Google play App Store

คำถามสุด Hot! กับการเปิดร้านหนังสือ

สวัสดีครับคนรักหนังสือทุกท่าน

24 กรกฎาคม 2555

คำถามสุด Hot! กับการเปิดร้านหนังสือ

คำถามสุด Hot! กับการเปิดร้านหนังสือ

 

ที่ผมกล้ากล่าวว่าทุกคนที่อยากเปิดร้านหนังสือของตัวเอง เป็นผู้ที่มีใจรักหนังสือ นั่นเป็นเพราะทุกคนที่อยากเปิดร้านหนังสือเป็นเช่นนั้นจริงๆครับ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเปิดร้านหนังสือแล้วละก็ ลองถามตัวคุณเองสิครับ ว่าคุณรักหนังสือหรือเปล่า

วันนี้ผมมีคำถามที่ได้รับคำตอบแล้วจากผู้มีประสบการณ์ในการทำร้านหนังสือ อยู่หลายคำถามที่อยากจะทำมาเป็นความรู้เล็กๆน้อยๆให้กับผู้ที่อยากเปิดร้านหนังสือได้ลองศึกษาและทำความเข้าใจดู เพื่อที่จะได้มีความคิดต่อยอดในการทำความฝันของคุณให้เป็นจริงครับ

ทั้งนี้และทั้งนั้น ผมและสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ต้องขอขอบพระคุณ ร้านหนังสือซีเอ็ด ร้านหนังสือที่ประสบความสำเร็จจนเรียกได้ว่า เป็นร้านหนังสือที่คนไทยนึกถึงเป็นร้านแรกเมื่อต้องการซื้อหนังสือ ที่ได้เอื้อเฟื้อข้อมูลดีๆให้ทุกท่านได้เรียนรู้กันครับ

คำถาม

อยากเปิดร้านหนังต้องเริ่มต้นยังไง

ใช้เงินลงทุนประมาณเท่าไหร่

ต้องคำนึงสิ่งใดเป็นสำคัญ

ต้องติดต่อกับบริษัทหรือติดต่อกับเอเยนต์เอง

คำตอบ อยากเปิดร้านหนังสือต้องเริ่มต้นดังนี้ครับ

๑. ถามตนเองก่อนว่าอยากทำธุรกิจค้าปลีกจริงๆหรือเปล่า เพราะเป็นงานที่หนัก ต่อเนื่อง และอาจไม่ได้กำไรมากมายนัก (ยกเว้นแต่ในทำเลที่ดีจริงๆเท่านั้น)

๒. ถ้าตอบว่าอยากจริงๆ ให้ถามต่อว่าเงินที่จะมาลงทุนนั้นมีอยู่ประมาณเท่าไรที่เป็นเงินเย็น (คือ เงินที่ไม่ได้กู้ใครเขามาที่มีภาระต้องใช้คืน) และเงินจำนวนนี้หากหมดไป ชีวิตจะเดือดร้อนหรือไม่ หากเป็นเงินเย็น และไม่เดือดร้อน ก็ผ่านไปอ่านข้อถัดไปได้

๓. เลือกหาทำเลที่เหมาะสม ที่มีคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเดินผ่านมากพอ ถ้าจอดรถด้านหน้าได้จะดีมากขึ้น โดยสถิติแล้ว ถ้ามีคนเดินผ่าน ๑๐๐ คน อาจมีคนแวะเข้ามาซื้อประมาณ ๑-๒ % ถ้ามีคนเข้ามาซื้อน้อยกว่า ๕๐ คนต่อวันคุณแย่แน่ๆสำหรับธุรกิจหนังสือ

๔. ตัดสินใจว่าจะเปิดร้านหนังสือประเภทใด เช่น จะเน้นการขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร พอคเก็ตบุ๊ค หรือหนังสือเรียน หรือจะเน้นการขายหนังสือเฉพาะทาง เช่น คอมพิวเตอร์ การ์ตูน นิยาย เป็นต้น ลองหาร้านตัวอย่างในฝันที่อยากทำ ในทำเลที่ใกล้เคียงอย่างที่เราอยากจะเปิด ดูซิว่าเขาขายได้ไหม ลองยืนนับคนที่เข้ามาและซื้อว่าเยอะพอหรือไม่ ถ้ามีคนซื้อเป็นร้อยคนขึ้นไปต่อวัน ก็มีโอกาสจะรอดได้สำหรับทำเลแบบนั้น ดูขนาดพื้นที่ด้วยว่าควรเป็นเท่าไร ยิ่งใหญ่ยิ่งอยู่รอดได้ยากถ้าไม่มีฝีมือพอ เพราะต้นทุนสูง

ถ้าเป็นไปได้ อาจจะลองเข้าไปคุยกับเจ้าของร้าน (ถ้าไม่ได้อยู่ทำเลใกล้เคียงกับที่คุณจะเปิด) เพื่อขอความรู้จากเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ลงทุนมากน้อยเพียงใด สำหรับพื้นที่ขนาดนั้น ปัญหามีอะไรบ้าง

๕. ตัดสินใจว่าจะทำเอง หรือจะซื้อแฟรนไชส์ (ปัจจุบันไม่ค่อยมีให้เลือกนักครับ ส่วนใหญ่คงต้องทำเอง เพราะทำเลไม่ดีจริง หรือไม่เป็นร้านค้ามาก่อน จะไม่มีใครขายแฟรนไชส์ให้คุณ)

๖. ติดต่อผู้จัดจำหน่ายหนังสือรายใหญ่สำหรับหนังสือประเภทที่เราอยากขาย รายใหญ่ในเมืองไทยที่จะให้คำแนะนำเบื้องต้นกับคุณได้ ก็มี ซีเอ็ด เคล็ดไทย เพ็ญบุญ เป็นต้น ดูรายชื่อและวิธีติดต่อพวกนี้ได้จากในหนังสือที่เราอยากขาย เปิดมากๆหน่อย ติดต่อผู้จัดจำหน่ายก่อน แล้วค่อยติดต่อสำนักพิมพ์ย่อยภายหลัง

๗. เงินลงทุนขึ้นกับว่าเป็นพื้นที่ของเราเอง หรือเช่า หรือเซ้ง ถ้าตัดเรื่องค่าพื้นที่ออก ต้องลงทุนตกแต่งทั้งหมดรวมค่าชั้นหนังสือประมาณ ๖,๐๐๐ -๑๐,๐๐๐ บาทต่อตารางเมตร แล้วแต่ความสวยงามที่ต้องการ ค่าหนังสือที่ต้องเตรียมเงินไว้สำหรับค่ามัดจำและการซื้อสินค้าอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตารางเมตรของพื้นที่ขาย หวังว่าข้อมูลที่อธิบายมานี้ คงช่วยการเริ่มต้นให้คุณได้บ้างนะครับ

คำถาม -สนใจจะเปิดร้านหนังสือ เหมือนกัน และ อยากทำ

แฟรนไซน์ กับ se-ed ในจังหวัดที่ผมอยู่ เป็น จังหวัดใหญ่แต่ไม่มีร้านหนังสือ ที่มี คุณภาพ เลย จ.สงขลา ใน (อ.เมืองสงขลา)

-ทำเลเป็นทำเลที่มีคนผ่านไปมามากจึงเหมาะที่จะตั้งซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ......ในอนาคตนะครับและ อยู่ใกล้ตลาด ซึ่งตรงข้ามกับ มหาลัย ทักษิณ (มศว สงขลา) ,และไกล้ วค.สงขลา ,วิทยาลัยสงขลาเทคโนโลยี ,สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล สงขลา ,มอ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) เป็นต้น และมีคนผ่านหน้าร้านมากกว่า10000คนต่อวันมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงครับ.... ลองนำไปพิจารณาดูสักหน่อยนะครับ...

-อยากมีร้านหนังสือมาก อยากทราบว่าถ้าต้องการซื้อแฟรนไชส์จาก se-ed ต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ แล้วหนังสือที่เราขายไม่ออกนี่ เราสามารถส่งคืนได้ใช่มั๊ยคือว่าเท่ากับว่าเราใช้กินเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว ใช่มั๊ย แล้วหลังจากที่เปิดร้านแล้ว ยังต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายอะไรอีกบ้าง ในแต่ละเดือน อยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้น่ะครับ

คำตอบ มีคนอยากเปิดร้านหนังสือเข้ามามากครับ ทั้งที่ติดต่อโดยตรงเข้ามาที่ซีเอ็ด และติดต่อสอบถามผ่านเวบบอร์ด แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไรครับ เพราะได้สอบถามไปที่หน่วยงานซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์แล้ว ได้รับฝากให้เรียนทุกท่านว่าขณะนี้ยังไม่ได้เปิดขายแฟรนไชส์ครับ จึงช่วยได้เพียงแต่ว่าใครสนใจจะเปิดร้านหนังสือ ก็ให้คำแนะนำไปเบื้องต้นให้เท่านั้นเองครับเท่าที่พอจะช่วยกันได้ จึงขอตอบคุณ LEK ได้เท่านี้ครับ

ส่วนถ้าอยากเปิดร้านหนังสือเอง จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณอย่างน้อย ๒ ล้านบาทสำหรับร้านขนาด ๒ คูหา ที่มีพื้นที่ใช้สอยของร้านประมาณ ๑๐๐ ตารางเมตร งบลงทุนนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับค่าตึกนะครับ (เรียกว่าได้ตึกมาฟรีๆว่างั้นเถอะ)

ในการสั่งซื้อหนังสือนั้น ถ้าทำเองทั้งหมดก็ต้องติดต่อกับสายส่งใหญ่ๆให้ได้ก่อน เพื่อให้เริ่มต้นง่าย และมีของพอขายในระยะแรกก่อน ส่วยสำนักพิมพ์เล็กๆนั้นต้องทะยอยทำทีหลัง เพราะมีร้อยถึงสองร้อยกว่าราย และยอดขายไม่เยอะมากนัก ถ้าร้านของคุณเล็กขนาดหนึ่งคูหาห้องแถว ติดต่อเฉพาะสายส่งใหญ่ และเลือกที่พอขายได้ก็เต็มร้านแล้วครับ

สายส่งใหญ่ๆในเมืองไทยที่มียอดขายเยอะๆ ได้แก่ ซีเอ็ด ดวงกมล อมรินทร์พริ้นติ้ง ส่วนรองๆลงมาระดับกลาง ได้แก่ เคล็ดไทย นานมี แปลนบุ๊คเน็ต ธนบรรณ ไฮเอ็ด แม็ค ภูมิบัณฑิต ฟิสิกซ์เซ็นเตอร์ เป็นต้น สำนักพิมพ์แต่ละแห่งก็มีจุดเน้น หรือจุดเด่นที่แตกต่างกัน ก็ต้องแล้วแต่คุณว่าต้องการให้ร้านของเรามีจุดเด่นอย่างไร

วิธีการง่ายๆ อีกอย่างก็คือ ไปดูพวกร้านที่ขายดีๆและมีสไตล์ร้านอย่างที่คุณชอบ ว่าเขาเลือกหนังสือค่ายไหนมาขายบ้าง เลือกเล่มไหนบ้าง ก็สั่งตามเขาก็ได้ครับ วิธีติดต่อก็เพียงดูข้างในตัวหนังสือ จะมีรายชื่อผู้จัดจำหน่ายอยู่ แค่นี้เองครับ

เงื่อนไขการค้าส่วนใหญ่จะเป็นการฝากขายสัก ๘๐% ของสินค้าทั้งหมด แต่ถ้าคุณอยู่ต่างจังหวัด อาจมีสัดส่วนการซื้อขาดมากกว่านี้ ซึ่งอาจเป็นการซื้อขาดเปลี่ยนสินค้าได้ (พูดง่ายๆ คือ คุณรับของเขามาขาย ถ้าขายไม่ออก เขาไม่คืนเงินให้นะ แต่ให้เปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นได้) นอกจากนั้น หนังสือที่จะขอเปลี่ยน หรือของคืน จะต้องอยู่ในสภาพที่ขายใหม่ได้เท่านั้น

ความเสี่ยงทางธุรกิจก็จะมีตรงนี้แหละครับ คือ ขายไม่ได้ แต่มีค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าไปๆมาๆ หรือคืนไม่ได้ หรือมีของหาย ไม่ใช่การกินเปอร์เซ็นต์อย่างเดียวสบายๆนะครับ ตรงนี้ถึงทำให้ร้านหนังสือเปิดใหม่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จในระยะหลังนี้ คือ ถ้าทำเลไม่ดีจริง ไม่รักหนังสือจริง ไม่มีเงินเย็นจริง (เอาเงินเก็บแบ่งมาลงทุน โดยไม่กู้เงินเขา เรียกว่าเงินนี้หมด ก็ไม่เดือดร้อน) ไม่ขยันศึกษาหาความรู้ ก็ยากที่จะไปรอดได้ครับ คงพอช่วยเป็นข้อมูลได้บ้างนะครับ

Share: | View : 525