Google play App Store

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

  • ประเภทงานเขียน บทกวี, นวนิยาย, ความเรียง, สารคดี, ตำราวิชาการ
  • ผลงานรวมเล่ม (ประมาณ 50 เล่ม) รวมบทกวี : นิราศอู่ทอง, สมเด็จพระภัทรมหาราชคำฉันท์ (รางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง ปี 2524), บทกวีร่วมสมัย (รางวัลชมเชย สพฐ. ปี 2528 และเข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ ปี 2529), เพื่อแก้วคำกาพย์ (รางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง ปี 2527), ทุ่งดินดำแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง (รางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง ปี 2529), คลื่นชัดฝั่งทราย, เพลงรักพื้นบ้าน, ดอกจันในใจ, หนึ่งทรายมณี, นิราศปรารถนา, สร้อยสันติภาพ (รางวัลชมเชยสพฐ. ปี 2532 และเข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ ปี 2532 ), กำไรจากรอยเท้า (รางวัลดีเด่น สพฐ. 2534), บันทึกแห่งดวงหทัย (รางวัลชมเชย สพฐ. ปี 2535และรางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง), หน้าต่างดอกไม้, กระจกสีขาว, นครคับแคบ, ครอบครัวดวงตะวัน (เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ ปี 2547) “เสียงปลุกยามค่ำคืน” “นัยน์ตากวี” ต่างต้องการความหมายของพื้นที่” (เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ ปี 2556) “เมฆาจาริก” (เข้ารอบสุกท้ายซีไรต์ ปี 2556), ทางจักรา (รางวัลดีเด่น สพฐ., รวมบทกวีซีไรต์ปี 2559), นวนิยาย : ลิขิตไฟ, สองเธอ, บทความเชิงวิชาการ : กลวิธีสอนเด็กให้นักเรียนเขียนกวี, สารคดีชีวิต : ครั้งหลังยังจำ, ร้อยกรองสำหรับเด็ก : พฤกษาพาที, ลำนำของของน้ำผึ้ง, ตำรา : การอ่านเพื่อชีวิต

รางวัลที่ได้รับ

                รางวัลดีเด่นและชมเชย สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ, เซเว่นบุ๊คอวอร์ด, รางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง, รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น คุรุสภา, รางวัลนักกลอนตัวอย่าง สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทยปี 2537 ฯลฯ

ประวัติ

                ศิวกานท์ ปทุมสูติ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๙๖ ที่บ้านวังหลุมพอง ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นฐานครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม ชีวิตในวัยเด็ก หลังจากจบ ป.๔ แล้วไม่ได้เรียนต่อ ช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา เลี้ยงควาย อยู่กับธรรมชาติท้องทุ่งและป่าเขา ชีวิตวัยเยาว์คลุกคลีกับวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้านชนบท ชอบเที่ยวป่า ครั้งหนึ่งเคยได้มีโอกาสเดินทางเข้าป่าลึกไปกับกองเกวียนของตา และได้เก็บบันทึกเรื่องราวครั้งวัยเยาว์เหล่านั้นมาเขียนสารคดีชีวิตเรื่อง “ครั้งหลังยังจำ” เมื่ออายุย่าง ๑๔-๑๕ ปี ได้ฝึกหัดเป็นช่างตัดผม เปิดร้านตัดผมอยู่ในหมู่บ้านถิ่นเกิด และฝึกเป็นช่างปะยาง รับจ้างปะยางรถจักรยานไปพร้อมๆ กัน ใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่น เที่ยวไปในเทศกาลลานรำละแวกถิ่นเกิด ได้ฝึกร้องเพลงเชียร์รำวงกับเพื่อนๆ และยังได้ฝึกร้องเล่นเพลงพื้นบ้านกับพ่อเพลงแม่เพลง ทั้งเพลงพวงมาลัย เพลงเหย่อย เพลงอีแซว และเพลงพื้นบ้านอื่นๆ ของพื้นเพลงภาคกลาง ซึมซับไว้เป็นเพลงครูของชีวิตสืบต่อมา ปี ๒๕๑๑-๒๕๑๒ ได้ออกจากหมู่บ้าน ไปเป็นช่างตัดผมที่ร้านช่างประเทือง ตลาดเขต อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ช่วงนี้ได้เริ่มฝึกเขียนกลอน ทั้งที่ยังไม่เคยรู้จักฉันทลักษณ์ อยู่ทีท่าม่วงประมาณ ๕-๖ เดือนก็ย้อนกลับมาตลาดเขตอีกครั้ง คราวนี้ได้เปิดร้านตัดผมเป็นของตนเอง อัตราค่าตัดผมครั้งนั้น ผู้ใหญ่ ๓ บาท เด็กโต ๒ บาท และเด็กเล็ก ๑.๕๐ บาท ปี ๒๕๑๓ มุ่งหน้าเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเดินทางต่อไปภูเก็ต การเดินทางครั้งนั้น ต่อมาได้เขียนนิราศย้อนบันทึกเรื่องหนึ่ง คือ “นิราศภูเก็ต” (รางวัลกรมศิลปากร เนื่องในงานเปิดหอวชิราวุธานุสรณ์) เมื่อไปถึงภูเก็ตกลับไม่ได้บวชเป็นสามเณรดังที่ตั้งใจไว้ พระอาจารย์เยื้อน ทิมทอง ได้ให้ความอนุเคราะห์ที่พักพิงในวัดมงคลนิมิต พัฒนาการเขียนกลอนจนผลงานได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ “มหาราษฎร์” เมื่อปี ๒๕๑๕ และได้รับการตีพิมพ์ต่อๆ มาในหนังสือและนิตยสารต่างๆ อาทิ ไทยรัฐ (เมื่อครั้งยังมีคอลัมน์ “ประกายเพชร” และ “เกล็ดดาว”) วิทยาสาร ชัยพฤกษ์ และสตรีสาร หลังเรียนจบศึกษาผู้ใหญ่ระดับ ๔ (ม.ศ.๓) ได้สอบเข้าทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก พร้อมกับเข้าเรียนครูภาคค่ำที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ในปี ๒๕๑๖ งานเขียนระหว่างที่เป็นครูอยู่กลางป่าเขาครั้งนั้น ส่วนใหญ่ยังเขียนกาพย์กลอน เขียนเรื่องสั้นบ้าง ลงพิมพ์ในนิตยสารฟ้าเมืองไทย และสตรีสาร นักเขียนคนโปรดในเวลานั้น คือ นิมิตร ภูมิถาวร ปี ๒๕๒๓ ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีกับโครงการศึกษาอบรมครูประจำการ (อ.คป.) ของวิทยาลัยครูกาญจนบุรี เรียนเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ และภาคฤดูร้อน กระทั่งจบปริญญาครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) ในปี ๒๕๒๕ ขณะอยู่ที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม การเขียนกาพย์กลอนได้พัฒนาขึ้นมาก ได้สร้างสรรค์วรรณกรรมสำคัญสองเรื่อง เรื่องแรกเขียนขึ้นในปี ๒๕๒๔ คือเรื่อง “สมเด็จพระภัทรมหาราชคำฉันท์” ได้รับรางวัลชั้นที่ ๑ วรรณกรรมไทยบัวหลวง และปี ๒๕๒๗ เรื่อง “เพื่อนแก้วคำกาพย์” ได้รับรางวัลชั้นที่ ๑ วรรณกรรมไทยบัวหลวงอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งได้เริ่มเขียนเพลงพื้นบ้านโต้ตอบกับนักเพลงคนอื่นในเวทีเพลงสตรีสาร เขียนบทความและบทกวีลงในมิตรครู และฟ้าเมืองไทย งานเขียนนอกจากบทกวี บทความ และสารคดีลงในนิตยสารต่างๆ เพิ่มขึ้น (เช่น มาตุภูมิ แพรวสุดสัปดาห์ เนชั่นสุดสัปดาห์) แล้ว ยังได้เขียนกวีนิพนธ์เล่มสำคัญขึ้นระหว่าง ๑๔ ปีในสถาบันราชภัฏ คือ กำไรจากรอยเท้า (รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ,๒๕๓๔), หลังลาออกจากราชการ ใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับการเขียนบทกวี ปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ได้เขียนกวีนิพนธ์ “กว่าจะข้ามขุนเขา : ด้วยปลายมีดของเธอและฉัน” ในนาม ธมกร : ศิวกานท์ ปทุมสูติ (พิมพ์เผยแพร่ปลายปี ๒๕๔๙ เข้ารอบ 15 เล่มรางวัลซีไรต์ ปี 2550) เป็นกวีนิพนธ์ที่หยั่งลึกลงในปรัชญาชีวิตแห่งการต่อสู้กับตัวตนภายในและ ผัสสะที่กระทบกระทำจากภายนอก ผ่านประภัสสรปัญญาและจิตวิญญาณ เล่มนี้ก้าวเดินจากกวีนิพนธ์เล่มอื่นๆ ที่เขียนขึ้นก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก สืบเนื่องต่อมายังผลงานเล่มสำคัญๆ เช่น ต่างต้องการความหมายของพื้นที่ (พิมพ์ 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ 2555, เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี 2556), นัยตากวี (2555) และ เมฆาจาริก (ในนามปากกา ธมกร 2556, เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี 2556) ... นอกจากที่กล่าวแล้ว ที่สำคัญคือ เป็นผู้เขียนหนังสือเรียน “ภาษาพาที” ชั้น ป.๒ และ ป.๕ ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็น กกต.จังหวัดกาญจนบุรี เป็นกรรมการสมาคมภาษาและหนังสือในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นอุปนายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย เป็นบรรณาธิการวารสารแควใหญ่ ปี ๒๕๕๐ ได้รับ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาไทย) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

Share: | View : 34