สวัสดีค่ะมิตรนักอ่านที่รัก
คงจดจำกันได้ว่า เมื่อหลายปีมาแล้ว นักอ่านหลายๆคน น่าจะเคยผ่านตานามปากกา “อัญชัน” มาไม่มากก็น้อย
โดยเฉพาะหนังสือรวมเรื่องสั้น “อัญมณีแห่งชีวิต” ที่ได้รับรางวัลซีไรท์ในปี 2533 และจุดนี้ได้สร้างปรากฏการณ์พิเศษให้กับวงการ
หนังสือและวรรณกรรมอย่างถล่มทลาย นั่นคือการยกพวกตีกันของนักเขียน นักอ่าน และนักวิจารณ์อย่างเป็นประวัติการณ์ มีผู้รวบรวมบทความวิจารณ์หนังสือเล่มนี้เก็บไว้ได้จนเป็นลังใหญ่ และมีหนังสือทั้งเล่ม ที่พิมพ์ออกมาเฉพาะกิจ เพื่อเฉาะและล้วงลึกไปทุกๆบรรทัด จากบางสำนักพิมพ์อีกต่างหาก
น่าจะกล่าวได้ไม่ผิดนักว่า จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีหนังสือแต่งเล่มใดที่เขย่าทั้งตัววงการและเขย่าทั้งขวัญตัวผู้เขียนเองได้เท่ากับ “อัญมณีแห่งชีวิต” ที่เจ้าปัญหาเล่มนี้จริงๆนะ
ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออก ก็ขอให้นึกถึงผู้เขียน ในภาพของนางร้ายในละครทีวี ที่เดินเข้าตลาดไม่ได้เพราะถูกแม่ค้าทั้งตลาดเตรียมหนามทุเรียนไว้รุมตบแทนช่อดอกไม้นั่นแหละ นึกออกแล้วยัง
ถ้าจะถามว่าตอนที่ถูกโจมตีมากๆ ตอนนั้นรู้สึกยังไง และประคับประคองตัวเองมาได้ยังไงกันเนี่ย พอถึงนาทีนี้ ผู้เขียนกลับนึกไม่ออก รู้แต่ว่า มันเป็นประสบการณ์ที่จะต้องขอบคุณ เพราะได้ช่วยให้ผู้เขียนเห็นตัวเองในแง่มุมที่ไม่เคยรู้
แต่เมื่อมีคนชังก็น่าจะมีคนรักบ้างแหละนะ ผู้อ่านงานของผู้เขียนจึงน่าจะเจาะจง ว่าเป็นคอหนังสือที่ชอบงาน “แบบอัญชัน” โดยเฉพาะ
แต่นั่นสินะ “แบบอัญชัน” นี่มันจะเป็นแบบไหน และยังไงกันแน่
ผู้เขียนจึงต้องขอให้ใครที่ยังไม่เคยอ่านลองอ่านดู เพราะยากที่คนเขียนเองจะอธิบาย และให้คำตอบด้วยตนเอง เนื่องจากงานเขียนของนักเขียนนั้นไม่ต่างอะไรกับผ่าตัวเองออกมาให้เห็น แล้วตัวเองจะไปมองตัวเองออกได้ยังไง
ผู้เขียน เขียนหนังสือมาจนถึงวันนี้ร่วม 42 ปี และเขียนส่งมาจากอเมริกาตั้งแต่เรื่องแรก บางทีก็ยังประหลาดใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่า เออนะ เขียนมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร เอาแรงที่ไหนมาเขียนโดยเฉพาะเรื่องของแรงใจ
การอยู่ไกลจากเมืองไทยบ้านเกิด มีส่วนทำให้ไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็น “แฟนคลับ” และข้อสำคัญ เคยสงสัยตัวเองด้วยซ้ำ ว่าจะมี “แฟนคลับ” ซึ่งเท่ากับมี “ฐานนักอ่าน” เหมือนนักเขียนคนอื่นเขาหรือเปล่า ซึ่งก็มองดูโดดเดี่ยวเดียวดายไม่น้อย สำหรับการเขียนในลักษณะคนติดคุก แต่ก็ยังอยากจะเขียนส่งออกมา
ความจริงที่เรียกว่าคนติดคุกนั่นก็เกินไปหน่อย ผู้เขียนขอเปลี่ยนเสียใหม่ว่าเหมือนคนติดเกาะจะดูสมจริงมากกว่า คือเขียนใส่ขวดเปล่าแล้วโยนลงมหาสมุทร พร้อมภาวนาให้คลื่น ช่วยพาขวดลอยไปจนเจอกับฝั่ง และจนกระทั่งมีใครสักคนเดินไปพบเข้า และดึงออกมาอ่านด้วยความดสนใจ
แต่เรื่องของเรื่องคือ ไม่มีใครเอาผู้เขียนมาปล่อยเกาะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษผู้เขียนมากกว่า ที่พาตัวมาติดเกาะเอง แล้วยังอยากเขียนหนังสือขึ้นมา แต่บางทีการติดเกาะแบบนี้ก็อาจจะมีส่วนดีอยู่บ้าง เพราะนึกอยากเขียนอะไรก็เขียนตามอำเภอใจ เขียนโดยไม่ไปยึดติดกับเงื่อนไขอื่นๆ เช่นติดอยู่กับความพอใจของคนอ่านและกระแสนิยมเป็นต้น ถือเสียว่าเป็นอิสระกับตัวเองดี
ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้เขียนไม่มีแนวเขียน อยากเขียนแนวใดขึ้นมาก็เขียนภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ถือเอาความสุขขณะลงมือเขียนเป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สุด คิดๆดูก็เหมือนนักผจญภัยอิสระ แบกเป้ดุ่มๆไปไหนต่อไหนคนเดียวโดยไม่ยึดแผนที่ ไม่ยึดเส้นทางปกติ บ่อยๆที่หลงทาง แต่การเดินหลงทางนั้น บางทีก็เท่ากับได้กำไร เพราะเดินหลงเข้าไปในที่แปลกๆ ที่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปสำรวจมาก่อนเป็นต้น
การเขียนแบบไม่มีแนวเขียนแน่นอน และไม่ยึดกระแสนิยม ย่อมมีปัญหาตามมาเป็นเรื่องแน่อยู่แล้ว โดยเฉพาะปัญหาการเลี้ยงชีพจากงานเขียน ผู้เขียนจึงไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็น “นักเขียนอาชีพ” ได้เลย แม้แต่จะเป็น “นักเขียน” บางครั้งก็ยังเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิไม่ถนัดเหมือนกัน แต่ยังโชคดีที่ผู้เขียนอยู่ได้จากอาชีพหลัก ซึ่งช่วยให้ผู้เขียนยังเดินหน้าต่อได้โดยท้องยังไม่กิ่ว
โดยเฉพาะการเขียนหนังสือแบบที่ผู้เขียนเป็นอยู่ ย่อมจะดำเนินไปได้ยากยิ่ง ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนให้ผู้เขียนเขียนหนังสือต่อไปได้ด้วยใจรักเรื่อยมา และผู้นั้นก็คงมิใช่ใครอื่น นอกเสียจากคุณอาทร เตชะธาดา กรรมการผู้จัดการบริษัทสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ผู้ที่ผู้เขียนต้องขอวางคำขอบคุณที่มีทั้งหมดไว้ ณ ที่นี้
แล้วเจอกันใหม่นะคะเพื่อนนักอ่านที่รัก
อัญชัน