เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ถนนนัก (ขอ) เขียน : วรรณกรรมแฟนตาซี
 
ออนไลน์ ตอนที่ 8 ดาบเพลิง
ชื่อผู้โพสต์ : zoitee
zoitee@yahoo.com
31-07-2012 / 05:40:41
 
Tag :

ลูกไฟลูกแล้วลูกเล่าตกใส่ร่างของผมทำให้พลังค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้ายผมก็เหลือพลังอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฉับพลันนั้นเองทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวผมก็กลายเป็นสีทอง ปลายดาบที่แหวกผ่ามิติทะลุออกไปด้วย ท่าดาบผ่าสวรรค์ เกิดการบิดตัวแล้วยืดขยายออกไปจนใหญ่ขึ้นอย่างแปลกประหลาด พอคมดาบสัมผัสถูกร่างของ อิฟรีด พลังทำลายของดาบกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นสองเท่าจากปกติ อิฟรีด ส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เปลวไฟบนร่างของมันสั่นไหววูบวาบแล้วดับไป เหมือนกับเปลวเทียนที่ถูกลมเป่า คงเหลือแต่เพียงเงาร่างที่ถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มควันดำมืด

ร่างของ อิฟรีด ร่วงลงไปกองกับพื้น ลูกไฟจำนวนมากมายที่กำลังหล่นลงมาก็ค่อยๆ จางหายไปก่อนที่จะตกสัมผัสถูกตัวพวกเรา ผมรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา แล้วมองไปยังร่างของ อิฟรีด เป็นอันดับแรก ตอนนี้มันเป็นเพียงซากกองถ่านสีดำที่มีควันลอยกรุ่น พวกเราสามารถ ปราบอสูรอิฟรีด ได้สำเร็จในที่สุด

ผมจึงเริ่มหันมองไปรอบๆ ตัวจนพบ เรน นอนฟุบร่างอยู่ข้างหลัง ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมรีบเดินเข้าไปพร้อมกับเรียกชื่อเธอเบาๆ เธอขยับตัวแล้วลืมตาขึ้นมาทันที

“เป็นไงบ้าง”

“…ยังไม่ตายหรอกน่า”

ผมนั่งคุกเข่าลงข้างๆ เพื่อจะช่วยประคองเธอขึ้นมา แต่เธอรีบปฏิเสธพร้อมกับร่ายเวทย์ ฟื้นพลัง ให้กับตัวเอง ผมจึงถอยออกมาเพื่อให้เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พอเธอลุกขึ้นได้ก็เอาแต่จ้องมองผมอย่างประหลาดใจ

“…มองอะไรน่ะ”

"ไปทำอะไรมา…ทำไมตัวเธอถึงเปล่งประกายสีทองแบบนี้”

ผมจึงพึ่งรู้สึกตัวว่า โลกรอบๆ ตัวผมยังคงเป็นสีทองอยู่ และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีประกายสีทองล้อมรอบตัวผมอยู่นั่นเอง พอผมมองผ่านมันออกไปจึงเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวกลายเป็นแบบนี้

“…ไม่รู้เหมือนกัน…มันเกิดขึ้นตอนที่ถูก อิฟรีด โจมตีเมื่อครู่…ใช่แล้ว พอหลังจากนั้นการโจมตีของผมก็แปลกไป ท่าดาบครั้งสุดท้ายนั่นก็ด้วย มันรุนแรงขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่า…เรารอดมาได้ก็เพราะมันนี่แหละ ”

เรน ยังคงมองดูผมไม่วางตา แต่แล้วเธอก็ทำท่าเหมือนพึ่งจะนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“วชิระ ล่ะ…”

“เออ…ใช่”

ผมกับ เรน จึงรีบแยกย้ายออกค้นหาเขาทันที ผมตรงไปยังทิศทางที่มองเห็นเขาเป็นครั้งสุดท้าย โดยเดินอ้อมกองซากของสิ่งที่เคยเป็น อิฟรีด ไป ทุกครั้งที่ศัตรูถูกกำจัดร่างก็จะค่อยๆ จางหายไปเอง แต่ครั้งนี้มันกลับทิ้งซากร่างเอาไว้เป็นกองเถ้าถ่านที่มีควันล อยกรุ่น

ภายใต้แสงสลัวรางภายในห้องทำให้พวกเรามองเห็นอะไรได้ยาก แต่เนื่องจากเป็นห้องโล่งๆ ที่ไม่ค่อยมีซอกมุม พวกเราจึงไม่ต้องมองหานานนัก

ผมพบเห็นเงาร่างของ วชิระ นอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นห่างออกไปจนเกือบถึงขอบกำแพงห้อง เขาคงถูกแรงระเบิดของ กำแพงเพลิง ผลักกระเด็นมาจนถึงที่นี่ เรน เองก็มองเห็นเขาแล้วเช่นกัน

“วชิระ ฉันเป็นห่วงเธอแทบแย่แน่ะ…วชิระ…วชิระ…”

ร่างๆ นั้นยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ต่อเสียงเรียกจาก เรน เธอฉันมามองผมด้วยความตกใจ แล้วรีบวิ่งตรงไปที่ร่างของเขาทันที ผมเองก็รีบวิ่งตามเธอไปโดยไม่รอช้า เรน คุกเข่าลงสำรวจดูแล้วพูดออกมาเบาๆ ว่า

“เขาตายแล้ว”

หลังจากนั้นเธอกลับจ้องมองผมด้วยใบหน้าที่สงบแล้วถามผมด้วยคำถา มที่ผมยังไม่เข้าใจว่า

“ยังพอมีเวลา…ยังใช้ สนามพลังศักย์สิทธิ์ ได้อีกหรือเปล่า”

“…พลังจิต ของผมหมดเกลี้ยงแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้…ครั้งเดียว…ใช้ได้แค่ครั้งเดียวเท่า นั้น”

เรน ยืนขึ้นแล้วเริ่มร่ายเวทย์ ลำแสงสีขาวเรืองรองออกมาจากร่างของเธอ ส่องตรงไปที่ร่างของ วชิระ ที่นอนอยู่

“…ฟื้นชีพ…”

เวทย์ฟื้นชีพ เป็นเวทย์ระดับสูงที่มีโอกาสสำเร็จต่ำ ซึ่งหากใช้ภายใต้ผลของ สนามพลังศักย์สิทธิ์ ก็จะช่วยทำให้โอกาสสำเร็จเพิ่มสูงขึ้น หลังจากร่ายเวทย์เสร็จเธอก็ยืนนิ่ง ลำแสงสีขาวที่ล้อมรอบร่างของทั้งสองค่อยๆ จางหายไป แต่ วชิระ ยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นเดิม เรน ทรุดนั่งลงอีกครั้ง ผมมือไม้ปั่นป่วนไม่รู้ว่าจะปลอบใจเธออย่างไรดี

แต่แล้ว เรน ก็ทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง เธอกำหมัดทุบลงไปที่หน้าอกของ วชิระ สุดแรง

“โอ๊ย…”

“จะแกล้งนอนไปถึงไหนกันยะ”

“โอย…เจ็บนะ”

วชิระ ลุกขึ้นนั่งแล้วใช้มือนวดคลึงตรงบริเวณที่ถูกทุบ พร้อมกับส่งยิ้มให้ เรน

“ขอบใจนะ”

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย หน้าสิ่วหน้าขวานแท้ๆ ยังมาแกล้งกันได้”

“ก็ขอแก้แค้นเธอบ้างสิ นานๆ ที…ว่าแต่ทำไมรู้ตัวเร็วจังล่ะ”

“ก็ร่างของเธอมันไม่ยอมหายไปเสียทีนี่นา ถ้าตายจริงป่านนี้ก็น่าจะหายไปได้แล้ว”

วชิระ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับค่าพลังชีวิตจำนวนหนึ่งด้วย เขาหันมาคุยกับผมพร้อมกับทำหน้าประหลาดใจ

“ในที่สุดพวกเราก็ทำสำเร็จจนได้…ว่าแต่ว่าทำไมถึงได้กลายเป็นตะ เกียงแบบนี้ล่ะ”

ผมยืนทำหน้างงกับคำถามของเขา จน เรน ต้องช่วยขยายความให้

“เขาหมายถึงการที่ร่างของเธอส่องแสงได้น่ะ”

ผมไม่รู้ว่าจะตอบเขาอย่างไรดี จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เขาฟังอย่างคร่าวๆ วชิระ ทำท่าขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง และในตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกว่ามีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นมาจากทางด้ านหลัง เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นถึงกับทำให้ เรน กับ วชิระ ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเบิกตาอ้าปากค้าง ผมรีบหันกลับไปดูทันที

กองซากเถ้าถ่านจากร่างของ อิฟรีด ปรากฏเปลวไฟกำลังลุกพวยพุ่งขึ้นมาอย่างเจิดจ้า เปลวไฟเต้นระริกม้วนเป็นวงแล้วค่อยๆ บีบรวมตัวเข้าด้วยกัน จากนั้นเปลวไฟก็ค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นวัตถุ

ดาบเล่มหนึ่งที่มีคมดาบหยักพริ้วดั่งเปลวเพลิงปักนิ่งอยู่กลางก องเถ้าถ่าน มันเป็นดาบยาวขนาดปานกลางที่มีส่วนคมกับด้ามต่อเนื่องเป็นชิ้นเ ดียวกัน ตัวดาบทั้งเล่มยังคงมีสีแดงก่ำจากความร้อนที่สะสมอยู่ภายในตัวม ัน

พวกเราค่อยๆ เดินเข้าไปล้อมรอบเพื่อดูดาบเล่มนั้นใกล้ๆ วชิระ เป็นคนพูดขึ้นมาก่อนว่า

“อาวุธหายาก ของแท้แน่นอน”

ผมจ้องมองดูมันไม่วางตา แต่ละหยักโค้งของคมดาบสวยงามชดช้อย แต่แผงไว้ด้วยพลังทำลายที่เปี่ยมล้น คมดาบคล้ายกับเต้นระริกไปมาเหมือนกับเป็นเปลวเพลิงของจริง ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันกำลังเรียกหาผมอยู่ จนผมอดที่จะส่งเสียงตอบรับมันกลับไปไม่ได้

“…ดาบเพลิง…”

เรน สะกิดผมแล้วบอกว่า

“รออะไรอยู่ล่ะ มันเป็นของเธอแล้ว”

ผมมองเธอแล้วหันไปมอง วชิระ เขายก กรงเล็บสายฟ้า ขึ้นมาก่อนจะพูดว่า

“ในนี้มีอยู่คนเดียวเท่านั้นที่ใช้ดาบ”

ผมจึงค่อยๆ ทดลองยื่นมือออกไปแตะที่ด้าม ถึงแม้ว่าตัวดาบจะยังคงมีสีแดงก่ำ แต่มันกลับเย็นจนทำให้ผมสะดุ้ง ผมจึงค่อยๆ ใช้มือขวากำด้ามของมันจนแน่นแล้วออกแรงถอนดึงมันออกมา ดาบเพลิง หลุดออกมาจากพื้นอย่างง่ายดาย ผมยกชูมันขึ้นไปในอากาศอย่างลืมตัว

วชิระ พูดออกมาเบาๆ ว่า

“แล้วในที่สุดดาบก็หลุดออกมา หนุ่มน้อยจากคอกม้าก็ได้กลายเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรสืบไปตร าบนานเท่านาน”

ผมหันไปมองหน้า วชิระ เขายักไหล่พร้อมกับอมยิ้มแล้วไม่พูดอะไรอีก

ผมลดดาบในมือลงมาเพื่อพิจารณาดูมันอย่างละเอียดอีกครั้ง มันเป็นดาบที่งดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็นมาเลยทีเดียว ตัวดาบสีแดงก่ำมีคมดาบหยักไปมาเป็นรูปเปลวเพลิง ผมอยากจะลองใช้ ดาบเพลิง เล่มนี้เร็วๆ เพื่อจะดูผลของ ท่าพิเศษ จากมัน เพียงแค่แรกเห็นผมก็ตกหลุมรักมันเข้าเสียแล้ว ผมปลด ดาบเหล็ก ออกแล้วโยนทิ้งลงบนพื้น ก่อนที่จะเสียบ ดาบเพลิง เอาไว้แทนที่

“แหม เห่อของใหม่จริงๆ เลยนะ”

เรน ไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะแซวผม ส่วน วชิระ กลับก้มลงไปเก็บ ดาบเหล็ก ที่ถูกผมโยนทิ้งขึ้นมา

“ถ้าไม่เอา ก็ขอนะ”

ผมรู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้คัดค้านปล่อยให้ วชิระ เก็บ ดาบเหล็ก ที่เคยเป็นของผมไป ผมไม่รู้ว่าเขาจะเอามันไปทำอะไร เนื่องจากจะเอาไปใช้ก็ไม่ได้ และถึงจะเอาไปขายก็คงไม่ได้ราคาเพราะเป็นเพียงอาวุธธรรมดาทั่วๆ ไปเท่านั้น

พื้นดินใต้เท้าของพวกเราเกิดความสั่นสะเทือนโดยเริ่มจากเบาๆ แล้วค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงของโลหะเสียดสีกันดังสะท้อนก้องไปมาภายในห้อง หลังจากนั้นบานประตูขนาดใหญ่ทั้งสองบานก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ แสงสลัวของทางเดินสาดส่องเข้ามามองเห็นเป็นเส้นแล้วค่อยๆ ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่ามันจะเพิ่มความสว่างให้ภายในห้องได้ไม่มากนัก แต่ก็ทำให้พวกเรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บานประตูเคลื่อนห่างออกจากกันไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ จนกระทั่งเปิดออกจนสุด เสียงและแรงสั่นสะเทือนพลันหยุดขาดหายไปอย่างฉับพลัน ทั่วทั้งห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

พวกเราแยกย้ายช่วยกันค้นหาสิ่งของที่อาจจะมีซุกซ่อนอยู่ แต่ก็ไม่พบเจออะไรมากนัก นอกจาก ยาฟื้นพลัง เพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น มันเป็นกระบอกโลหะขนาดเล็กที่มีผิวสีเงินแวววาวขนาดยาวเท่าฝ่าม ือ ที่ปากกระบอกฝั่งหนึ่งมีเครื่องหมายลูกศรสีแดงปรากฏอยู่ อีกฝั่งหนึ่งมีตัวอักษรเล็กๆ ที่บ่งบอกชนิดของตัวยาที่ถูกบรรจุอยู่ภายใน พวกมันมีขนาดเล็ก และน้ำหนักเบาจึงทำให้สามารถพกพาได้สะดวก

วชิระ บ่นพึมพำเบาๆ เมื่อพวกเรากลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง

“สู้แทบตายได้แค่ดาบมาเล่มเดียว แย่จัง”

“บ่นอะไรกันยะ คราวที่แล้วตอนปราบ นุเอะ ก็ได้แค่กรงเล็บของเธออันเดียวเหมือนกันนั่นแหละ พวกฉันยังไม่เห็นจะบ่นเลย”

“จ้า คราวที่แล้วเธอไม่ได้บ่นอะไรเลยจ้า…ไม่ได้บ่นแม้แต่คำเดียวเลย”

“นี่…ตอนนั้นฉันแค่…”

ผมรีบตัดบทพวกเขาก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามไปใหญ่โต พอเห็นพวกเขาในตอนนี้แล้ว การต่อสู้ร่วมเป็นร่วมตายเมื่อครู่คล้ายกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อ น

“กลับกันเถอะ”

“…นั่นสิ เหนื่อยจังเลย”

วชิระ เห็นด้วยกับผมทันที

“…กลับไปพักก็ดีเหมือนกัน ภารกิจ คราวนี้หนักจริงๆ…เฮ้อ…”

เรน ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย และท่าทางของเธอก็ดูเหนื่อยอ่อนจริงๆ ถึงแม้ว่าตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เธอจะไม่เคยโจมตีศัตรูเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ผมมาลองคิดทบทวนดูนั่นคงเป็นเพราะ พลังโจมตี ของเธอคงจะต่ำมากๆ เวลา เพิ่มระดับ เธอคงเน้นเพิ่มแต่เฉพาะ พลังเวทย์ และ พลังป้องกัน เท่านั้น เพราะว่าเธอสามารถใช้ เวทย์ระดับสูง เกินจากที่เธอควรจะทำได้ นั่นเป็นวิธีการการพัฒนาความสามารถที่ออกจะเสี่ยงทีเดียว เนื่องจากขาดความสมดุลอย่างมาก

เธออาจจะสามารถใช้ เวทย์ระดับสูง ได้ แต่กลับไม่สามารถโจมตีศัตรูให้ได้รับความเสียหายได้เลย และดูเหมือนเธอจะไม่มี เวทย์โจมตี ติดตัวอยู่เลยด้วย เพราะผมไม่เคยเห็นเธอใช้มันมาก่อน เธอจึงเป็นสมาชิกที่กลุ่มส่วนใหญ่ต่างต้องการตัวเพราะเป็นผู้สน ับสนุนที่ดี แต่จะไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนตามลำพังได้เลย

เรน ส่ง ยาฟื้นพลัง ให้กับผมชุดหนึ่งพร้อมกับบอกว่า

“พลังจิต ฉันหมดเกลี้ยงแล้ว ใช้ไอ้นี่ไปก่อนละกัน”

ผมยื่นมือออกไปรับ ยาฟื้นพลัง จาก เรน อย่างงงๆ เธอในตอนนี้มีนิสัยต่างจากในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ยิ่งผมทำความรู้จักคุ้นเคยกับเธอมากขึ้น เธอก็เริ่มเปิดเผยด้านดีๆ ของเธอออกมามากขึ้นเช่นกัน

“ขอบใจนะ…แต่ว่าจะกลับกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ…ไม่ต้องก็ได้”

“…อย่าประมาทน่า ถ้าขากลับเกิดไปเจอพวกศัตรูกระจอกตีตายเข้าล่ะก็ อย่ามานั่งเสียใจก็แล้วกัน”

วชิระ ก็สนับสนุนคำแนะนำของเธอด้วย

“ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เพราะขากลับก็ยังมีโอกาสเจอศัตรูได้อยู่”

ผมพยักหน้าแล้วใช้ ยาฟื้นพลัง ด้วยการกดส่วนปลายของกระบอกด้านที่มีลูกศรลงบนผิวหนัง ตัวยาก็ซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายทันที ผมโยนกระบอกเปล่าทิ้งลงบนพื้น กระบอกพวกนี้ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และไม่สามารถนำไปบรรจุใหม่ได้ และใน ไกอา ก็ไม่ต้องมีระบบรีไซเคิลเพื่อจะนำของเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ พวกมันจะหายไปเองเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ไม่อย่างนั้น ไกอา คงถูกขยะ สิ่งของที่ถูกทิ้ง เหล่านี้ถมหายไปนานแล้ว

ผมพลันรู้สึกถึงสายตาของทั้งสองคนที่จ้องมาที่ตัวผมอย่างไม่วาง ตา แล้วผมก็รู้สึกแปลกๆ ก่อนที่จะรู้ตัวว่า สภาพรอบๆ ตัวผมได้กลับคืนสู่สีสรรตามปกติของมันอีกครั้ง นั่นก็หมายความว่าประกายสีทองที่ล้อมรอบตัวผมอยู่ได้จางหายไปแล ้ว

“…มันค่อยๆ จางหายไปแล้ว”

คำพูดของ เรน ช่วยยืนยันความคิดของผม

“…มันค่อยๆ จางลงจนเหลือแต่ที่รอบๆ ตราแห่งผู้กล้า …แต่ตอนนี้มันหายไปหมดแล้ว”

ผมก้มลงมอง ตราแห่งผู้กล้า ที่ติดอยู่ที่หน้าอกตามคำบอกของ วชิระ แต่ประกายสีทองดั่งกล่าวก็จางหายไปหมดแล้ว พวกเราสามคนต่างมองหน้ากัน วชิระ ทำท่าขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา

“…มันน่าจะเป็น คุณสมบัติพิเศษ ของ ตราแห่งผู้กล้า ที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพลังของผู้เป็นเจ้าของลดลงจนอยู่ในระดั บที่อันตรายเท่านั้น พอพลังเพิ่มขึ้นมันก็เลยหยุดไป”

เรน เห็นด้วยกับเขา

“…เธอบอกว่าตอนนั้นที่โจมตี อิฟรีด ในครั้งสุดท้าย พลังโจมตี ของเธอเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ก็คงเป็นผลมาจาก คุณสมบัติพิเศษ นี้นั่นเอง เมื่อพลังลดลงจนอยู่ในระดับอันตราย ตราแห่งผู้กล้า จะทำให้ พลังโจมตี เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากในเวลาปกติ”

ผมเห็นด้วยกับความคิดของพวกเขา แต่ผมยังสงสัยว่านอกจาก พลังโจมตี แล้ว ตราแห่งผู้กล้า ยังอาจจะส่งผลกับค่าพลังอื่นๆ ด้วยก็เป็นได้

“ไปกลับกันเถอะ”

พวกเราเดินออกจาก ซากนครลอยฟ้า โดยไม่พบกับศัตรูเลยแม้แต่ตัวเดียว และเมื่อกลับขึ้นมาสู่ด้านบนเราก็พบว่าภายในซากของ หมู่บ้านภูติดำ เริ่มมีชาวบ้านกลับเข้ามากันบ้างแล้ว อีกไม่นานหมู่บ้านที่ถูก อิฟรีด เผาทำลายไปแห่งนี้จะกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง

วชิระ หันมายิ้มให้กับผม

“ภารกิจ เรียบร้อย…ตกลงว่าคราวหน้า…เจอกันที่ ป่าหิมะ นะ”

“…ตกลง…เจอกันที่ ป่าหิมะ”

ฉันถอดอุปกรณ์ในการเล่นเกมส์ออกจากร่าง แล้วล้มหงายลงนอนแผ่อย่างหมดเรี่ยวหมดแรง ภารกิจ คราวนี้เหน็ดเหนื่อยสาหัสจริงๆ ฉันคงจะไม่กลับไป ไกอา อีกระยะหนึ่ง

ฉันนอนเล่นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก็มีข้อความถูกส่งมาหาฉัน เป็นข้อความจากหนุ่ม อามานี่ แห่งร้าน แคลคูล นั่นเอง

“T.T.D. อยากพบคุณ ว่างไหม ที่ไหนดี ?"

ฉันขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“เจอกันที่ สวนแห่งความทรงจำ”



แสดงความคิดเห็น
กติกาแสดงความคิดเห็น
เขียนข้อความ
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :