัฐประสบความสำเร็จในการผลิตซ้ำ ส่งต่อ ชุดความคิดที่บิดเบือน
ในตัวเรื่อง การแสดงกระตั้วแทงเสือยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องแม้จะมีมานานแล้วแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยย่ำอยู่กับที่ ผู้คนในเรื่องยังคงเห็นชอบกับเรื่องราวการฆ่าฟันอย่างโหดร้ายและยกย่องคนที่ลงมืออย่างเหี้ยมโหด ตรงกับสังคมเราที่ยังคงให้ความชอบธรรมกับเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษา 6 ตุลา โดยหนึ่งในสาเหตุคือการส่งเสริมของรัฐเอง ที่ใช้ประโยชน์จากทั้งสื่อ และทำทุกทางให้ประชาชนเข้าถึงสื่อนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอคือ ผู้มีอำนาจ คนดูจากที่ต่าง ๆ คือประชาชนด้วยกัน และทีมสารคดีในเรื่องคือ สื่อมวลชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างความชอบธรรมให้การสังหารหมู่และยังคงร่วมมือกันผลิตซ้ำความรุนแรงนี้ “เพื่อยืนยันความเป็นกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทาง อบต. จึงขอให้ผู้อาวุโสในชุมชนมาร่วมงานให้ได้มากที่สุด…คนแก่ที่มีลูกหลานดูแลก็ให้พากันมาเอง ส่วนที่ไม่มีใคร ทาง อบต. จะจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ไปรับส่งถึงบ้าน”
การทำให้การแสดงกระตั้วแทงเสือเป็น ‘วัฒนธรรม’ ที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น เปรียบได้กับ ‘หอกอาคม’ อาวุธที่บ้องตันใช้สังหารเสือซึ่งได้รับสืบต่อมาจากรุ่นพ่อ และตัวบ้องตันเองก็ได้ส่งต่อชุดความคิดนั้นให้กับลูกด้วยการพาลูกไปฆ่าเสือด้วยกัน รัฐยังคงผลิตซ้ำชุดความคิดนี้ดังในเรื่อง “พระมหาแก้วผูกพันกับกระตั้วแทงเสือมาแต่เด็ก ท่านเอาความชำนาญมาทุ่มเทฝึกลูกศิษย์หลายรุ่น หวังให้การแสดงนี้คงอยู่ตลอดไป”
อนาคตของคนรุ่นใหม่ที่น่ากังวล
ผู้คนต่างยิ้มแย้ม ดำเนินชีวิตกันอย่างเป็นปกติราวกับเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น มีแค่ยายคราม ผู้สูญเสียทั้งสามีและลูกที่ยังคงจำเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างแจ่มชัด ต้นไม้ดอกไม้หลากหลายพันธุ์ที่เคยอวดความงามอยู่ที่หน้าบ้านยายคราม ตอนนี้ได้แห้งตาย บ้างก็เหลือเพียงดินในกระถาง เก้าอี้โยกที่มีคนอยากซื้อต่อแต่ยายครามไม่ยอมขาย รักษาร่องรอยของสามีและลูกเอาไว้ มีเพียงคนสูญเสียที่จดจำ ซ้ำร้ายผู้ใหญ่ในสังคมยังส่งต่อชุดความคิด สอนให้ลูกหลานยกย่องการกระทำของตำรวจและทหารที่สังหารหมู่นักศึกษาจนแม้แต่เด็กประถมก็ยังดีใจที่ได้แสดงกระตั้วแทงเสือ