เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ห้องรับแขก (ร่วมวงสนทนาตามประสาญาติน้ำหมึก)
 
‘50 ปี ประพันธ์สาส์น’ หอมกลิ่นน้ำหมึกจากวันวาน
ชื่อผู้โพสต์ : เด็กหญิงชุติมา
mylovefun@hotmail.com
27-12-2012 / 03:03:42
 
Tag :

ถึงสีของน้ำหมึกจะเลือนลางไปตามกาลเวลา แต่กลิ่นกรุ่นของมันก็ยังคงไม่จางห่างหายไปจากแวดวงวรรณกรรม 
       
       เช่นเดียวกัน ‘สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น’ สำนักเพาะบ่มเหล่านักเขียนและนักอ่านคอทองแดง ที่ผงาดอย่างทรนงคู่สยามประเทศมาร่วม 50 ปี จากฝีมือการบริหารจากรุ่นสืบรุ่นด้วยพันธุกรรมความรักที่มีต่อหนังสือ
       
       แรกเริ่มเดิมทีคงต้องกล่าวถึง ร้านผดุงศึกษา ที่ก่อตั้งโดย ทรวง เตชะธาดา และค่อยๆ ส่งต่อให้ลูกชาย เฮียชิว-สุพล เตชะธาดา เข้ามาพัฒนาเป็นสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นช่วงปีที่รุ่งโรจน์เรืองรองในบรรณพิภพ ส่วนปัจจุบันบริหารโดยหนึ่งในทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง อาทร เตชะธาดา ที่เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่กำหนดทิศทางของประพันธ์สาส์นสู่ตลาดนักอ่านกันต่อไป
       
       มีนักเขียนระดับปรมจารย์ของเมืองไทย เข้ามาร่วมพิมพ์กับสำนักอักษรแห่งนี้อยู่ไม่น้อย อาทิ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์, หยก บูรพา, มนัส จรรยงค์, ณรงค์ จันทร์เรือง, อาจินต์ ปัญจพรรค์, สุจิตต์ วงษ์เทศ, ขรรค์ชัย บุนปาน, สุรชัย จันทิมาธร ฯลฯ ประพันธ์สาส์นั้นพิมพ์ผลงานออกสู่ตลาดนักอ่านอย่างมากมาย อาจจะกล่าวได้ว่ายุคนั้น หนังสือของสำนักพิมพ์นี้เป็นเหมือนสิ่งเสพติดที่ใครๆ ต่างใคร่ควักเงินเพื่อซื้ออ่านอย่างยอมพลาดไม่ได้
       
       สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งประพันธ์สาส์นไม่ได้วางตำแหน่งตัวเองในฐานะเจ้าของธุรกิจหรือผู้ผลิต แต่กลับวางตัวเป็น ‘มิตร’และ ‘ครอบครัว’ แก่บรรดาพี่น้องในแวดวงน้ำหมึกจนกระทั่งเกิดความผูกพันทางใจที่ไม่สามารถตัดขาด
       
       ในส่วนงานฉลองครบรอบ 50 ปี สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ในวันที่ 15-18 มีนาคม 2555 ที่จะถึงนี้ ณ แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน คงไม่ต้องแปลกใจเลย หากคนในวงการวรรณกรรมเข้าร่วมเป็นประวัติการณ์
       
       ใน (นัย) ประพันธ์สาส์น
       “พ็อคเกตบุ๊ค เมื่อก่อนออกวันละเล่มสองเล่มเป็นรายวันนะ ยอดพิมพ์ 3,000 เล่ม เหลือ 1,500 ไม่มี เมื่อก่อนขายหมด ต้องปั๊มขายขาดอีก ไม่มีการฝากขาย ไม่ต้องวิ่งส่ง เขามาซื้อถึงที่”
       
       อาทร เตชะธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด เล่าถึงบรรยากาศเมื่อครั้งคุณพ่อเริ่มต้นสำนักพิมพ์ฯ ซึ่งจัดว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของวงการวรรณกรรมภายใต้การกำกับของประพันธ์สาส์นอย่างที่สุด
       
       “อาจเพราะว่าช่วงนั้นมันไม่มีสื่อเลยนะ โทรทัศน์ก็มี 2 ช่อง คือ ช่อง 4 กับ ช่อง 7 และเป็นโทรทัศน์ขาวดำด้วย ไม่มีสื่ออินเตอร์เน็ต เมื่อนก่อน เฮียชิว (คุณพ่อ) เน้นปกอ่อน ออกมาทุกวันเป็นรายวัน อย่างเล่มแรกของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ เรื่อง ‘หนาวผู้หญิง’ รวมพิมพ์เป็นครั้งแรกหลังจากลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ แล้วมาลงเป็นพ๊อคเกตบุ๊ค พิมพ์ครั้งแรกหมื่นเล่ม หมดภายในพริบตาเลย...แทบไม่น่าเชื่อเพราะระบบจัดส่ง การขนส่ง หรือการปลุกเร้ากระแสการอ่านมันไม่มีเหมือนทุกวันนี้ ที่พยายามแล้วพยายามอีก แต่หลายสำนักพิมพ์พอพิมพ์ออกมาแล้วก็เหี่ยวแห้ง”
       
       ถึงอาจมองได้ว่าเพราะคนไม่มีทางเลือก ไม่มีสื่ออื่น แต่เนื้อแท้อย่างหนึ่งก็คือนักเขียนเหล่านี้เขียนสนุก เป็นความบันเทิงที่ใกล้ตัวที่ง่ายต่อการหยิบฉวย สำหรับปัจจุบันก็มีธุรกิจประเภทเดียวกันเกิดขึ้นจำนวนมาก อาทร เปิดใจถึงการยืนหยัดของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นที่เดินทางเข้าปีที่ 50
       
       “ข้อแรกคือ ใจรักหนังสือ ถ้าทำอะไรที่ใจไม่รัก แล้วมีธุรกิจอื่นมาเย้ายวนก็เลิกไป พ่อผมเป็นคนรักหนังสือมากถึงแม้จะเกษียณแล้ว เจอกันแกก็จะถามเรื่องหนังสือ ครอบครัวผมอ่านหนังสือทุกคนอ่านกันเป็นกิจวัตรประจำวัน อ่านเยอะ...มันไม่ใช่เพราะเกิดในกองหนังสือเท่านั้น
       
       “ข้อที่สองคือ เรื่องจังหวะ ที่ทายาททางธุรกิจมาสอดรับพอดี อย่างตอนปู่ทำผดุงศึกษา พ่อก็เป็นผู้จัดการให้ จนพ่อออกเรือน ปู่ก็คิดว่าพ่อควรมีธุรกิจเป็นของตัวเอง พ่อถึงกล้าใช้ชื่อประพันธ์สาส์น อย่างผมมาสอดรับพ่อ ก็เป็นไปในจังหวะที่พอดี คือว่าเขากำลังต้องการผู้ช่วยพอดี พี่สาวผมกับน้องชายก็ทำมาด้วยกัน ผมจะดูแลเนื้อหา ส่วนพวกเขาจะดูแลเรื่องพิมพ์ และสามคือความซื่อตรง การคลุกคลีกับนักเขียน ตั้งแต่รุ่นพ่อจนถึงรุ่นผมก็ยังปฎิบัติสม่ำเสมอ ทุกวันนี้ผมก็ยังไปพบนักเขียนรุ่นใหญ่ที่ร่วมเป็นร่วมตายมากับประพันธ์สาส์นตั้งแต่ก่อตั้งมา ผมต้องดูแลนักเขียนให้ความเคารพนับถือ”
       
       อย่างไรก็ตาม ประพันธ์สาส์นก็มอบบทเรียนต่อผู้อยู่ในแวดวงการพิมพ์ไม่น้อย อาทร ยังฝากข้อคิดต่อผู้ประกอบการแวดวงน้ำหมึกทั้งผู้ผลิต รวมถึงมิตรรักนักอ่านรุ่นใหม่ด้วย
       
       “ส่วนผู้ผลิต คุณจะต้องเปิดหูเปิดตาให้มาก และอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเราเก่งทำอาชีพนี้มานานแล้ว เพราะเราจะไม่แสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ และไม่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เราจำเป็นต้องคิดจากศูนย์ใหม่ มันก็จะเห็นประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ ถ้าใครไม่ปรับตัวก็เคยมีพังกันมาแล้ว
       
       “ส่วนของคนอ่าน เราต้องการสนองนโยบายส่วนรวมของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน คุณอ่านหนังสือก่อนคนอื่น รู้ก่อนคนอื่น ถ้าไม่มองในแง่ของวัตถุ ผมยืนยันว่าหนังสือเป็นพื้นฐานของการจำแนกแยกแยะความสุขได้ ถ้าเกิดคุณไม่ได้อ่านหนังสือดีๆ โดนๆ ชีวิตคุณจะโกลาหลสับสนมาก คุณจะไม่รู้จักการจำแนกแยกแยะความสุข”
       
       แน่นอน ประพันธ์สาส์นภายใต้การดูแลของ อาทร ย่อมมีอะไรใหม่ๆ สั่นสะเทือนวงการสิ่งพิมพ์อย่างแน่นอน อย่างเช่น ประพันธ์สาส์น อะคาเดมี่ ที่แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือโรงเรียนบรรณาธิการ เน้นการสร้างบรรณาธิการหนังสือเล่มที่มีความเข้าใจในวิชาชีพ เพราะมีการสำรวจมาแล้วว่าว่าอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าจะอาชีพนี้จะขาดแคลน และส่วนที่สองโรงเรียนบุ๊ก เซลเลอร์ ที่สอนเกี่ยวกับการซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือ สอนการขายหนังสือแบบมืออาชีพ ทั้งหน้าร้าน และออนไลน์
       
       ก็คงต้องยอบรับว่าสมัยนี้ไลฟ์สไตล์การอ่านจะเน้นอ่านผ่านอีบุ๊คกันมากขึ้น ประพันธ์สาส์นก็มีการเตรียมการ พร้อมลุยตลาดอีบุ๊กมากกว่า 2 ปีแล้ว ซึ่ง อาทร ก็ยังคาดการณ์ว่าอนาคตแวดวงสิ่งพิมพ์จะกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
       
       “ตอนนี้อีบุ๊กมาเสริมการอ่านแน่นอน ไม่ได้มาแข่ง แต่ต่อไปอนาคตไม่แน่ เจเนอเรชันใหม่ อีบุ๊ก ไอบุ๊กจะนำ ส่วนหนังสือหิ้วเป็นตัวเสริม คนหิ้วเล่มที่รักเล่มเดียวไปอ่านก็เหลือเฟือแล้ว ผมก็ยังเชื่อว่าเสน่ห์หนังสือจะยังไม่หายไป แต่พวกหนังสือใหม่อาจจะอยู่ในสภาพแพงขึ้น เป็นของสะสมมากขึ้น ก็จะพิมพ์ตามออร์เดอร์ไม่มีการพิมพ์มาวางโชว์เหลือคืนได้ มันจะกลับมาวงจรเดิมคือ ขายขาด”
       
       ย้อนห้วงคำนึง
       “ประพันธ์สาส์นก็จะมีชื่อในแง่ของการเป็นสำนักพิมพ์ที่มีสายสัมพันธ์กับนักเขียนแนบแน่น จากการที่ได้ยินได้ฟังนักเขียนผู้ใหญ่เล่าๆ มานะ ตัวคนที่เป็นเจ้าของ เฮียชิว คุณพ่อคุณอาทร เป็นเพื่อนรักเป็นคนที่ดูแลนักเขียนเป็นอย่างดี”
       
       คำกล่าวของ ชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนถึงมิตรภาพที่ทางสำนักพิมพ์รุ่นเก่ามีต่อหมู่ภมรแห่งสวนอักษรได้เป็นอย่างดี
       
       สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเหมือนกับสำนักพิมพ์ทั่วไป ที่คัดสรรหนังสือดีๆ มาพิมพ์ การเข้าปีที่ 50 ถือว่ามีเป็นการแสดงถึงคุณภาพ สามารถเป็นที่พึ่งของนักอ่านได้ ชมัยภร ก็หวังว่าทางประพันธ์สาส์นจะรักษาคุณภาพให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป และก็ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ
       
       มีนักเขียนจำนวนมากที่ตบเท้าเข้ามาร่วมงานกับสำนักพิมพ์แห่งนี้ จนกลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว ซึ่งแต่ละท่านก็ล้วนถูกตรึงด้วยความประทับใจหลายๆ อย่าง ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนแถวหน้าของเมืองไทย ผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง เวลาในขวดแก้ว ฯลฯ ก็ได้ฝากคำนิยมต่อสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นไว้ใน หนังสือเรื่องประพันธ์สาส์น อะคาเดมี่ ความว่า
       
       “เมื่อพูดถึงหนังสือและสำนักพิมพ์ในเมืองไทย ชื่อของประพันธ์สาส์นจะต้องอยู่ในอับดับต้นๆ ของผมเสมอ ไม่ใช่เพียงเพราะผมเติบโตมาในยุคสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นรุ่งโรจน์ และเป็นแหล่งชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ของบรรดานักเขียนชั้นนำที่ผมชื่นชมเท่านั้น หากแต่ต้องขอยืมสำนวนของ พี่ปุ๊-‘รงค์ วงศสวรรค์ มากล่าวว่า หนังสือของประพันธ์สาส์นมีรสนิยมวิไล ให้ความสำคัญหนังสือตั้งแต่ปกหน้า ภาพประกอบ และการจัดหนังสืออย่างมีศิลปะ จึงมีความสวยงามโดดเด่นกว่าพ็อกเกตบุ๊กของสำนักพิมพ์อื่นๆ ในเวลานั้น ทำให้นักอ่านต้องติดตามซื้อหนังสือที่มีเครื่องหมายประพันธ์สาส์นมาไว้ในครอบครอง”
       
       อดีตเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจุบัน การได้กลับมาเรียนรู้อดีตอีกสักครั้งก็คงทำให้เข้าใจและสามารถปรับเข็มทิศชีวิตอย่างถูกที่ถูกทางมากขึ้น
       
       ความยิ่งใหญ่ของสำนักพิมพ์รุ่นเก๋าอาจยังทิ้งคำถามให้ฉงนสงสัย ซึ่งหากต้องการล้วงถึงแก่นสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ศึกษาแวดวงวรรณกรรมในยุคเฟื่องฟู ก็คงต้องเดินทางไปร่วมงานฉลองครบรอบ 50 ปี สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น งานนี้มีเสียงกระซิบฝากมาว่า มีทีเด็ดเพียบ...คนรักวรรณกรรมห้ามพลาด!
       >>>>>>>>>>
       
       …………
       เรื่อง : นฤมล ประพฤติดี

ขอขอบคุณที่มา

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000015518

 


ความคิดเห็น 1

ประพันธ์สาส์นคือชีวิตและจิตใจของคนรักหนังสือครับ

ชื่อผู้โพสต์ : arthorn
arthorn1958@hotmail.com
19-01-2013 / 17:39:04

แสดงความคิดเห็น
กติกาแสดงความคิดเห็น
เขียนข้อความ
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :