เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ถนนนัก (ขอ) เขียน : วรรณกรรมแฟนตาซี
 
ออนไลน์ ตอนที่ 9 ออกเดท ?
ชื่อผู้โพสต์ : zoitee
zoitee@yahoo.com
31-07-2012 / 05:41:04
 
Tag :

ฉันนั่งอยู่ที่ม้านั่งข้างสระน้ำขนาดใหญ่ภายใน สวนแห่งความทรงจำ บริเวณนี้มีไม้ดอกไม้ประดับออกดอกบานสะพรั่งอยู่ทั่วไป ดอกไม้สีสรรต่างๆ ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ นอกจากนี้ตรงกลางสระน้ำยังมีน้ำพุขนาดใหญ่ที่คอยพ่นละอองน้ำสูง ขึ้นไปในอากาศสร้างความชุ่มชึ้นให้กับพื้นที่โดยรอบ

ฉันตั้งใจมาถึงก่อนเวลานัดหมายพอสมควร เพราะมีอะไรบางอย่างคอยรบกวนจิตใจ และฉันต้องการสถานที่สงบๆ เพื่อจะขบคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน ห้องเก็บผนึกอสูร

ละอองน้ำที่ร่วงหล่นลงมาจากน้ำพุก่อให้เกิดเป็นสายรุ้งเล็กๆ สะท้อนอยู่ในแสงแดด ฉันทอดสายตามองผ่านสายน้ำที่พวยพุ่งออกไป แล้วเริ่มคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันดูไม่เหมือนกับเรื่องราวตามปกติที่เกิดขึ้นใน ไกอา เลย ทั้งเรื่องที่มีการอ้างว่าเป็น ตัวละครตามเนื้อเรื่อง หรือเรื่องที่มีการหลอมรวมร่างเพื่อเข้าควบคุม อิฟรีด ฉันไม่เคยเจอกับอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

จอมปีศาจ เวราส เป็นใคร หรือ อะไร กันแน่ เรื่องราวของมันดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของ ไกอา แต่วิธีการและรูปแบบของมันกลับแปลกแยกออกไป ภารกิจ ที่เกี่ยวข้องกับ ตราแห่งผู้กล้า ก็เหมือนกัน บางส่วนก็ดูเหมือนจะเกี่ยวโยงกับเนื้อเรื่องอื่นๆ แต่บางส่วนกลับดูน่าสงสัย

ความคิดของฉันวนเวียนวกวนไปมาโดยไม่มีข้อสรุปใดๆ จนกระทั่งมีมือยื่นมาสะกิดที่ไหล่เบาๆ

“มารอนานแล้วหรือครับ”

ฉันสะดุ้งแล้วเหลียวหน้ากลับไป อามานี่ ยืนยิ้มอยู่ตามแบบฉบับของเขา แต่ที่ดึงดูดสายตาของฉันคือเด็กสาวร่างเล็กคนหนึ่งที่ยืนแอบอยู ่ข้างๆ ตัวเขา เธอตัวเล็กผอมบางไว้ผมยาวแค่ไหล่ หน้าตาของเธอดูธรรมดาๆ แต่ชุดที่เธอสวมใส่อยู่กลับไม่ธรรมดาเหมือนกับหน้าตาของเธอ ชุดเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่ติดกันเป็นชิ้นเดียว มีสีสันสดใสสลับลายกันอย่างสวยงาม และที่สะดุดตาที่สุดก็คือลายเส้นที่ปรากฏอยู่บนชุด ลายเส้นที่วิ่งคดเคี้ยวไปมาอย่างสวยงามพาดผ่านไปทั่วทั้งตัว

“เปล่าหรอกค่ะ…คือฉันตั้งใจมาก่อนเวลาเองล่ะค่ะ…สวัสดีนะคะ”

“อ้อ…ครับ…สวัสดีครับ แหม…นึกว่าพวกเราทำให้สาวสวยต้องมานั่งรอเสียแล้ว”

“แล้ว…แล้วเพื่อนของคุณล่ะคะ”

“อ้อ…ครับ…ขอโทษทีนะครับ ผมลืมแนะนำไปเลย นี่คือ T.D.D. เพื่อนของผม”

เขาผายมือไปทางเด็กสาวร่างเล็กคนนั้น หลังจากนั้นก็ผายมือมาทางฉัน

“…ส่วนนี่ก็ Z คนที่เธออยากพบ”

ฉันนิ่งอึ้งไปหลังจากที่เขาแนะนำตัวเสร็จ ฉันไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า T.D.D. เพื่อนของเขาจะเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้ ฉันหลงคิดเอาเองมาตั้งแต่ต้นว่าเขาจะต้องเป็นผู้ชาย ที่บางทีอาจจะมีท่าทางตุ้งติ้งเหมือนกับพวกนักออกแบบที่ฉันเคยเ ห็นมา

T.D.D. มีท่าทางเอียงอาย เธอขยับตัวเข้าไปซ่อนอยู่ข้างหลัง อามานี่ โดยไม่ยอมพูดยอมจา ฉันอดที่จะถามเขาให้แน่ใจไม่ได้ว่า

“เธอเป็นคนออกแบบลายเสื้อพวกนั้นจริงๆ หรือคะ”

“ผมรับรองเลยครับ เธอเป็นคนที่ค่อนข้างจะขี้อายน่ะครับ แต่ความสามารถของเธอเป็นของแท้แน่นอน ผมรู้จักกับเธอมานานแล้วถึงได้สนิทสนมกับเธอแบบนี้”

ฉันมองไปที่เธออีกครั้ง เธอก็ยิ่งถอยหลบเข้าไปมากขึ้น แล้วนี่พวกเราจะคุยกันได้อย่างไร อามานี่ พยายามที่จะดันเธอให้ขยับออกมาข้างหน้า แต่เธอก็พยายามที่จะฝืนเอาไว้

“…ผมจะให้พวกคุณคุยกันตามสบายนะครับ พอดียังมีงานที่ร้านต้องกลับไปดูอีก”

T.D.D. จ้องหน้าเขาเขม็ง ฉันก็มองหน้าเขาเหมือนกัน ในสถานการณ์แบบนี้เขากลับคิดจะทิ้งพวกเราไว้ด้วยกัน อามานี่ ยิ้มแห้งๆ พร้อมกับยกมือขึ้นเกาหัว

“ไม่ว่างจริงๆ น่ะครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับ…ลาล่ะครับ สวัสดี”

อามานี่ รีบเดินหนีไปอย่างไม่รอช้า ฉันคิดว่า T.D.D. จะต้องวิ่งตามเขาไปแน่ๆ แต่เธอกลับเพียงแค่มองตามเขา และเมื่อเขาเดินจากไปไกลแล้วเธอก็มีท่าทางลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะหันมายิ้มให้กับฉันอย่างเคอะเขิน

“…เอ่อ…เอ่อ…ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ”

“เชิญค่ะ”

ฉันผายมือเชื้อเชิญ ซึ่งเธอก็นั่งแต่กลับนั่งลงที่ปลายอีกด้านหนึ่งของม้านั่ง ทิ้งให้เกิดช่องว่างตรงกลางระหว่างเราอยู่ช่วงใหญ่ พวกเราพากันนั่งเงียบๆ ฉันพยายามนึกหาเรื่องชวนคุยแต่ยังนึกไม่ออก ส่วนเธอนั้นไม่มีท่าทางว่าจะพูดอะไรทั้งสิ้น

“เอ่อ…เธอคิดเรื่องลวดลายพวกนั้นได้อย่างไรกัน ฉันหมายถึงอะไรที่ทำให้เธอเอาสมการพวกนั้นมาใช้ในการออกแบบล่ะ”

ฉันตัดสินใจเริ่มชวนคุยจากเรื่องใกล้ๆ ตัวเธอก่อน เพื่อที่จะค่อยๆ หาจุดสนใจร่วมกัน แล้วจะได้ขยายขอบเขตออกไป ซึ่งฉันคิดว่าตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว เพราะเธอมีท่าทางลังเลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก่อนที่จะตอบคำถามข องฉัน

“…ตอนแรกฉันแค่ต้องการที่จะ เห็น พวกมันเท่านั้น”

“…เห็น…”

“ไม่ใช่แค่สมการแต่เป็นตัวตนของพวกมัน เป็น จิตวิญญาณ ของพวกมันไม่ใช่แค่เพียง ร่าง เท่านั้น”

“…”

ฉันไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดนัก ฉันเคยได้ยินมาว่าคนที่เป็นศิลปินนั้นมักจะเป็นพวกที่มีความเป็ นตัวของตัวเองสูง แต่ฉันก็ไม่เคยได้พูดคุยกับคนพวกนี้มาก่อน

“พวกมันสวยงาม ใครๆ ที่ได้เห็นก็ต้องคิดแบบนี้ พอดี อามานี่ ทำร้านขายเสื้อผ้าอยู่ก่อนแล้ว ฉันจึงไปหาเขา”

ซึ่งในที่สุดความคิดนี้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการบุกเบิกตลาดอยู่บ้าง แต่ยอดขายที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้ ก็เป็นการยืนยันความถูกต้องของแนวคิดของพวกเขา พวกมันสวยงามจริงๆ

แล้วจู่ๆ ก็มีเรื่องขัดแย้งบางอย่างโผล่แวบเข้ามาในหัวของฉัน

“…อามานี่ เล่าว่าเธอต้องเดินทางไปติดต่อตามที่ต่างๆ เพื่อขยายสาขาอย่างนั้นหรือ”

ด้วยนิสัยของเธอที่เป็นแบบนี้ ไม่น่าที่จะสามารถทำงานแบบนั้นได้เลย มันดูขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ฉันนึกภาพที่เธอต้องเข้าไปติดต่อกับคนอื่นๆ ไม่ออกเลยจริงๆ มันคงจะต้องเป็นการเจรจาทางธุรกิจที่พิลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมา เธอยิ้มอย่างเข้าใจในความคิดของฉัน ก่อนที่จะตอบอย่างอายๆ ว่า

“ฉันก็แค่ไปวางระบบต่างๆ ให้กับร้านสาขาพวกนั้นเท่านั้นเอง…ส่วนเรื่องการตกลงทางธุรกิจ อามานี่ จัดการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้ว”

ฉันยังคงสอบถามเรื่องทั่วๆ ไป เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาทำอยู่อีกเล็กน้อย ท่าทางของเธอเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น การตอบคำถามของเธอก็ค่อยๆ เป็นธรรมชาติมากขึ้น ฉันนึกถึงคำถามข้อหนึ่งขึ้นมาได้ และคิดว่าน่าจะถามได้แล้วในตอนนี้

“ทำไมเธอถึงอยากจะเจอฉันล่ะ คงไม่ใช่แค่เพราะฉันเป็นลูกค้าคนแรกของพวกเธอเท่านั้นหรอกนะ”

T.D.D. ทำท่าขบคิดเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้าแล้วตอบว่า

“จริงๆ แล้วก็ใช่นะ ฉันอยากจะพบกับลูกค้าคนแรกของพวกเรา แต่ไม่ใช่เป็นเพราะเธอเป็น ลูกค้าคนแรก แต่เป็นเพราะว่าเธอเป็นคนที่สามารถมองเห็น ความสวยงาม ได้โดยไม่ต้องให้คนอื่นมาบอก…เธอเข้าใจไหม มีหลายคนที่มองไม่เห็นความสวยงามถ้าไม่มีคนอื่นมาคอยบอก และมีบางคนที่ไม้รู้จักความสวยงามจริงๆ …พวกเขาแยกไม่ออกว่าอะไรสวย อะไรไม่สวย”

ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดแบบนี้ของเธอสักเท่าไร สำหรับฉันแล้ว ความสวยงาม นั้นยังมีองค์ประกอบอื่นๆ รวมอยู่ด้วย เพียงแต่องค์ประกอบเหล่านั้นของเราสองคนคงจะใกล้เคียงกัน จึงทำให้ ความสวยงาม ของพวกเราใกล้เคียงกันไปด้วย แต่สำหรับคนอื่นๆ พวกเขาอาจจะมี ความสวยงาม ที่ต่างออกไปก็ได้ ดังนั้น ความสวยงาม สำหรับฉันจึงไม่ใช่คุณลักษณะที่ตายตัว แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละบริบท

ฉันไม่อยากที่จะถกเถียงเรื่องนี้กับเธอจึงไม่ได้พูดสิ่งเหล่านี ้ออกไป และฉันก็นึกอยากที่จะเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อยจึงชักชวน T.D.D ให้ลุกขึ้นมาเดินเล่น พวกเราสองคนจึงพากันเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ใน สวนแห่งความทรงจำ

ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะพา T.D.D. มายังสถานที่แห่งนี้เลย แต่เมื่อพวกเราพากันเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ได้พบกับแบบจำลอง 3 มิติ ที่เป็นจุดศูนย์กลางของ สวนแห่งความทรงจำ ชิ้นส่วนหลากรูปทรงที่มีขนาดและสีสันต่างๆ วางตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ภายในพื้นที่ ที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน มองดูแล้วเหมือนกับเป็นการจัดแสดงงานศิลปะประเภทหนึ่ง

ฉันไม่อาจสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงของพวกมันเมื่อเปรียบเทียบ กับในครั้งที่แล้ว แต่พวกมันจะต้องมีความแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะโลกของเรานั้นคือ โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งในทางสร้างสรรค์ และทำลาย

ฉันหันไปมอง T.D.D. เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนองของเธอต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาของเธอจ้องมองพวกมันอย่างไม่เชื่อสายตา ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะรู้หรือไม่ว่าพวกมันเป็นอะไร เพราะคำแรกที่เธอพูดออกมาก็คือ

“…สวยจริงๆ …งดงามที่สุด…”

หลังจากนั้นเธอก็นิ่งเงียบไป ฉันมองเห็นสายตาของเธอที่ค่อยๆ กวาดผ่านพื้นที่ต่างๆ ไปอย่างเชื่องช้า คล้ายกับว่าเธอกำลังพยายามที่จะเก็บรวบรวมรายละเอียดของพวกมันใ ห้ได้ทั้งหมด เธอก้าวเดินแล้วก็หยุด ทีละก้าวๆ ไปรอบๆ พื้นที่ตั้งของพวกมัน ปากก็คอยพึมพำอะไรอยู่คนเดียว

ฉันเดินตามเธอไปห่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่เป็นการรบกวนเธอ ฉันจึงพอจะได้ยินคำพูดของเธอบ้างแต่ก็กระท่อนกระแท่นเต็มที คำที่เธอพูดส่วนใหญ่ก็คือคำว่า “งดงาม” “สัดส่วน” “ลงตัว” “ไม่น่าเชื่อ” ทำนองนี้

ในที่สุดเธอก็เดินกลับมาถึงจุดเริ่มต้นของเธออีกครั้ง ฉันเห็นเธอหยุดเดินแล้วจ้องมองอะไรบางอย่างอยู่อย่างจดจ่อ ใบหน้าของเธอพลันตื่นเต้นอย่างสุดขีด เธอหันมาหาฉันพร้อมกับพูดว่า

“…มันเปลี่ยนแปลงได้…พวกมันเป็นงานศิลปะแบบลอยตัวที่มีความสามา รถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา…เหลือเชื่อจริงๆ “

เธอหันกลับไปแล้วเริ่มจ้องมองดูในตำแหน่งอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นให้เธอเห็นอยู่ตลอดเวลา

“…ปฏิมากรรมภาพสามมิติแบบลอยตัว…ที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเ รื่อยๆ …ใครกันที่สามารถออกแบบสมการแบบนี้ขึ้นมาได้…แล้วทำไมถึงได้เอา มาจัดแสดงเอาไว้ในสวนแบบนี้”

“…เอ่อ…จริงๆ แล้วพวกมันไม่ใช่งานศิลปะหรอกนะ”

เธอหันมามองหน้าฉันอย่างงงๆ

“ถ้านี่ไม่ใช่งานศิลปะ…แล้วจะมีอะไรที่เป็น งานศิลปะ อีกล่ะ”

ฉันตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของสวนแห่งนี้ให้เธอฟั ง โดยที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องของ โอลดี้ ซึ่งตัวฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ฉันเพียงแค่เล่าถึงการปรากฏขึ้นของสวนแห่งนี้อย่างฉับพลัน และบอกว่าฉันรู้ว่ามันเป็นแผนผังของโลกจากการสังเกตุเห็นความคล ้ายคลึงกันของผังเมืองที่ปรากฏอยู่ในนี้ กับเมืองหลายๆ เมืองที่ฉันเคยอยู่ แต่เมื่อฉันเล่าจบเธอก็ยังคงมีท่าทางไม่ยอมเชื่อ ฉันจึงจูงมือพาเธอเดินไปแล้วชี้ให้ดูบริเวณที่ตั้งของ เมือง A.L.

"…บริเวณนี้คือที่ตั้งของเมือง A.L. ตรงนี้เป็นย่านการค้า ส่วนตรงนี้ก็เป็นสวนของเมือง…แต่อย่างที่ฉันบอกไปแล้ว สวนแห่งความทรงจำ จะไม่มีอยู่ในแผนผังอันนี้”

“…เอ่อ…ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจนะ มันก็ดูคล้ายๆ แต่ฉันเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมืองนี้สักเท่าไร…เคยมาไม่กี่ครั ้งเอง…”

“เออ…จริงสินะ แล้วเธออยู่ที่ไหนล่ะ”

“…ชัมบารา…ฉันอยู่ที่ ชัมบารา”

“ชัมบารา…นั่นมัน…”

“ใช่ ชัมบารา เมืองแห่งผู้แสวงหา ดินแดนแห่งศาสนา…แหล่งรวมของพวกเพี้ยน ที่ใครๆ เขาเรียกกัน”

ฉันจ้องหน้าเธอเพื่อดูว่าเธอจะหัวเราะหรือไม่ แต่เธอกลับจ้องตาฉันกลับมาอย่างเชื่อมั่น เธอไม่ได้พูดล้อเล่น เธอมาจากที่นั่นจริงๆ ชัมบารา เมืองแห่งผู้แสวงหา แหล่งรวมของผู้ที่มีความคิด ความเชื่อ ที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ และแตกต่างกันเองภายในเมืองแห่งนั้น

“…ถ้าอย่างนั้นก็แย่หน่อยเพราะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ชัมบารา อยู่ตรงไหนในแผนผังนี้”

“…ฉันก็แน่ใจว่าเธอคงจะไม่รู้หรอก…”

เธอไม่ได้พูดอะไรต่อแต่ฉันก็รู้ว่าเธอคิดอะไร ฉันไม่มีทางรู้ว่า ชัมบารา อยู่ตรงไหน เพราะฉันไม่รู้ว่า ชัมบารา มีหน้าตาเป็นอย่างไร มีคนภายนอกไม่มากนักที่เดินทางไปยังเมืองแห่งนั้น เธอยิ้มให้ฉันแล้วพูดต่อไปว่า

“ฉันลองมองๆ ดูแล้วก็ยังไม่เจออะไรที่คุ้นตาเลย…แต่ฉันก็เริ่มที่จะเชื่อเธอ แล้ว ว่ามันเป็นแผนที่จริงๆ “

เธอหยุดไปครู่หนึ่งเหมือนกับพยายามจะเรียบเรียงความคิดก่อนที่จ ะพูดต่อไปว่า

“…แต่ฉันก็ยังคงคิดว่ามันเป็น ผลงานศิลปะ อยู่ดี เพราะมันไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องเป็นเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั ้น ฉันจะบอกว่า มันเป็นผลงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงแผนผัง 3 มิติของโลกอย่างงดงาม”

คราวนี้ฉันเห็นด้วยกับความคิดของ T.D.D. และเธอยังคงทำท่าทางครุ่นคิดอีกครั้งก่อนที่จะพูดต่อ

“…แต่…เธอแน่ใจหรือว่ามันเป็นแผนผังของโลกจริงๆ อย่างที่เธอคิด”

ฉันนิ่งอึ้งไปกับคำถามของเธอ

“…ทำไมล่ะ…มันมีเมืองหลายเมืองที่ฉันรู้จักอยู่ในนั้น ถ้ามันไม่ใช่แผนผังของโลกแล้วมันจะเป็นอะไรไปได้”

“…นั่นก็จริง…แต่อาจจะไม่ทั้งหมด ส่วนที่เธอรู้จักก็สามารถยืนยันได้ แต่ส่วนที่เธอไม่รู้จักซึ่งมีอยู่มากกว่านั่นล่ะ เธอจะยืนยันได้อย่างไรว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของโลกจริงๆ “

ฉันนิ่งอึ้งไปกับวิธีคิดของเธอ ใช่แล้วฉันใช้การอนุมาน และคำบอกเล่าจาก โอลดี้ มาสรุปเป็นคำตอบออกมา ฉันไม่เคยคิดเลยว่า โอลดี้ อาจจะเข้าใจผิดมาตั้งแต่ต้นก็เป็นได้

“ฉันสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง…ที่เธออาจจะมองข้ามไป มีพื้นที่บางส่วนแตกต่างออกไปจากส่วนอื่นๆ พื้นที่ส่วนใหญ่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ…ฉันไม่ได้หม ายความว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ แต่หมายถึงมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง…อย่าง…มีนัยสำคัญ ในขณะที่พื้นที่ที่ฉันพูดถึงนี้ แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลย มันดูคงที่อยู่ตลอดเวลา”

เธอชี้ให้ฉันดูพื้นที่ 2 – 3 แห่งที่เธอพูดถึง มันมีพื้นที่กว้างขวางมากทีเดียวเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับขนาดขอ ง เมือง A.L. ที่อยู่ในแผนผัง ฉันลองสังเกตดูพวกมันอยู่พักใหญ่ก็เป็นจริงอย่างที่เธอว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลยในพื้นที่เหล่านี้ในช่วงเวลาที่ฉันเฝ้าจับตาดูอยู่

“มันไม่น่าจะเป็นเมืองที่มีคนอยู่ได้เลย”

T.D.D. ยังคงแสดงความคิดเห็นของเธอต่อไป

“นอกจากนี้เธอเห็นสัญลักษณ์แปลกๆ พวกนั้นไหม”

เธอชี้อันที่อยู่ใกล้ๆ ให้ฉันดู ฉันไม่เคยสังเกตเห็นพวกมันมาก่อนจนถึงเดี๋ยวนี้ มันเป็นแผ่นวงกลมที่มีรูปห่วงวงกลมสีแดงสามห่วงไขว้รวมอยู่ด้วย กัน โดยมีสองห่วงอยู่ด้านล่าง อีกห่วงหนึ่งอยู่ด้านบน มองดูไกลๆ จะคล้ายกับรูปสามเหลี่ยม พวกมันมีขนาดเล็กและเป็น 2 มิติ จึงมองดูคล้ายๆ กับเป็นป้ายที่ถูกนำมาแปะเอาไว้ รูปสัญลักษณ์ของมันเกือบจะสะกิดให้ฉันนึกถึงอะไรบางอย่าง แต่กลับนึกไม่ออกขึ้นมาเสียเฉยๆ

พวกป้ายสัญลักษณ์เหล่านี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นเด ียวกัน อาจจะมีพวกมันบางส่วนที่หายไปบ้างแต่ก็เป็นเพียงจำนวนน้อยเท่าน ั้น หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปสุดท้ายก็จะต้องมีพวกมันปรากฏอยู่ทั่ว ไปหมดแน่นอน

“…มีพวกมันกระจายอยู่ทั่วไปหมด…ตอนนี้อาจจะยังไม่มากเท่าไร แต่ฉันคิดว่ามันกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ …ไม่รู้ว่ามันจะหมายถึงอะไรกันแน่”

T.D.D. เองก็มีความคิดเหมือนกับฉันเช่นกัน พวกเรายังคงพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนที่จะชักชวนกันเดินกลับไปยังร้าน แคลคูล เพื่อพบกับ อามานี่ อีกครั้ง

พวกเราทั้งสามคนต่างบอกลาซึ่งกันและกัน T.T.D. หันมายิ้มหวานให้กับฉัน

“หวังว่าคงได้พบกันอีกนะ”

ฉันยิ้มตอบเธอ

“เช่นกันค่ะ”

อามานี่ ทำหน้าทะเล้นก่อนที่จะพูดปิดท้ายว่า

“ต้องได้พบกันอีกอยู่แล้ว…”

ฉันกลับไปถึงห้องพร้อมกับความในใจที่หนักอึ้ง เรื่องราวทั้งหลายดูจะสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น คำถามดูจะมีมากยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนว่าคำตอบนั้นจะยังคงอยู่ไกลเกินเอื้อม


ความคิดเห็น 1

สนุกมากค่ะsmiley

ชื่อผู้โพสต์ : testAm
ying_hunter@hotmail.com
06-04-2013 / 11:00:44

แสดงความคิดเห็น
กติกาแสดงความคิดเห็น
เขียนข้อความ
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :