Google play App Store

การอ่านในยุค 4.0 ตามสไตล์เด็ก Gen Z

โดยคุณจิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร

01 พฤศจิกายน 2562

การอ่านในยุค 4.0 ตามสไตล์เด็ก Gen Z

เรียบเรียง : โชติรวี โสภณสิริ

 

                การอ่านหนังสือถูกมองว่าอ่านน้อยลง คือไปอ่านในแพลตฟอร์มอื่นมากขึ้น การอ่านหนังสือเล่นอยู่ตอนนี้ถือว่าเป็นคนกลุ่มน้อย แต่ค่ายวิจารณ์วรรณกรรมนี้มีความพิเศษตรงนี้ก็คือเราได้มาเจอคนที่มีรสนิยมเดียวกัน มีวิถีชีวิตเดียวกัน มีรูปแบบการอ่านเหมือนๆกัน มันหายากนะ แค่หาคนอ่านหนังสือก็ยากแล้ว หาคนที่เขียนหนังสือด้วยกันก็ยากอีก เขียนบทวิจารณ์ด้วย ก็ยากขึ้นไปอีก ก็มารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเป็นเครือข่าย พี่คิดว่ามีประโยชน์นะ แต่ถึงแม้ว่าเราจะอ่านหนังสือเล่น แต่เราก็เข้าใจ ไม่ได้ทิ้ง หรือว่าไม่ได้เพิกเฉยกับกระแสที่เป็นแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งเป็นโชคดีอีกอย่างของเด็กยุคนี้เหมือนกัน

                จริงๆแล้วที่เขาบอกว่าเด็กใช้อินเทอร์เน็ตเยอะ ใช้โซเชี่ยลเยอะ จริงๆแล้วถ้าเราไปดูรุ่นพ่อรุ่นแม่ เขาอาจจะใช้เยอะกว่าเรา แบบเช้าสวัสดีวันจันทร์วันอังคาร อาจจะเยอะกว่าเราด้วยซ้ำ ทีนี้หัวข้อใหญ่ในวันนี้ก็คือการอ่าน ที่พูดไปแล้วว่าความสำคัญของนักวิจารณ์ก็คือเราต้องเป็นนักอ่านที่ดีก่อน แต่การอ่านเราอาจจะต้องแยกออกมาเป็นสององค์ประกอบ ก็คือ การอ่าน เราอ่านอะไร หมายถึงว่าตัวบทที่เราอ่านมันคืออะไร และอ่านอย่างไร ก็คือวิธีการอ่าน เราจะอ่านมันด้วยวิธีไหนบ้าง คือด้วยความที่พื้นฐานของพี่คือมาทางวรรณคดีเปรียบเทียบ ตอนนี้เรียนปริญญาเอกวรรณคดีเปรียบเทียบ เขาจะสอนวิธีการมองโลกอีกแบบ มันจะทำให้เรามีวิธีการเข้าไปศึกษาตัวบทด้วยวิธีที่แตกต่างกันมากเลย แล้วก็สอนให้เรามองวิธีการว่าอะไรคือตัวบทที่เราจะต้องอ่านมัน มันจะมีความหลากหลายเยอะมากเลย ทีนี้การอ่านก็จะแบ่งเป็นสองประเด็น ก็คือว่าอ่านอะไร กับอ่านอย่างไร

                อ่านอะไรจะเป็นการตั้งคำถามตัวบท ตัวบทมันเพิ่งเกิดขึ้นมา ถ้าอ้างทฤษฎีก็คือตามที่อาจารย์วีรศักดิ์บอกว่าวรรณกรรมของนักเขียนก็คือมาจากคนนี้ เขาก็พูดเรื่องตัวบทด้วย คือหนังสือเรียกว่าตัวบทอย่างหนึ่ง และเสื้อผ้าที่พี่เขายกตัวอย่างเสื้อผ้าของอาจารย์ชมัยภร นี่ก็เป็นตัวบทที่จะบอกว่าอ่านอย่างไร เพราะฉะนั้นในยุคนี้ตัวบทเลยแตกต่างออกไปเยอะมาก มันไม่จำกัดแค่ตัวอักษร มันจะมีโครงการอ่านอันหนึ่งที่พี่เคยไปร่วมทำด้วย ก็คือโครงการ read อ่าน คือสำรวจความพยศของตัวบททางเลือก อะไรที่เรียกว่าตัวบทได้บ้าง ตอนนั้นที่ทำในโครงการก็จะมีแฟนฟิก (fan-fiction) ก็คือเอาตัวละครของนวนิยายดังๆมาต่อเติมจินตนาการเอาเอง แล้วก็มีเกม เกมเป็นตัวบทอันหนึ่งที่สามารถอ่านได้ เพราะว่าเกมจะมีวิธีการเล่น วิธีเข้าไปร่วมเล่นกับมันด้วย มีการสร้างสตอรี่ระหว่างคนที่เล่นกับตัวเอง

                ละครเพลง ก็ถือว่าเป็นตัวบทชนิดหนึ่งเหมือนกัน

                บันทึกการเดินทาง เช่นพวกกึ่งๆสารคดี กึ่งๆเรื่องสั้น เป็นบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของนักเขียนหรือว่านักเดินทางเวลาที่เขาเดินทางไปตามที่ต่างๆ มันจะมีความก้ำกึ่งกันระหว่างความเป็นเรื่องแต่งกับความเป็นเรื่องจริง

                และก็สื่อโซเชี่ยลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นตัวโฆษณา เดี๋ยวนี้เขาเริ่มทำโฆษณาขนาดยาวขึ้น เป็น 10-15 นาที มีสตอรี่ของมัน ก็เป็นตัวบทได้เหมือนกัน หรือว่าหนังสั้น

                ตอนนี้มีนิยายแชทของ จอยลดา ก็ถือว่าเป็นตัวบทแบบใหม่ที่เขากำลังศึกษากันอยู่ ซึ่งแล้วแต่รสนิยมคนชอบ ยุคสมัยที่เด็กเติบโตมามันอาจจะมีวิธีการอ่านวิธีเข้าถึงข้อมูลไม่เหมือนกับอีกยุคหนึ่งที่อ่านหนังสือเยอะๆ หนามากๆ ตอนนี้ก็มาอีกแบบหนึ่ง อ่านบทสนทนา

                การอ่านอะไร มันคือการตั้งคำถาม อะไรที่เรียกว่าวรรณกรรม วรรณกรรมภาพในหัวเรา มันกึ่งรูปธรรมที่จับต้องได้ มีตัวอักษร มีเรื่องราวที่ผูกโยง มีแก่นเรื่อง อันนี้คือวรรณกรรมที่เรานึกถึง แต่ว่าพอมาใช้คำว่าตัวบทขึ้นมา วรรณกรรมมันจะถูกขยายออก จะไปดูที่เนื้อเรื่อง หรือ narrative การเล่าเรื่องของสื่อต่างๆ ที่มันปรากฏขึ้นมา สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นที่เราต้องทำความเข้าใจว่าสื่อนั้นมีธรรมชาติอย่างไร เวลาที่เราอ่านหรือวิจารณ์เราจะได้ทำความเข้าใจว่าธรรมชาติของสื่อนั้นมันไปด้วยกันไหมกับ narrative นั้น เราจะได้ไม่เอากรอบอันหนึ่งไปตีความกับสื่ออีกอันหนึ่ง มันจำเป็นในยุคนี้ที่ว่าคำนิยามในวรรณกรรมมันขยายออกไปเยอะมาก

                อ่านอย่างไร คือวิธีการอ่านคืออะไร วิธีการอ่านคือแนวทางที่เราจะทำความเข้าใจตัวบทนั้น ซึ่งพี่แบ่งเป็นสองส่วน วิธีการอ่านแบบที่หนึ่งคืออ่านบริบท อย่างที่พี่อ้นบอกว่าจำเป็นที่เราต้องอ่านบริบท เราอ่านแต่ text ไม่ได้ เราต้องอ่าน context ด้วย คือบริบทแวดล้อม เพราะว่าการอ่าน context มันจะช่วยให้เราเห็นพวกที่มาที่ไป เงื่อนไขการเกิดขึ้นของตัวบทนั้นๆ บทวิจารณ์ที่เราได้เคยอ่านมา เราเริ่มต้นจากครูพักลักจำ แล้วก็ไปอ่านตำราวิจารณ์ต่างๆ ที่เขาว่าไว้หลายๆที่หลายๆคน ส่วนใหญ่จะมีจุดร่วมกันคือว่า งานวิจารณ์จะต้องมีการตัดสินเชิงคุณค่าอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่แค่วิเคราะห์ วิพากย์วิจารณ์ เสร็จแล้วก็ต้องตัดสินอะไรบางอย่าง คือคุณค่าหนังสือเล่มนั้น

                การที่เอาบริบทเข้าไป หรือการถามหาที่มาของตัวบทนั้น มันจะช่วยทำให้เราตัดสินคุณค่ายากขึ้น มันจะซับซ้อนขึ้น มันจะใช่เหรอ มันจะดีจริงหรือไม่ดีจริงกันแน่ มันจะเกิดความซับซ้อน แต่ว่าพอเราอ่านตัวบริบทเยอะขึ้นเพื่อจะเข้าไปอ่านตัวบท มันจะทำให้การตัดสินมีน้ำหนักขึ้น มีความหนักแน่น มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไปมากขึ้น การตัดสินคุณค่าบางเรื่อง อย่างเช่นคำว่าวรรณคดีกับวรรณกรรม มันมีเซ้นส์อะไรบางอย่างที่ให้คุณค่าในตัวของมัน พี่เคยเรียนคลาสวรรณคดี อาจารย์ก็โยนคำถามมาว่า คุณเห็นว่าคำว่าวรรณคดีกับคำว่าวรรณกรรมมันต่างกันไหม แล้วทำไมมันถึงต่างกัน ทำไมจะต้องมีสองคำนี้เกิดขึ้นมา ซึ่งมันจะมีรายละเอียดเยอะมาก แต่เราก็ยังรู้สึกว่าวรรณคดีกับวรรณกรรมมันก็มีเซ้นส์ของความเก่าความใหม่ ความมีคุณค่า ความร่วมสมัยอะไรบางอย่างอยู่ มันจะทำให้เรารู้ว่าเป็นวรรณกรรมน้ำเน่า-วรรณกรรมสร้างสรรค์ ที่ชอบเป็นคู่ตรงข้ามกัน วรรณกรรมตลาด-วรรณกรรมการเมือง วรรณกรรมประโลมโลก-วรรณกรรมเพื่อชีวิต สิ่งเหล่านี้คือการอ่านเปรียบเทียบ มันคือการอ่านเพื่อนที่เราจะได้เห็นว่าเงื่อนไขของวรรณกรรมเล่มนั้นๆ มันเกิดขึ้นมาในยุคสมัยอะไร อย่างที่พี่อ้นพูดไป ทำไมยุคหนึ่งวรรณกรรมเพื่อชีวิตหรือว่าวรรณกรรมการเมืองมันกลับบูมขึ้นมา เพราะว่ากระแสสังคมวัฒนธรรมอะไรต่างๆมันเข้ามา ในทางกลับกัน ยิ่งมีสภาพสังคมกดดัน มีเซ็นเซอร์ มีเผด็จการ หรือมีอะไรอย่างนี้ มันอาจจะทำให้กลุ่มวรรณกรรมสายลมแสงแดด ที่เขาว่ากัน มันบูมขึ้นมา

                วิธีการอ่านเหล่านี้มันคือทำให้เราเห็นว่าวรรณกรรมมันสะท้อนสภาพสังคมด้วยในระดับหนึ่ง กับอีกแบบหนึ่ง สภาพสังคมแบบไหนกันแน่ที่ทำให้วรรณกรรมนี้เกิดขึ้นมา มันจะวิ่งไประหว่างสองขั้วนี้ตลอดถ้าเราอ่านบริบท

                มันจะมีอีกแบบหนึ่ง สมมติว่าเราอ่านวรรณกรรมเยอะขึ้น อ่านบริบทก็แล้ว บริบทหมายถึงว่าเราไปอ่านประวัติศาสตร์เพิ่ม อ่านแนวคิดทางเศรษฐกิจเพิ่ม อะไรแบบนี้ที่มันเป็นข้อมูล ทีนี้เราอ่านแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจตัวบทได้ดีจริงๆ มันก็จะมีตัวช่วยอีกอย่างหนึ่ง ก็ข้ามไปอีก step หนึ่ง ก็คือการใช้กรอบคิดหรือทฤษฎีเข้ามาช่วยอ่าน แต่ว่ากรอบคิดหรือทฤษฎีมันจะมีคำถามหนึ่งว่าจริงๆแล้วเวลาเราอ่านหนังสือแต่ละเล่ม เราใช้กรอบคิดหรือทฤษฎีหรือเปล่า บางทีเราบอกว่าไม่ได้ใช้หรอก เราอ่านเพราะว่าเราอ่านเอาเรื่อง อ่านเอาความเพลิดเพลิน แต่พอเราอ่านด้วยสายตาคนวิจารณ์ เราจะเริ่มคิดแล้วว่าตัวละครตัวนี้ สมมติถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา เราก็อยากรู้ว่าพื้นฐานครอบครัวเขาเป็นยังไง ก็คือหาที่มาที่ไป อันนี้ดูเหมือนเป็นทฤษฎีใช่ไหม แต่ว่าจริงๆแล้วมันมีทฤษฎีหรือกรอบ บางทีเราอาจไม่รู้ตัว เช่น ความเชื่อทางศาสนาของเรา หรือว่าการอบรมสั่งสอนของเรา มันก็คือกรอบคิดแบบหนึ่งที่เรานำไปใช้อ่านวรรณกรรม แต่เราอาจจะไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวว่าเราใช้มันอยู่ หรือใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ก็ตาม ที่เมื่อกี้อาจารย์ยกขึ้นมา ก็คือว่าบางทีเราอ่านตัวละคร เราก็พยายามทำความเข้าใจกับสัญลักษณ์หรือความหมายหรือนัยยะหรือองค์ประกอบบางอย่างของเรื่อง บางทีเราใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์โดยไม่รู้ตัว ตัวละครถูกกระทำแบบนี้ ทำไมเขามีปมปัญหา คำว่าปมปัญหาของตัวละครนี่แหละที่มาจากแนวคิดทฤษฎี เพราะว่ามันอาจจะไม่ได้ถูกใช้โดยการอ้างอิงแบบตรงไปตรงมา มันอาจจะถูกนำมาใช้แล้ว ถูกนำมาอ่านแล้ว นำมาทำให้เบาบางลงแล้ว

                ถามว่าจำเป็นไหมที่เราจะต้องอ่านโดยใช้ทฤษฎีเหล่านี้ คำตอบก็คือจำเป็นและไม่จำเป็น จำเป็นก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่างานชิ้นนั้นอ่านเท่าไหร่ก็อ่านไม่เข้าใจ หรือว่ามีคนอ่านวรรณกรรมเล่มนั้นมาเยอะแล้ว เราก็ใช้ทฤษฎีเพื่อจะอ่านให้มันต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่นงานของอาจารย์ชูศักดิ์ หรือเรื่องคำพิพากษาก็ได้ คำพิพากษามีคนวิจารณ์มาเยอะแล้ว ตั้งแต่หนังสือตีพิมพ์ออกมา จะมีการวิจารณ์ทางภาษาเยอะมาก และก็จะไปมองในมุมมองของผู้ถูกกระทำ แล้วก็มีการพูดถึงปมปัญหาของไอ้ฟักด้วย มีพูดถึงบริบทสังคมด้วยว่าเรื่องนี้เขียนขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบกับสังคมอะไร ยุคไหน และมีการใช้สัญลักษณ์อะไร แต่ทีนี้พออาจารย์ชูศักดิ์นำทฤษฎีเกี่ยวกับ feminist สตรีนิยมเข้ามา จุดยืนหรือจุดศูนย์กลางวิเคราะห์มันย้ายไปอยู่ที่สมทรงทันที สุดท้ายแล้วผู้หญิงเองต่างหาก หรือสมทรงเองคือผู้ไร้เสียง คือคนที่ไม่สามามารถออกปากออกเสียงได้ ไม่สามารถพูดได้ เป็นผู้ถูกกระทำจริงๆ มากกว่าไอ้ฟักเสียอีก คืออันนี้ใช้ทฤษฎี feminist เข้าไปอ่าน มันก็เลยทำให้บทวิจารณ์แตกต่างออกไป หรือในยุคปัจจุบันมันจะมีแนวคิด post-human มันจะมีหลายสายมาก มันจะมีสายหนึ่งที่เรียกว่า animal study ก็คือการเน้นไปที่ศึกษาสัตว์ สิ่งมีชีวิตอื่นที่นอกเหนือจากมนุษย์ เราลองเอา post-human มาอ่านคำพิพากษาดู มันจะเกิดอะไรขึ้น คือมันเป็นการทดลองใช้วิธีอ่านแบบทำให้เห็นความต่างความแปลกออกไป บางทีเราอาจจะเห็นว่าคนที่ถูกกระทำจริงๆคือหมาบ้าหรือเปล่า หมาในเรื่องหรือเปล่าที่ถูกทุบตี มันก็จะมีวิธีอ่านไปอีก

 

การอ่านในยุค 4.0 ตามสไตล์เด็ก Gen Z

 

                แต่ประเด็นก็คือว่าใช้หรือไม่ใช้จะมีคำถามว่าเราควรจะอธิบายให้ได้ว่าทฤษฎีหรือแนวคิดที่เรานำมาใช้มันมีความสำคัญอย่างไร หมายถึงว่าจำเป็นไหมที่จะต้องเอามาใช้ แล้วเราจะต้องตอบให้ได้ว่าทฤษฎีนี้มันคือทฤษฎีอะไร เราต้องเข้าใจทฤษฎีด้วยอันหนึ่ง แล้วก็เข้าใจตัวบทแล้วหนึ่ง อันนี้คือการวิจารณ์อีก step หนึ่ง คือเราต้องพยายามทำความเข้าใจมันว่าเราจะเอามาใช้อย่างไร เพราะบางทีทฤษฎีมันอาจจะเยอะมาก แต่เราเลือกเพราะอะไร แล้วมันทำให้เรามองเห็นความหมายของตัวบทนั้นมากขึ้นแค่ไหน เดี๋ยวนี้เราก็เลยเห็นว่าวิจารณ์เลือกใช้ทฤษฎีกันเยอะมาก คือการใช้ทฤษฎีตะวันตกอะไรเข้ามาใช้ พวกพี่ก็ใช้ แล้วก็โดนตำหนิว่าเอามาใช้ผิดบริบท ผิดฝาผิดตัว ก็คือตอนนั้นใช้ทฤษฎีหลังอาณานิคมเข้ามาอ่านงานของวรรณกรรมไทย โดยวิจารณ์ว่าประเทศไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของใคร อันนี้ประเด็นแรก แล้วก็มันไม่สามารถเอามาใช้ได้ ทีนี้ปัญหามันจะมีสองประเด็นคือ หนึ่ง ในบทวิจารณ์เราใช้คำว่าบริบททางอาณานิคม คือคำนี้มันครอบคลุมว่ายุคสมัยของบริบทอาณานิคมในยุคไหน คือถึงแม้ว่าเราจะไม่ตกเป็นเมืองขึ้นโดยตรง แต่เราอยู่ในบริบทของอาณานิคม เพราะฉะนั้นกระแสทางการเมืองเศรษฐกิจเกี่ยวกับอาณานิคมมันก็เข้ามาอยู่แล้วในประเทศไทย อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องตกเป็นเมืองขึ้น เราขอยกให้เป็นของนักประวัติศาสตร์ที่เข้าไปตีความกัน เราก็ไม่ได้โต้เถียง เราก็รับฟังว่า เออ ต่อไปเราจะระมัดระวังในการใช้ให้มากขึ้น เราอาจจะไปผิดพลาดในจุดที่เราไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันจำเป็นแค่ไหน แต่ว่าในบทวิจารณ์ที่พี่เขียนเกี่ยวกับประเด็นอาณานิคม มันจะเป็นอาณานิคมเชิงวัฒนธรรม มันจะเป็นอีกมิติหนึ่ง มันจะช่วยทำให้เราเห็นตัวบท แม้ว่าเป็นวรรณกรรมไทยเอง มันก็ยังทำให้เห็นความแตกต่าง

                ทีนี้เรามาดูภูมิทัศน์หรือภาพรวมหรือกรอบคิดที่จะเอามาใช้ในการอ่านการวิจารณ์ น้องๆ อาจจะมาจากหลากหลายคณะหลากหลายภาควิชา พี่คิดว่าจุดแข็งของคนที่เรียนต่างจากวรรณคดีก็ดี สมมติว่าเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ ก็จะมีกรอบคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในการนำไปอ่านวรรณกรรม sci-fi dystopia อะไรที่มันลึกขึ้น ที่มันเห็นภาพขึ้น ในมิติที่ซับซ้อนขึ้นกว่าคนที่เรียนวรรณคดีมา หรือว่าคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา ก็อาจจะมองเห็นมิติทางเศรษฐกิจได้ลึกขึ้น มากกว่าคนที่เรียนวรรณคดีโดยตรง ทฤษฎีของมันก็จะมีทั้งทางฝั่งตะวันตกและมันก็จะมีทางฝั่งตะวันออก ตะวันตกที่เรารู้ๆ กัน ที่เขาใช้ๆ กันก็จะมีจิตวิเคราะห์ของ Freud ซึ่งมันอาจจะทำให้การอ่านตัวบทในซึ่งที่ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงหรอก แต่ว่าเราไปตีความเกินความหมายของคนเขียนหรือเปล่า ซึ่งมันเป็นความยากอย่างหนึ่งที่นักวิจารณ์ต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนให้ได้ว่าเราเชื่อว่าตัวบทนี้สื่อสารกับเราด้วยความหมายนี้ เพราะอะไร มีเหตุผลอะไรมาสนับสนุน มันจะทำให้คนเชื่อได้ คล้อยตามได้ ถึงแม้ว่าก่อนอ่านเขาไม่ได้คิดหรอกว่าความหมายจะเป็นแบบนั้น มโนหรือเปล่า มันดูเหมือนมโน การวิจารณ์คือการมโนอย่างหนึ่งแหละ แต่ว่ามันเป็นงานมโนที่ต้องมีเหตุมีผลที่เข้ามารองรับ สมัยหลังๆ เราจะเห็นว่ามันจะขนานไป วิธีการอ่านกับตัวบทมันจะไปร่วมกัน ก็คือว่าตัวบทมันอาจจะก้าวหน้าไปกับงานวิจารณ์ ด้วยความที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม มันเป็นตัวทำให้ตัวบทเปลี่ยนแปลงไป และวิธีการอ่านแบบเดิมๆ มันอาจจะทำให้เราไม่เห็น หูตาไม่ทันตัวบทก็ได้ บางทีนักวิจารณ์อาจจะต้องใช้กรอบคิดใหม่ๆ หรือว่าการมองโลกแบบใหม่ๆ ในการช่วยให้เข้าใจตัวบทที่นักเขียนหรือนักประพันธ์นำเสนอออกมา ซึ่งหลังๆมานี้เราก็จะเห็นแนวคิดเรื่อง post-modern หลังสมัยใหม่ หรือ feminist หรือตอนนี้ก็มีนิเวศสำนึก มีการใช้ทำนองทางสิ่งแวดล้อมเข้าไปอ่านวรรณกรรมก็ได้ บางทีวรรณกรรมไม่ได้พูดถึงธรรมชาติอะไรเลย แต่ว่าเราสามารถเอากรอบคิดเรื่องธรรมชาติเข้าไปมองวรรณกรรมเรื่องนั้น แล้วก็ดึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นมาอีกประเด็นแก่นเรื่องสำคัญของงานวิจารณ์เราได้ มันจะทำให้งานวิจารณ์นั้นคมขึ้น แล้วก็หนักแน่นขึ้น

                หรือยุคหลังของเราก็จะมีกระแสเกี่ยวกับการศึกษาอารมณ์ความรู้สึกซะเยอะ อย่างที่พี่อ้นพูดเรื่องกระท่อมน้อยลุงทอง มันส่งผล มันคือพลังของวรรณกรรม ถ้าเอาทฤษฎีหรือเอากรอบคิดของความรู้สึกเข้าไปจับ คือเรื่องวรรณกรรมเอง หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่น การเมืองก็ตาม มันขับเคลื่อนอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล คือมันเป็นผลกระทบทางความรู้สึก มันถูกแพร่กระจายด้วยความรู้สึกเวลาที่เราพยายามจะอ้างอิงประวัติศาสตร์หรือข้อเท็จจริง ดูอย่างบุพเพสันนิวาสก็ได้ คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์บอกว่าข้อมูลนั้นผิดข้อมูลนี้ผิด อันนั้นไม่ตรง แต่คนดูก็อินอยู่นั่นแหละ นี่แหละคือการขับเคลื่อนของวรรณกรรมหรือการขับเคลื่อนของตัวบทละครที่มันผ่านอารมณ์ความรู้สึก เราจะต้องไปดูว่าอารมณ์แบบไหนที่มันทำให้เกิดผลกระทบทางความรู้สึกในช่วงเวลานั้น บางทีเหตุผลหรือข้อเท็จจริงมันอาจจะทำให้อ่านตัวบทไม่ได้อ่านความหมายไม่ได้ หรือในเรื่อง post-human คือ post-human มันจะเป็นการย้ายศูนย์กลางของมนุษย์ ที่เรามองตัวเองเป็นศูนย์กลางไปอยู่รอบๆ ไปอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับสิ่งมีชีวิตอื่นหรือวัตถุอื่น คือ post-human มันจะมีสายอยู่สามสายหลักๆ คือนิเวศวิทยา เป็นเรื่องของธรรมชาติเรื่องของสัตว์ หรือ AI ปัญญาประดิษฐ์ ก็จะไปสนใจศึกษาเรื่องวรรณกรรมเกี่ยวกับ sci-fi dystopia ก็ได้ หรือวรรณกรรมในสื่อโซเชี่ยลเองก็ได้ ที่นำเสนอเรื่องเทคโนโลยี หุ่นยนต์ มันจะมีกรอบคิดแบบนี้ขึ้นมาให้ศึกษา แล้วเราก็นำไปใช้นำไปอ่านวรรณกรรมพวกนี้ได้ หรือไปไกลกว่านั้นคือการศึกษาเกี่ยวกับวัตถุ ในงานวรรณกรรมเราจะพูดถึงสิ่งมีชีวิต อย่างน้อยก็คน-สัตว์ หรืออะไรสักอย่าง แต่เราลืมพูดไปถึงวัตถุบางอย่างในวรรณกรรมนั้นๆ มันอาจจะมีความหมายอะไรบางอย่าง ความหมายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่ามันสื่อสัญลักษณ์อะไร แต่ว่าความหมายของวัตถุอันนั้นมันอาจจะมีผลขับเคลื่อนหรือส่งผลกระทบต่อเนื้อเรื่องต่อตัวละครยังไง แก้วน้ำสักแก้วหนึ่งหรือผ้าเช็ดตัวสักผืนหนึ่งอาจจะมีความหมาย อาจจะเอามาวิจารณ์ได้เยอะก็ได้ แนวคิดเหล่านี้มันจะทำให้เราดึงประเด็นเกี่ยวกับวรรณกรรมเรื่องนั้นขึ้นมาได้คือมันนอกเหนือไปจากการอ่านละเอียดแล้ว อ่านบริบทแล้ว ถ้ายังไม่เห็นความหมายก็ต้องใช้ทฤษฎีพวกนี้ดึงประเด็นออกมาได้

                แต่ว่าเราต้องไม่ลืมว่าบางทีเราเอาทฤษฎีมาใช้ เราต้องอย่าให้ทฤษฎีมันมาใช้เรา บางทีเราอ่านบทวิจารณ์บางบท เราเห็นแต่ทฤษฎีไปหมดเลย แล้วตกลงเราไม่รู้ว่าจะวิจารณ์ตัวบทอะไรกันแน่ บางทีคนวิจารณ์อาจจะร้อนวิชาร้อนทฤษฎี อธิบายแต่ทฤษฎีโดยไม่ได้ดึงตัวบทเข้ามาใช้ เราต้องใช้ตัวบทเป็นศูนย์กลางของการวิจารณ์ และใช้บริบทในการช่วยอ่าน แล้วเราก็เสริมด้วยทฤษฎี

                ทีนี้พูดอีกนิดหนึ่งก็คือตัวอย่างเรื่องการใช้ทฤษฎี เวลาเราอ่านวรรกรรมการเดินทางหรือเรื่องเล่าการเดินทางในยุคนี้ หรือว่ายุคก่อนก็ตาม เราอาจจะชอบไปดูว่าตัวละครนั้นๆ มันสะท้อนสภาพสังคมวัฒนธรรมในที่เขาไปยังไง สมมติว่าเขาไปต่างประเทศ ไปจีน ไปอะไรอย่างนี้ เขาจะดูว่าเขาสะท้อนสภาพสังคมและเศรษฐกิจยังไง ทีนี้ถ้าเรามีกรอบคิดเกี่ยวกับเรื่อง gender เข้าไปประกอบการอ่าน เราก็จะมองว่าตัวละครที่เดินทางเป็นผู้ชายผู้หญิง เป็นเกย์เลสเบี้ยน เป็นเพศไหน แล้ววิธีการเดินทางของตัวละครที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเพศ-สถานะ มันถูกนำเสนอออกมาแบบไหน ผู้ชายเดินทางแบบหนึ่ง ผู้หญิงเดินทางแบบหนึ่ง เกย์เดินทางอีกแบบหนึ่ง มีการสร้างอัตลักษณ์อะไรขึ้นมาบางอย่าง มีองค์ประกอบในการช่วยให้ตัวละครตัวนั้นมีตัวตนขึ้นมาได้อย่างไร หรือถ้าเราเอาเรื่องชาติพันธุ์เข้าไปเกี่ยวข้องในการมอง เราจะดูว่าตัวละครผิวขาวเขาเดินทางกันแบบไหน ตัวละครผิวดำเดินทางกันแบบไหน มีหนังเรื่องหนึ่งที่นำเสนอเรื่องคนดำเดินทาง เราก็จะรู้สึกได้ว่ามันมีความเหลื่อมล้ำอยู่ในนั้นหรือเปล่า มันจะมีประเด็นอะไรบ้าง หรือชนชั้นไหนเดินทาง คนที่เดินทางไป คนชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูงขึ้นไป จะรู้สึกว่าเขาเดินทางเพื่อไปตามหาตัวตน ไปหาจิตวิญญาณ ไปในเรื่องของข้างใน สรรหาอัตลักษณ์อะไรบางอย่าง แต่ถ้าเป็นชนชั้นล่างที่เขาเดินทางแบบผู้ลี้ภัยผู้ประสบภัย เขาจะมีวิธีการคิดอีกแบบหนึ่ง เขาจะมีการสร้างเรื่องเล่าการเดินทางของเขาขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง เพื่อนที่จะสร้างอัตลักษณ์ที่สูญหายไป หรือรากเหง้าที่เขาไม่มี นี่ก็เป็นประเด็นที่เอามาวิจารณ์ได้โดยใช้ทฤษฎีในการมอง แล้วเราก็เสริมด้วยบริบททางสังคมว่าทำไมวรรณกรรมการเดินทางชิ้นนี้มันถึงเกิดขึ้นมา มีการลี้ภัยอะไรต่างๆ

                ทีนี้การใช้ทฤษฎีแบบที่พี่พูดมาค่อนข้างเยอะ แต่มันอาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้ คือถ้าเราอ่านตัวบทลึกๆ แบบวิเคราะห์ดีแล้ว หรืออ่านตัวบทดีแล้ว ทฤษฎีก็ไม่มีความจำเป็น แต่ว่าความสำคัญก็คือการอ่านนั่นแหละ ก็คืออ่านให้มันแตก อ่านให้มันเข้าใจก่อนว่าใครทำอะไรที่ไหนยังไง เกิดอะไรขึ้นที่ไหน ฉากอะไร มีองค์ประกอบอะไร ต่างๆเหล่านี้อย่างน้อยทำให้เราเห็น พี่จำคำหนึ่งที่อาจารย์เคยบอกไว้ อาจารย์นพพรหรือเปล่า ที่อาจารย์ธีรเดชเคยเล่าให้ฟังว่า นักวิจารณ์ต้องมีคุณสมบัติคือมีความสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง เวลาเราอ่านวิเคราะห์ลึกๆ เข้าไปแล้ว ถ้าอ่านละเอียดแล้วเราจะ เอ๊ะ เยอะมาก จะเอะใจ จะเกิดการตั้งคำถาม นักวิจารณ์ควรจะต้องสังหรณ์อะไรเหล่านี้ เออ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทำไมตัวละครต้องแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งสังหรณ์ในที่นี้ต้องเกิดจากเราอ่านมาเยอะจริงๆ อ่านหนังสือมาเยอะ อ่านอะไรก็ตามที่เราสนใจ แล้วเราต้องมุ่งไปสู่สิ่งที่เราชอบ สมมติว่าเราชอบเล่นเกม เราอ่านเข้าไปเยอะๆ เล่นเข้าไปเยอะๆ เราก็จะสังหรณ์อะไรบางอย่างว่าทำไมต้องเกิดเกมนี้หรือเนือ้หาประเภทนี้ขึ้นมาเยอะขึ้น ทำไมเนื้อหาประเภทนี้ไม่ถูกพูดถึง หรือทำไมต้องดึงคนเข้าไปเล่นกับเกม เกมมีความน่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือว่ามันไปสลายตัวบท-หนึ่ง กับอีกสอง-มันไปสลายความเป็นนักประพันธ์จริๆง ตามรูปธรรมคือนักเขียนตายแล้วจริงๆ คือคนเล่นเป็นส่วนหนึ่งของเกมด้วย มันคือการสร้างเรื่องไปพร้อมๆ กันกับเนื้อหาของเกม มันก็จะซับซ้อนขึ้นไปอีก

                พอเราเกิดสังหรณ์ใจขึ้นมาแล้ว มันจะนำไปสู่การหาคำตอบ มันก็จะนำไปสู่การอ่านซ้ำ หรือการกลับไปอ่านเพิ่ม แล้วก็พยายามที่จะตอบคำถามในสิ่งที่เราสังหรณ์ใจนั้น อย่างน้อยก็ทำให้เราเห็นประเด็นขึ้นมาแล้วว่าเราจะพูดถึงเรื่องอะไร วิธีการเหล่านี้มันอาจจะเขยิบไปมากกว่าเรื่องของคุณค่าในตัวบท หรืออาจจะเพิ่มคุณค่าให้เห็นมากขึ้นว่าตัวบทนั้นมีคุณค่าในแง่ไหนบ้าง หรืออย่างน้อยก็ทำให้คนอ่านได้เห็นว่าคุณค่านั้นมีความหลากหลาย ยากที่จะตัดสิน ลำบากใจที่จะตัดสินมากขึ้น เพราะว่มันมีเงื่อนไขในการเกิดขึ้นของความหมายตัวบทมากมาย

                ทั้งหมดนี้คือวิธีการอ่าน ทำให้เรามองเห็นภูมิทัศน์ของการวิจารณ์ด้วยวิธีการที่หลากหลายและกว้างขึ้น ไม่อยู่ในกรอบมากขึ้น ตอนที่พี่เริ่มเขียนบทวิจารณ์ใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่ามันยากจัง เราต้องไปหาต้นแบบ หาหนังสือ หรือว่าหานักวิชาการที่เขาสามารถช่วยแนะนำเราได้ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบอะไร เหมือนเรื่องที่เราไปหามาอ่านอาจจะพูดถึงแต่สื่อเก่า หรือพูดถึงแต่ text เก่าๆ ที่เราไมได้สนใจ บางทีมันก็ต้องใช้วิธีการมองว่าความหมายของตัวบทมันเปลี่ยนไปแล้ว และวิธีการเข้าหาตัวบทก็มีมากมายมหาศาลที่เราจะหยิบจับมาใช้ แต่สุดท้ายแล้วตัววรรณกรรมหรือตัวบทที่เราจะศึกษานั่นแหละคือจุดหมายหลักที่นำไปสู่คำตอบที่เราอยากได้ ไม่ว่ามันจะไปสู่ยุค 4.0 หรือยุคต่อไปข้างหน้า หรือว่าจะเป็นอีก generation วิธีการมองหรือการอ่านงานวิจารณ์หรือการอ่าน มันก็ยังจะเป็นแบบนี้ แก่นของมันก็คือแบบนี้

 

 

Share: | View : 508