เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ถนนนัก (ขอ) เขียน : เรื่องสั้น
 
เรื่ื่องสั้น ก่อนแสงอรุณฉาย
ชื่อผู้โพสต์ : saree
sareem34@gmail.com
07-03-2013 / 08:21:08
 
Tag :

หมายเหตุ  เรื่องสั้นเรื่องนี้เคยเขียนในอีกนามปากกา  เมื่อนำมาโพสต์ตรงนี้จึงยงคงใช้นามปากกาเดิม
 

เรื่องสั้น   ก่อนแสงอรุณฉาย
โดย พลอยพนม





แม้จะมีบ้านพักที่แสนสะดวกสบายอยู่ในที่ทำงานอยู่แล้วหลังหนึ่งก็ตาม หากแต่คืนไหนไม่ติดเวรตรวจไข้บนตึกผู้ป่วย แพทย์หญิงสิริมาก็มักจะกลับมานอนพักค้างคืนกับแม่และน้องสาวของหล่อนที่บ้านหลังนี้เสมอ 

บ้านซึ่งเป็นตึกสองชั้นหลังเก่า ๆ อยู่ติดชายคาตลาดสด และอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของตลาด กระทั่งเสียงอึกทึกครึกโครม ซึ่งเป็นบรรยากาศที่หล่อนเคยสัมผัสมาแต่ไหนแต่ไร จนแทบจะกล่าวได้ว่า ชีวิตเลือดเนื้อของหล่อนส่วนหนึ่งถูกหล่อหลอมให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ ก็เพราะได้ซึมซับวิถีผู้คนไปจากที่นี่นั่นเอง

คืนนี้ไม่ติดเวร หล่อนจึงกลับมานอนค้างคืนที่บ้านหลังนี้กับแม่และน้องสาวของหล่อนอีกครั้ง ในขณะที่น้องชายอายุไล่เลี่ยกับหล่อนอีกคน ซึ่งกำลังศึกษาวิชากฎหมายระดับปริญญาตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ต้องรอถึงตอนปิดภาคเรียน จึงจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันสี่คนแม่ลูกที่บ้านหลังนี้สักครั้ง 

เสียงตะโกนหยอกล้อด้วยถ้อยคำหยาบโลน อันเป็นสิ่งปรกติระหว่างพ่อค้าแม้ค้าในตลาด ที่กำลังจัดร้าน-จัดแผงของตน และบ้างก็กำลังขนของลงจากกระบะรถบรรทุก ทั้งรถผัก รถปลา ตลอดจนรถส่งเนื้อชำแหละจากโรงฆ่าสัตว์ ดังเจี๊ยวจ๊าว เล็ดลอดเข้ามาในห้องนอนของหล่อนตั้งแต่หลังเที่ยงคืน ปลุกให้หล่อนรู้สึกและสัมผัสกับมันตลอด กระทั่งตีสี่เลย ๆ หล่อนก็ลืมตาตื่นชนิดที่ไม่อาจฝืนหลับต่อไปได้ ป่านนี้แม่และน้องสาวของหล่อน ซึ่งนอนกันคนละห้อง คงจะออกไปขายผักอยู่ในตลาดกันแล้ว

แพทย์หญิงสิริมาลุกจากเตียงนอนด้วยความกระฉับกระเฉง ติดนิสัยมาตั้งแต่สมัยโน้น หล่อนเปิดประตูห้องนอน ก้าวลงบันไดตรงมาชั้นล่าง จะไปเข้าห้องน้ำ... หากแต่ความรู้สึกเสมือนว่าตนยังเป็นเด็กแล่นปราดลงสู่ฝ่าเท้า ทำให้อดที่จะเดินไปชะเง้อมองบรรยากาศอันอึกทึกครึกโครมภายในตลาดสดที่หล่อนคุ้นเคยตรงช่องประตูเหล็กหน้าบ้านเสียก่อนมิได้

แต่ก่อนบ้านหลังนี้เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวและข้าวต้มโจ๊กของเตี่ย หัวรุ่งตีสี่ตีห้าหล่อนจะลุกขึ้นมาช่วยติดไฟเตาถ่านต้มข้าวต้ม และต้มน้ำซุป-น้ำร้อนสำหรับลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวให้เตี่ย พร้อมทั้งจัดโต๊ะ เก้าอี้ และวางพวงพริกน้ำส้มไปตามโต๊ะต่าง ๆ ภายในร้านให้เข้าที่เข้าทาง เพราะลูกค้าของเตี่ยส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ที่มักจะมาสั่งโจ๊กหรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวรองท้องกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ส่วนน้องชายและน้องสาวของหล่อน จะออกไปช่วยตัดแต่งผักจัดวางไว้บนแผงให้แม่ ที่แผงขายผักในตลาด

แม่ซึ่งเป็น ‘ลูกคนไทย’ ไม่ถนัดกับงานขายอาหารเหมือนเตี่ย ‘หุ่นไม่ให้’ แม่พูดแล้วหัวเราะ เตี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก แต่ไม่ว่าอะไร นอกจากยื่นใบแดง ๆ สามสี่ใบให้แม่ เตี่ยบอกว่า แม่เป็นคนรู้คิด แม้ไม่รู้ว่าการหมุนเงินคืออะไร แต่แม่ก็รู้ว่า จะต้องใช้จ่ายอย่างไรจึงจะไม่เดือดร้อนภายหลัง ผิดกับเพื่อนแม่ค้าของแม่ในตลาดหลายราย ที่ไม่คิดจะเรียนรู้วิธีใช้-จ่าย พวกเขารู้แต่หมุนเงินและผันเงินกันท่าเดียว จึงในไม่ช้าก็ต้องตกเป็นหนี้พวกนายทุนเงินกู้ร้อยละยี่ร้อยละสิบกันให้วุ่นไปหมด

สิมารู้สึกใจหายเมื่อคิดถึงเพื่อนนักเรียนลูกแม่ค้าในตลาดด้วยกัน ซึ่งครอบครัวของพวกเขาต้องประสบปัญหาทางด้านการเงิน บวกกับพวกเขาที่มักทำตัวเหลวไหลเป็นทุนเดินอยู่แล้ว เมื่อการเงินทางบ้านฝืดเคือง ส่งให้ไม่พอใช้ ก็มักจะหันไปหาทางออกกันอย่างผิด ๆ โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิงบางคนที่ชอบเที่ยวเตร่และคบผู้ชายไม่ซ้ำหน้า บางคนชอบดื่มเหล้าเมายา ตามผับตามบาร์และสถานบันเทิงต่าง ๆ เป็นว่าเล่น ครั้นถึงคราวตกอับและขัดสนเข้าจริง ๆ ก็มักจะลงเอยด้วยการขายบริการทางเพศ ทำให้หล่อนรู้สึกหดหู่ และอดที่จะนึกเสียดายอนาคตของพวกเขาเสียมิได้ แต่ไม่รู้จะช่วยเหลือได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาเลือกทางเดินของเขาเอง 

เมื่อหันกลับมามองชีวิตตน ซึ่งโชคดีที่เกิดเป็นลูกของแม่ผู้ไม่ยอมก้มหน้าให้กับความเหนื่อยยาก ! แต่ทว่าบ้างครั้งก็อดที่จะผวากับเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นไปแล้วไม่ได้ เพราะชีวิตในรั้วการศึกษาของหล่อนในระยะหลัง ๆ ก็ใช่ว่าจะราบรื่นนัก หลังจากโดยสารประจำทางคันนั้นพลิกคว่ำลงไปในคูลึกริมทาง เป็นเหตุผู้โดยสารเสียชีวิตหมดทั้งคัน รวมทั้งเตี่ยของหล่อนก็ต้องพลอยจบชีวิตทิ้งครอบครัวและลูกเมียไปกับเขาด้วย หล่อนจึงเหลือแต่แม่คอยเป็นที่พึ่งแต่เพียงผู้เดียว...

แม่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูก ๆ ซึ่งอยู่ในวัยกำลังกินกำลังเรียนไปตามลำพัง ยอดเงินที่ได้มาจากการเสียชีวิตของเตี่ย ก็ใช่ว่าจะมากมายอะไรนัก ถ้าหากจะนำมาเปรียบกับรายได้ที่เตี่ยหาได้ในแต่ละวัน สมัยที่เตี่ยยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งไม่นับความอบอุ่นในครอบครัวซึ่งหาค่าไม่ได้ ก็ต้องสูญสลายไปส่วนหนึ่ง... หล่อนสงสารแม่จนอยากจะออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ทำงานเก็บเงินส่งเสียให้น้อง ๆ ได้เล่าเรียนแทนหล่อน แต่แม่ไม่ยอม

"เอ็งก้าวย่างไปกว่าครึ่งทางแล้ว ถ้าเลิกล้มเสียกลางคันก็เสียดายแย่ เชื่อแม่เถอะ- ลูกของแม่สามคน แม่จะต้องหาทางส่งเสียให้เล่าเรียนจนสำเร็จให้จงได้ เอ็งไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้พวกเอ็งตั้งใจเรียนก็แล้วกัน"

นั่นคือถ้อยคำที่แม่คอยย้ำเพื่อเป็นกำลังใจให้กับหล่อนแลพวกน้อง ๆ อยู่เสมอ จนทำให้หล่อนมีความมุ่งมั่น และตั้งใจเล่าเรียนโดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใด ๆ 


๒.

"สิริมา งานวิจัยชุดนี้ของพวกเธอยังบกพร่องอยู่นะ" 

ท่านอาจารย์แพทย์หญิงประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ยื่นแฟ้มงานวิจัยที่หล่อนและเพื่อนนักเรียนแพทย์ในกลุ่มจัดทำและส่งให้ท่านตรวจสอบกลับมาให้หล่อน เพื่อนำกลับไปแก้ไขในบางส่วน 

และนั่นคือกระบวนการแก้ไขครั้งสุดท้ายสำหรับงานวิจัยภาควิชาที่หล่อนเลือกเรียนชุดนั้น หลังจากนั้นก็เร่งทำวิทยานิพนธ์... ซึ่งในที่สุดภาคการศึกษาสุดท้ายก็สิ้นสุดลง หล่อนผ่านการศึกษาค้นคว้าและผ่านเกณฑ์ทดสอบวัดผล/ประเมินผล หมดสิ้นทุกกระบวนวิชา จนกระทั่งจบหลักสูตรการศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ สาขากุมารเวช ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งตามความมุ่งหวัง




๓. 

"ตื่นมาทำไม !?" 

นางทำเสียงดุ เมื่อหันไปเห็นบุตรสาวคนโตในชุดกางกางขาสั้นสีขาว เสื้อยืดคอปกสีฟ้า มีตรากระทรวงสาธารณสุขติดอยู่บนหน้าอกด้านซ้าย เดินอ้อมแผงขายผักของนางมาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ กับบุตรสาวคนเล็ก ในขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังรวบต้นผักยกใส่ตาชั่งเพื่อคิดเงินให้ลูกค้า ปากของนางก็บ่นพึมพำ "ประเดี๋ยวกลับไปทำงานก็ง่วงแย่"

"จะตีห้าแล้วนะแม่!" 

สิมาสบตากับน้องสาวแล้วหันไปพูดกับมารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ลูกค้าขาประจำที่หล่อนคุ้นหน้าคุ้นตายืนรอรับถุงผักจากแม่ หันมามองหล่อนด้วยสายตาชื่นชม 

ถึงแม้จะไม่ได้ออกมาช่วยแม่จัดแต่งผักที่แผงนี้เสียนาน แต่หล่อนก็ยังจดจำใบหน้าของผู้มีพระคุณเหล่านี้ได้ดี บางคนเป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่ง บางคนขายของชำอยู่ในหมู่บ้าน พวกเขามาซื้อผักจากแม่ของหล่อนในราคาขายส่งแล้วนำไปวางขายบนแผงที่บ้านของเขาอีกทอดหนึ่ง แพทย์หญิงสิริมาสนิทสนมและคุ้นเคยกับพวกเขาแทบทุกคน หล่อนจึงหันไปยิ้มและทักทายอย่างคนกันเอง 

"ขายดีไหมจ๊ะ-น้า?"

"ก็พออยู่ได้ค่ะ-หมอ" น้ำเสียงที่ตอบออกมา ฟังดูประหม่าจนสิมานึกขันอยู่ในใจ เดี๋ยวนี้หลาย ๆ คนมักจะพูดกับหล่อนอย่างไม่ค่อยเต็มเสียง แม้แต่พวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ที่มักใช้คำพูดจาแบบถึงลูกถึงคนก็เช่นกัน ไม่มีใครเรียกหล่อนว่า "อีมา" หรือ "อีสิมา" เหมือนก่อนกันสักคน ถ้าไม่เรียก "หมอ" ก็จะเรียก "สิมา" เฉย ๆ อี ไอ้ ที่ใช้เรียกกันจนติดปากเหมือนเมื่อก่อนหายไปหมด 

แม้ส่วนหนึ่งหล่อนจะภูมิใจกับสิ่งนี้ แต่ในอีกส่วนหนึ่งแพทย์หญิงสิริมาลูกสาวแม่ค้าขายผัก ก็อดที่จะรู้สึกว้าเหว่เสียมิได้ 

สมัยก่อน...หัวรุ่งตีสี่ตีห้า ก่อนแสงอรุณจะฉายฉาบท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันออก พวกเด็ก ๆ ลูกแม่ค้าในตลาดอย่างหล่อน ทั้งเด็กผู้หญิงผู้ชายวัยเดียวกัน ซึ่งมีอยู่นับสิบคน จะต้องลุกขึ้นมาช่วยงานพ่อแม่ด้วยกันทั้งนั้น พ่อแม่ขายผักลูก ๆ ก็ต้องช่วยตัดแต่งต้นผักตั้งเรียงไว้บนแผงให้สวยงามเป็นระเบียบน่าเลือกซื้อ เด็กคนไหนพ่อแม่ขายของชำ ก็ต้องช่วยหยิบจับและจัดใส่ภาชนะยกขึ้นตาชั่ง จากนั้นก็ช่วยกันขนไปใส่รถให้ลูกค้าซึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถ พวกที่พ่อแม่ขายน้ำกะทิก็ต้องช่วยปอกมะพร้าว พร้อมกับขนเปลือกขนกะลาใส่เข่งไปทิ้ง... ทุกคนต้องทำงานกันอย่างรีบเร่งก่อนแสงเงินแสงทองจะฉาบฉายท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันออก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาซื้อของในตอนหัวรุ่งนั้น พวกเขาจะนำไปขายต่อที่บ้านหรือที่ร้านค้าของเขาตอนเช้ามืด พวกเด็ก ๆ จึงต้องทำงานกันตัวเป็นเกลียวไม่ต่างจากพวกผู้ใหญ่แต่อย่างใด 

เด็กบางคนอดทนและขยันขันแข็ง แม้เหน็ดเหนื่อยก็ไม่ปริปากบ่น เพราะสำนึกในหน้าที่ที่จะต้องช่วยพ่อแม่ตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากครูบาอาจารย์ที่โรงเรียน รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการฝึกฝนให้ลูกของตัวรู้จักทำกิน อนาคตโตขึ้นจะได้เอาตัวรอด ไม่ต้องเป็นภาระสังคม หากแต่เด็กบางคนก็เกียจคร้านจนผู้ใหญ่ต้องเคี่ยวเข็ญและบังคับเฆี่ยนตีอยู่ตลอดเวลา 

ซึ่งในจำนวนนั้น ก็มีเด็กชายหน้าตี๋อยู่คนหนึ่งที่แพทย์หญิงสิริมายังคงจดจำไม่ลืม




๔. 

"มา" 

สิมาสะดุ้งและหันไปตามเสียงเรียก!
บานกระจกประตูรถเก๋งสีแดงเพลิงซีกฝั่งคนขับ ซึ่งปุ่มปิด-เปิดอัตโนมัติได้กว้านกระจกลดลงกว่าครึ่ง เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายของชายหนุ่มผู้ที่เรียกชื่อหล่อนซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์คันนั้นได้เต็มตา 

ใครกันนะ!? 

หญิงสาวในชุดนักเรียนแพทย์งุนงง 

เหนือหางคิ้วอันดกดำข้างซ้ายของชายหนุ่มผู้นั้น มีรอยแผลเป็นลากยาวขึ้นไปเกือบนิ้ว! และเมื่อเขาเปิดปากยิ้มเพราะคิดว่าหล่อนคงจำเขาไม่ได้...ภาพความหลังสมัยวัยเยาว์ก็ฉายวาบเข้าสู่ความทรงจำของหญิงสาวทันที... 

"ปล่อยเราเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นเราจะตะโกนเรียกอาป๊าให้มาจัดการกับนาย" 

เด็กหญิงร่างบอบบางแต่ทว่าเต็มไปด้วยพละกำลัง ส่งเสียงขู่ พร้อมทั้งใช้สองมือยันหน้าอกฝ่ายตรงข้ามที่เป็นเด็กชายหน้าตี๋วัยเดียวกันให้ถอยห่าง 

"จ้างให้ !" 

เด็กชายผู้นั้นยังฝืนกอดรัด พร้อมกับแสยะยิ้มจนเห็นปลายเขี้ยวแหลมเก๋ด้านบนสองข้างโผล่แย้มออกมาอย่างน่ากลัว

เด็กหญิงใจสั่นระทึกเมื่อเห็นเขาจ้องตาเธอพร้อมกับโน้มใบหน้าก้มต่ำลงมา... ทำให้เธอต้องหลับตาลงด้วยความตกใจกลัว เรี่ยวแรงหดหายจนมิอาจดิ้นรนขัดขืนต่อไปได้ 

แต่ทว่าก่อนที่เด็กชายคนนั้นจะยื่นปลายจมูกอันโด่งงอนของเขาเฉียดกรายลงบนผิวแก้มอันแดงเรื่อด้วยความโกรธและอับอายของเธอนั้น เขาก็ต้องสะดุ้งและร้องโอ้ยออกมาจนสุดเสียง พร้อมกับปล่อยเธอให้เป็นอิสระ ก่อนที่จะกระโจนหนีห่างออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว เพราะด้ามไม้กวาดกวาดพื้นขนาดน้อง ๆ ท่อนแขน ด้ามเดียวกันกับที่ฟาดกระหน่ำลงบนน่องของเขาโดยไม่ทันรู้ตัวเมื่อหนแรก กำลังถูกเงื้อง่าขึ้นจนสุดแขนของอาป๊าของเขาอีกครั้ง พร้อมกับสายตาอันดุร้ายของแกก็จ้องมองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อในขณะเดียวกัน 

เมื่อเตลิดออกมาไกลแล้ว เขาก็นั่งสูดปากร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบใจตนเองที่อุตส่าห์กระโจนหนีออกมาเสียทัน ถ้าไม่อย่างนั้น ป่านนี้ก็คงต้องคลานสี่ขาอีกครั้ง เพราะอาป๊าของเขาใคร ๆ ก็รู้ฤทธิ์กันดี... บทลงโทษลูก ๆ ของแกโหดเหี้ยมไม่มีใครเกิน 

"นายหายหน้าไปอยู่ที่ไหนเป็นสิบ ๆ ปี ปิดภาคเรียนเรากลับบ้านก็ไม่เคยเจอกับนายเลยสักครั้ง?"

"ก้อตะลอน ๆ ไปทั่วแหละ" 

"รวยแล้วนี่ -- เดี๋ยวนี้... ขับรถเก๋งราคาเป็นล้าน?"

"ก้องั้น - แล้วเธอล่ะ ได้ข่าวว่าจบเทอมนี้ไม่ใช่หรือ?"

หญิงสาวพยักหน้า 

"ถ้าไม่แอ็คซิเดนท์เสียก่อน ..." 

"เธอโชคดี..." ชายหนุ่มพูดเสียงเครืออยู่ในลำคอ ในขณะที่สองมือจับพวงมาลัยรถ ทอดสายตามองไปข้างหน้า บนถนนที่รถราค่อนข้างบางตา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม่ร่มรื่น บางแห่งเป็นทุ่งโล่งมองออกไปสุดลูกหูลูกตา เขาพาหล่อนนั่งรถชมวิวไปช้า ๆ และในที่สุดชายหนุ่มก็ชะลอความเร็ว กระทั่งรถเก๋งสีแดงเพลิงคันนั้นแทบจะหยุดอยู่กับที่ 

"สิมา เดี๋ยวนี้เธอไม่กลัวเราเหมือนก่อนแล้วหรือ?"

"ทำไมเราจะต้องกลัวนาย?" หญิงสาวย้อนถาม

"จริงซินะ" เขาหัวเราะ "ก็รอยแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายของเรานี่ไง เรายังจำไม่ลืม"

"นั่นเป็นเพราะนายหาเรื่องเอง" สิมาอายหน้าแดงเมื่อนึกถึงตอนนั้น ตอนที่เด็กชายโซ้ยตี๋แอบย่องมากอดหล่อนข้างหลัง ขณะหล่อนกำลังยืนล้างจานอยู่หลังบ้าน ด้วยความตกใจกลัวหล่อนจึงกระทุ้งข้อศอกข้างหนึ่งเข้าที่สีข้างของเขา แล้วหันไปหวดซ้ำด้วยชามก๋วยเตี๋ยวที่ถืออยู่ในมือ โดนเข้าที่หางคิ้วข้างซ้ายของเขาเต็มแรง... กระทั่งฝากรอยแผลเป็นมาจนบัดนี้

"นายมาทำอะไรที่นี่?" สิมาถาม

"มาหาเธอ" ชายหนุ่มตอบ "รู้ไหม กว่าจะสืบรู้และได้พบเธอวันนี้ เราได้แวะเวียนมาเฝ้ารออยู่ตั้งหลายวัน"

"แสดงว่านายไม่รู้เบอร์โทร.มือถือของเรา?"

"ทำไมจะไม่รู้..." ชายหนุ่มว่า "แต่เราเกรงเธอจะไม่ยอมออกมาพบนะซี ถ้าเราโทร.เข้าไป"

แล้วชายหนุ่มก็เล่าให้ฟังว่า เขาได้พบกับน้องชายของหล่อนที่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งนั้นโดยบังเอิญ พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ชี้แจงให้น้องชายของหล่อนรับรู้ถึงจุดประสงค์ของเขาจนเข้าใจ เขาจึงได้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของหล่อนมา

"นายจะคิดอย่างไร ถ้าชวนเราขึ้นรถแล้วถูกเราปฏิเสธ?" หญิงสาวนักเรียนแพทย์ถามเพื่อนชาย

"เราทำใจไว้แล้ว" เขาตอบ "เพราะเราตั้งใจจะมาขอขมา ที่เคยล่วงเกินและกระทำสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้กับเธอเมื่อครั้งกระโน้นหลายสิ่งหลายอย่าง"

"เราลืมมันไปหมดแล้ว"

"แต่เราไม่ลืม" ชายหนุ่มพูดเสียงเศร้า ก่อนหักพวงมาลัยนำเก๋งสปอรต์สวยหรูจอดชิดขอบทางด้านซ้ายมือ "ทุก ๆสิ่งสำหรับความเหลวไหลของเรา รวมทั้งการถูกตอบโต้จากเธอในสมัยเด็ก ๆ ยังตราตรึงอยู่ในใจของเราเสมอ แต่เราโชคร้ายที่ผ่านเบ้าหลอมมาผิดกับเธอ ตั้งแต่เราจำความได้ อาป๊ากับเราไม่เคยพูดจากันด้วยเหตุผลเลยสักครั้ง แม้กระทั่งกับอาแน อาป๊าก็ไม่เคยพูดดีด้วย มีแต่กระโชกโฮกฮากเอาแต่ใจตนเอง จนบางครั้งเราถึงกับแอบไปนั่งร้องไห้คนเดียวเพราะสงสารอาแน"

"แต่อาป๊าของนายก็เป็นคนดีนะ"

"ก็เพราะเราเพิ่งสำนึกนะซี...! เราจึงเสียใจกับการกระทำของตนเองมาตลอด การที่เราเพียรพยายามมารอพบเธอ ก็เพื่อไถ่โทษ เผื่อวันหน้า เกิดเราเป็นอะไรไปเธอจะได้อโหสิกรรมให้เราอย่างเต็มใจ"

แม้ถ้อยคำของชายหนุ่มที่พูดออกมานั้น จะเป็นเสมือนลางบอกเหตุ หากแต่หญิงสาวก็มิได้เฉลียวใจ จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ หล่อนก็ต้องตกตะลึง หัวใจหล่นวูบ... แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง ต่อข่าวที่ปรากฏในจอทีวีที่โรงอาหาร ซึ่งหล่อนกำลังนั่งทานไปพร้อม ๆ กับชมรายการต่าง ๆ ไปด้วย 

หญิงสาวนักเรียนแพทย์รวบช้อน และเพ่งมองภาพคนร้ายที่นอนจมกองเลือดอยู่ในจอสี่เหลี่ยมอย่างผู้ที่หัวใจแหลกสลาย แม้ภาพนั้นจะถูกพรางด้วยเทคนิคการนำเสนอเพื่อไม่ให้อุจจาดสายตา หากแต่คำบรรยายของผู้ประกาศข่าว ก็บอกชัดถ้อยชัดคำว่าคนร้าย
เป็นใคร หล่อนส่ายหน้าปฏิเสธและปลอบย้ำตนเองว่า ไม่ใช่... 

ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ขณะล่อซื้อ คนร้ายใช้อาวุธต่อสู้ จึงถูกเจ้าหน้าที่ตอบโต้จนเสียชีวิตดังกล่าว

‘โอ... ไม่... ไม่ใช่เขาหรอก!’

หยาดน้ำตาของหญิงสาวเอ่อท้นขอบตา เมื่อนึกถึงคำพูดที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างสร้อยเศร้า...ในวันนั้น

"...เธอกำลังก้าวไปบนเส้นทางที่สวยงามในยามรุ่งอรุณ ส่วนเรายังคงดั้นด้นอยู่กลางป่าทึบ ซึ่งมืดมิดราวกับพลัดหลงเข้าไปในถ้ำ หรือพลัดตกหุบเหวที่ลึกแสนลึก ชาตินี้คงไม่มีวันได้ยลแสงอรุณฉายเหมือนเธอ เพราะภายในป่าแห่งนั้นเมื่อพลัดหลงเข้าไปแล้ว ก็ยากที่จะเสาะหาทางออกได้... แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ขอให้เธอรับรู้ว่า ทั้งอดีตและปัจจุบันเราไม่เคยลืมเธอเลย --สิมา"

๕.

เช้าวันนี้ ถ้าหากมีใครสังเกตก็จะเห็นว่า ก่อนก้าวออกจากห้องพักแพทย์เวรบนตึกอำนวยการ เพื่อไปตรวจรักษาผู้ป่วยวัยอ่อนตามหน้าที่แพทย์เวรประจำวันของหล่อน แพทย์หญิงสิริมา ได้ยืนหันหน้าไปทางโต๊ะหมู่บูชาที่มีพระพุทธรูปปางขัดสมาธิเหลืองอร่ามวางชิดผนังด้านขวามือ พร้อมกับประนมมือขึ้นจรดหน้าผากที่โน้มต่ำลงมา และน้อมจิตอธิษฐานรำลึก... เนิ่นนานกว่าทุก ๆ วัน

‘...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ขอให้รู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราไม่เคยลืมเธอเลยนะ- -สิมา’

‘ เราก็คิดถึงนายตลอดเวลาเช่นกัน ‘



****จบ***

 

 

 

ความคิดเห็น 1

สนุกค่ะ smileyyes

ชื่อผู้โพสต์ : testAm
ying_hunter@hotmail.com
11-03-2013 / 07:18:31
ความคิดเห็น 2

สนุกจริงๆ ด้วย yesyesyes

ชื่อผู้โพสต์ : admin
praphansarn@gmail.com
29-03-2013 / 15:12:16
ความคิดเห็น 3

winkwink

ชื่อผู้โพสต์ : testAm
ying_hunter@hotmail.com
29-04-2013 / 05:35:41
ความคิดเห็น 4

ขอบคุณครับ

กำลังจะนำเรื่องใหม่มาลง  อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ

ชื่อผู้โพสต์ : saree
sareem34@gmail.com
04-05-2013 / 23:22:30

แสดงความคิดเห็น
กติกาแสดงความคิดเห็น
เขียนข้อความ
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :