เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ถนนนัก (ขอ) เขียน : นวนิยาย
 
นวนิยาย ; จะลองรักอีกสักครั้ง บทที่ ๗
ชื่อผู้โพสต์ : เฒ่านุ้ย
sa.ree2499@hotmail.com
31-07-2012 / 07:32:35
 
Tag :

ตอน : ตอนที่ ๗

"พี่หลวง ทำไมถึงต้องมาเป็นโต๋วเชี้ย หรือว่าไม่อยากจะเหยียบดงเขายาอีกแล้ว พี่ไม่อยากอยู่ใกล้น้องน้องก็ไม่ว่าไร แต่กับพี่หมึก พี่พริ้ง -พวกนั้นพี่ควรไปเยี่ยมเขาบ้าง เพราะเขาบ่นคิดถึงพี่กันทุกวัน "

น้ำคำหญิงหมอนที่ต่อว่าผมบนรถเมล์ตอนเธอโบกขึ้นรถโดยสารไปขายแร ่ที่ตะกั่วป่ายังดังกึกก้องอยู่ในหู

หลังสึกจากพระ, คำเรียกชื่อผมของเธอเปลี่ยนไปเช่นเดียวใคร ๆอีกหลายคนที่เรียกผมผิดจากเดิม 

พ่อแม่และญาติ ๆ แต่ก่อนเคยเรียกชื่อกันเฉย ๆ แต่หลังจากสึกพระมาพวกเขาก็เรียก "เจ้า" นำหน้าชื่อกัน, หญิงหมองและน้องสาวของผมก็เลิกเรียกชื่อ หันมาเรียก ‘พี่หลวง’ แทน

วันนั้นผมบอกกับหญิงหมอนไปว่า "ความจริงหลังสึกจากพระมาแล้วพี่หลวงก็ตั้งใจจะช่วยพ่อกับแม่ทำ สวน เพราะตอนนี้งานในสวนเพิ่มขึ้นกว่าก่อนพวกท่านทำกันไม่ไหว แต่เผอิญเจ๊กฮุยหาคนเป็นโต๋วเชี้ยรถให้ไม่ได้ ก็เลยขอร้องให้พี่หลวงมาช่วยมันสักพัก...."

"อะไรกัน! รวยจนไม่มีที่จะเก็บเงินออกอย่างนั้น ทำไมจะหาคนจ้างไม่ได้" หญิงหมอนว่า

"เรื่องนั้นพี่หลวงไม่รู้หรอก แต่ว่าพี่หลวงกับเขาเป็นเพื่อนกันนี่ น้องหมอนก็รู้ไม่ใช่หรือ?" ผมชี้แจงให้หญิงสาวเข้าใจ

"รู้จะ" เธอทอดสายตาลงต่ำ น้ำเสียงที่เล็ดลอดออกมาเบา ๆ สั่นเครือ ทว่าโชคดีที่ถนนช่วงนั้นเป็นทางเรียบ เสียงเครื่องยนต์หน้ารถจึงดังหึ่ง ๆ เบา ๆ ทำให้ผมพอจะฟังได้ยิน

ทว่าอากัปกริยาอย่างนั้น ผมพอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่ามันเกิดอะไรขึ้น... แต่ผมกำลังทำงาน กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ จะมัวคุยเพลินอยู่กับเธอไม่ได้ ผมจึงพูดออกตัวก่อนจะถอยฉากออกมาว่า 

"เมื่อไหร่น้องหมอนว่าง จะไปเที่ยวพังงากับพี่หลวงบ้างก็ได้นะ เราจะได้คุยกัน ตอนนี้พี่หลวงกำลังทำงาน ไม่สะดวกที่จะคุยนาน ๆ "

ตอนท้าย ๆ ผมพูดเสียงเบา ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาผู้โดยสารอื่น และไม่คิดว่าแม่หญิงจากดงเขายาจะตั้งใจฟัง

"แต่หมอนยังจะไม่กลับไปเหมืองหรอกจะ" เธอว่า "วันนี้ขายแร่ฝากเงินธนาคารให้เสร็จเสียก่อน พรุ่งนี้หมอนจะไปเที่ยวพังงากับพี่หลวง รับปากหมอนนะว่าจะพาเที่ยว"

ฉิบหายแล้วกู!

ผมสะดุ้ง แต่ปากกลับตอบตกลงไปอย่างง่ายดาย

"จ้า-ตกลง พรุ่งนี้รถพี่ออกจากท่าแปดเช้าโมงนะ น้องหมอนออกมารอตรงปากทางละกัน"

"คะพี่" 



ตัวเมืองพังงามีขนาดเล็กถ้าเทียบกับตัวเมืองของจังหวัดอื่น แต่สิ่งที่จังหวัดอื่นอาจไม่มีและไม่อาจเทียบได้ก็คือความสงบเย ็น ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พบหน้ากันก็พูดจาทักทายอย่างมิตร 

"โกจะพาจี้ไปเที่ยวไหน" 

ไอ้หนุ่มสองแถวที่นั่งจับพวงมาลัยอยู่หน้ารถหันมาถาม เมื่อผมโบกมือพาหญิงหมอนขึ้นรถโดยสารของเขา เพราะเขาจำได้ว่า ผมเป็นกระเป๋ารถเมล์ ยืนเรียกผู้โดยสารขึ้นรถเสียงปาว ๆ อยู่ที่ท่ารถ พังงา-คุระบุรี เป็นประจำทุกวัน

"ตรงไหนน่าเที่ยวบ้างล่ะ พอดีน้องสาวผมเขาอยากให้ผมพาเที่ยวสักพัก-ก่อนได้เวลาออกรถกลับ นางย่อน" 

ผมถามหลังจากเขาเคลื่อนรถออกจากที่มาแล้ว 
นางย่อนก็คือคุระบุรี มันเป็นชื่อเดิม แม้จะเปลี่ยนใหม่เป็นคุระบุรีแล้ว แต่คนพังงาส่วนใหญ่ก็ยังเรียกนางย่อน 

โชว์เฟอร์หนุ่มคนนี้อัธยาศัยดี เขาขับรถสองแถวของเขาไปเรื่อย ๆ ไม่รีบ พร้อมกับชวนผมและหญิงหมอนคุยไปตลอดทาง 

"ที่เที่ยวมีมาก แต่ว่าโกมีเวลาน้อย สักครู่ก็จะต้องออกรถกลับนางย่อนอีกใช่ไหม "

"สองชั่วโมงกว่า ๆ " ผมว่า 

รถสองแถวคันนี้เป็นรถรอบเมือง ไม่มีคิวเหมือนรถบัสของผม สามารถวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในตัวเมืองเพื่อตระเวนรับส่งผู้โดยสารได ้ตลอดทั้งวัน เหมือนรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ๆ ตอนนั้นพังงายังไม่มีรถตุ๊กตุ๊ก มีแต่รถสองแถวอย่างนี้เท่านั้น เมื่อมีผู้โดยสารโบกขึ้นมาก็จะจอดรับและไปส่งทุกแห่งตามที่เขาบ อกให้ไป 

ขณะนั้นบนรถมีผู้โดยสารสองคนแค่ผมกับหญิงหมอนเท่านั้น หญิงหมอนถามเขาว่า 

"ถ้าเราจะเหมาให้คุณพาไปเที่ยวให้ทั่วเมือง โดยไม่ต้องรับผู้โดยสารอื่นอีก คุณจะคิดราคาเท่าไหร่"

"สองชั่วโมงนี้ใช่ไหม?" เขาย้อนถามหญิงหมอน

"ใช่ค่ะ อาจไม่ถึงด้วยซ้ำ เพราะเราต้องกลับมาก่อนรถบัสของพี่หลวงจะถึงคิวออกจากท่าอย่างน ้อยไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง"

"แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน คุณสองคนจะได้เที่ยวให้ทั่วเมือง"

"เท่าไหร่คะ คุณอย่าคิดแพงนะ"

"โอ้ย-ผมไม่คิดแพงหรอกครับ ผมกับโกอาชีพเดียวกัน คิดแพงได้ไง จี้พูดมาเลยดีกว่า จะให้ผมเท่าไหร่"

"ฉันกะไม่ถูกหรอก คุณนั่นแหละบอกมาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ เพียงแต่ให้มันสมน้ำสมเนื้อก็แล้วกัน เพราะฉันไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนกี่แห่ง"

"โกว่าไง" เขามองผมผ่านกระสกส่องหลัง "จะให้ผมกี่บาท"

"ก็แล้วแต่คุณเถอะนะ ว่ามาเถอะ เราอาชีพเดียวกัน ผมเข้าใจ"

"งั้นผมขอค่าน้ำมันร้อยเดียวพอ" เขาว่า

"ฉันให้ร้อยห้าสิบ" หญิงหมอนพูด "ไปเถอะขับพาพวกเราไปเที่ยวให้สนุกและปลอดภัยก็แล้วกัน"

เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงวันนั้นแล้วผมก็ยังรู้สึกขำไม่หาย อุตส่าห์ต่อรองกันตั้งนาน สุดท้ายเขาคิดแค่ร้อยเดียว และก่อนจะพาเราไปไหว้พระที่วัดถ้ำสุวรรณคูหาซึ่งมีพระนอนขนาดให ญ่อยู่ภายในถ้ำเขาก็เลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมัน บอกเด็กปั๊มว่าเต็มถัง ซึ่งเป็นการเติมน้ำมันของนักเลงรถขนานแท้ เพราะแม้น้ำมันรถในถังจะยังมีอยู่มากน้อยยังไงก็ตาม นักเลงรถโดยสารก็จะร้องสั่งว่า "เต็มถัง" เสมอ

ในระหว่างที่เด็กปั๊มถือยืนจับหัวจ่ายเติมน้ำมันลงในถังข้างรถ ผมเหลือบตามองตัวเลขมิเตอร์บนหน้าปัดหัวจ่ายวิ่งไล่กันเร็วจี๋ กระทั่งสุดท้ายมันจอดอยู่ที่ ๑๘ ลิตร ๑๘๐ บาท 

ระหว่างนั้นน้ำมันเบนซินลิตรละ ๑๐ บาท ดีเซล ๖ บาท 

เพราะฉะนั้นราคาที่เขาคิดค่าโดยสารกับเรา กับค่าน้ำมันที่เขาจะขับพาเราไปเที่ยวมันจึงสมน้ำสมเนื้อกันอย่ างแน่นอน ผมคิดว่าตลอดเส้นทางที่เราจะไป รถคงกินน้ำมันไม่เกิน ๓ ลิตร เพราะ เขาพาเราเที่ยว ๒ ชั่วโมง และจอดอยู่กับที่ให้เราเดินเล่น หรือนั่งคุยกันไม่ต่ำกว่าชั่วโมง รถแล่นไปตามทางจริง ๆ รวมแล้วก็แค่ครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น เขาฟัน กำไรเหนาะ ๆ ไปแล้ว ๗๐ บาท แล้วเวลาที่เหลือถ้าเกิดฟลุ๊คได้รายเหมาอย่างนี้อีกสักรายสองรา ยเขาก็กลับบ้านนอนตีพุงได้สบาย เพราะกำไรไปแล้วสองร้อยกว่าบาท ซึ่งขณะนั้นเงินเดือนครูขั้นจัตวาก็สองพันกว่าบาท เฉลี่ยวันละแค่เจ็ดแปดสิบบาทเท่านั้นเอง 

"ชอบไหม?" 

ผมถามหญิงหมอนขณะเลือกซื้อของที่ระลึกให้เธอ ตอนที่เราลงจากรถไปเดินเที่ยวกันที่ถ้ำฤๅษี ซึ่งข้างนอกเขากำลังจัดงานสวนสนุก มีการออกร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดรวมทั้งร้านขายอาหารเปิดขายตอนก ลางวันอยู่หลายร้าน หลังเดินดูหลีบผาและอาบเอิบบรรยากาศเย็นฉ่ำภายในถ้ำกันแล้ว ผมก็ชวนหญิงหมอนออกมาเดินเล่นในสวนสนุก ซึ่งอากาศภายนอกค่อนข้างร้อน ผมเลยเลือกซื้อร่มกระดาษให้เธอคันหนึ่ง เป็นร่มโบราณทำจากเมืองจีน 

"อาแป๊ะจารึกภาษาจีนลงบนร่มให้ผมด้วย" ผมบอกซินแสเครายาวสีดอกเลา ซึ่งเป็นเจ้าของร้านกำลังนั่งแต้มสีวาดรูปดอกไม้ภูเขาลงบนร่มคั นใหม่ ๆ ที่วางกางอยู่เป็นภายในเต็นท์ซึ่งเปิดขายในงาน ให้แกช่วยเขียนคำอะไรที่สละสลวยลงบนร่มที่ผมจะซื้อให้ด้วย

"เขียงว่าไรลี?" 

ซินแสจับพู่กันจีนป้ายลงบนตลับสีน้ำมันสีแดงที่วางอยู่ใกล้ ๆ 

"อายุมั่นขวัญยืน" ผมพูดยิ้ม ๆ 

"ล่าย ๆ "

"เดี๋ยวก่อนอาแปะ" 

หญิงหมอนทักท้วง 

ซินแสเครายาวเลิกคิ้ว ทอดสายตาไปจับจ้องใบหน้าหญิงสาว

"อี้จะให้อั๊วเขียนอาลายรึ?" แกถาม

"เขียนว่า รักเธอเสมอ" 

พูดแล้วเมินไปทางอื่น ใบหน้าแดงเรื่อ

"ฮ้อ ๆ "

แปะซินแสตวัดพู่กันจีนฉับ-ฉับ ๆ ไม่ถึงชั่วอึดใจ อักษรจีนสีแดงที่งามอย่างขรึมขลังก็ถูกจารึกลงบนผืนร่มคันนั้นเ สร็จสิ้น

ผมควักเงินจ่าย ๓๙ บาท

"ขอบคุงคัก รักกังให้มั่นคงน้อ- อาโก อาจี๊ "

ร่มคันนั้นถูกวางไว้บนรถสองแถวพักเดียวสีที่เขียนภาษาจีนเอาไว้ ที่ริมขอบด้านหนึ่งก็แห้งสนิท ตอนเราไปเดินเล่นกันที่วนอุทยานสระนางมโนราห์ซึ่งเป็นสถานที่ท่ องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งของพังงา หญิงหมอนก็หยิบเอาร่มคันนั้นมากางเสียเท่เลยทีเดียว แล้วให้บังเอิญมีช่างภาพตระเวนถ่ายรูปรับจ้างจากในตัวเมืองก็ขั บมอเตอร์ไซค์ไปหาลูกค้าที่นั่นเข้าพอดี  

เขาเป็นชายวัยกลางคน ผิวขาว ตาหยี ๆ อย่างจีนบ้าบ๋า ซึ่งเป็นสิ่งปกติสำหรับเมืองพังงาที่เต็มไปด้วยพลเมืองลูกผสมไท ยจีน

"โก ๆ " หญิงหมอนกวักมือเรียก "ถ่ายรูปให้พวกเราหน่อยสิ"

"คิดราคายังไงครับ" ผมถามเมื่อเขาค่อย ๆ เลี้ยวมอเตอร์ไซค์มาจอดใกล้ ๆ

"ภาพละสิบบาทครับ ภาพด่วนโพราลอยราคาสูงหน่อย แต่ถ้าคุณมีที่อยู่ให้ผมส่งรูปไปให้วันหลัง ผมจะถ่ายด้วยกล้องธรรมดา อัดภาพเสร็จแล้วค่อยส่งทางไปรษณีย์ราคาจะถูกกว่ากันมากเลยครับ"

นายช่างภาพมีกระเป๋าสะพายมีดำคล้องไหล่ติดมาด้วยใบหนึ่ง กล้องถ่ายรูปที่เขาว่าอยู่ในกระเป๋าใบนั้น ส่วนกล้องโพลารอยสำหรับถ่ายรูปด่วนเขาห้อยคอไว้

"ผมเป็นกระเป๋ารถเมล์เบอร์ ๒๖ สายนางย่อน-พังงา ครับ, โกอัดรูปเสร็จก็ค่อยเอาไปให้ผมที่ท่ารถวันหลังก็ได้"

"อ๋อ-อย่างนั้นก็ดีนะสิครับ รูปถ่ายธรรมดาแค่รูปละสามบาทเอง แล้วมันก็อยู่ได้ทนทานกว่ารูปด่วนเป็นไหน ๆ "

"งั้นถ่ายให้เราด้วยกล้องที่ว่าก็ได้ ไปเถอะพี่หลวงไปหาที่เหมาะ ๆ ถ่ายรูปด้วยกัน"
เกิดมาเป็นผมมันก็มักจะหนีไม่พ้นตกกระไดพลอยโจรอย่างนี้แหละครั บ 

ฮา ฮา สนุกแล้วกู 

ถ้าพ่อกับแม่รู้เข้าก็คงจะชวนกันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่คนที่ชักจะยิ้มไม่ออกคือผม
เมื่อครั้งใช้ชีวิตอยู่ดงเขายา แม้ผมเคยพึ่งพิงเรือนร่างเธอกอดรัดเพื่อผ่อนคลายความหม่นเศร้าใ นบางครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น เพียงแต่มันก็อาจจะเป็นผลกรรมที่กำลังไล่ต้อนผมอยู่ตอนนี้ก็ได้ ชะรอยอาจเป็นใครสักคนที่ในเหมืองมาแอบเห็นสิ่งนั้นเข้าโดยบังเอ ิญ เสร็จแล้วก็คาบความลับนั้นไปบอกแม่ผม การทาบทามเพื่อที่จะสู่ขอหญิงหมอนเป็นสะใภ้จึงเกิดขึ้น พร้อมกับแสงริบหรี่ที่กลางใจสาวก็พลอยสว่างเรืองรองขึ้นมา

ซึ่งมันเป็นความผิดของผมเอง ผมรู้ดี เพียงแต่ตลอดเวลาผมก็ได้พยายามหาทางออกอย่างดีที่สุดแล้ว การใช้วาจาตัดรอนหรือตีตัวออกห่างโดยทันทีทันใด กับค่อย ๆ ให้เธอได้คิดตรึกตรองถึงความเหมาะสมไม่ด่วนหักด้ามพร้าด้วยเข่า นั้น ผมเลือกที่จะหยิบเอาอย่างหลังมาใช้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานสักเท่าไหร่เรื่องหนักอก หนักใจนี้จึงจะผ่อนคลาย แต่ที่แน่ ๆ ผมจะไม่ทำร้ายจิตใจเธอ และจะไม่ทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตาหม่นเศร้ากับเรื่องนี้อย่างแน่น อน


"แล้วมึงจะทำยังไง?" เจ๊กฮุยย้อนใส่ผม "มึงหาเรื่องปวดหัวชัด ๆ "

ผมหยิบคีมหนีบก้อนน้ำแข็งในถังใส่แก้วเหล้า เติมเหล้า เติมโซดาแล้วชงด้วยคีมหนีบน้ำแข็งข้างหนึ่ง พรายน้ำสีอำพันในแก้วเดือดพล่าน 

ขณะนั้นแม้พอจะเริ่มพลบค่ำ แต่ตลาดนางย่อนก็เงียบเหงาผู้คนจนรู้สึกได้ ถ้าไม่มีเสียงเพลงจากลำโพงวิกหนังกับเสียงเพลงจากตู้เพลงหยอดเห รียญในร้านอาหารที่พวกเรานั่งกันอยู่ตรงนี้ ผมคิดว่าแม้ยุงบินผ่านมาสักตัวเราก็คงได้ยินเสียงกระพือปีกของม ัน
ภายในร้านอาหารมีคนคอเหล้านั่งดื่มกินกันอยู่สองโต๊ะ ลึกเข้าไปจนแทบชิดประตูห้องครัวเป็นพวกนักเลงป่าซุงห้าหกคนนั่ง กันอยู่เต็มโต๊ะ ท่าทางจะเพิ่งขายไม้ซุงได้เงินกันมาเต็มกระเป๋า เพราะรู้สึกจะเสียงดังก่อนเวลาอันควร 

พวกเรานั่งตรงโต๊ะหน้าตู้เพลง เจ๊กฮุยนั่งคนละฝั่งโต๊ะกับผม ครูสุทิน ครูทวิช ครูคำนึง นั่งสองด้านซ้ายขวา บนโต๊ะมีเหล้ากวางทองกลมหนึ่ง ถูกรินไปค่อนขวด กับโซดาสี่ขวด เปิดไปแล้วสอง กับแกล้มมีแค่ยำแหนมจานเดียว ต้มยำกระเพาะปลาหม้อไฟกับปลากะพงผัดเกี่ยมฉ่ายที่สั่งไว้เถ่าชิ ้วยังปรุงไม่เสร็จ

"เอาเลยนิ-เจ้านุ้ย" 

ครูคำนึงพูดขึ้นหลังเจ๊กฮุยหยุดพูดและจ้องหน้าผม ในมือเจ๊กฮุยประคองแก้วเหล้าเตรียมจะยกขึ้นจิบ

"ยัดแม่-ทำจั๊วเปล่า ๆ แหละมึง" ครูสุทินว่า

จั๊ว เป็นคำแสลงที่เด็กหนุ่มไหหลำแถวนั้นชอบนำมาพูดกัน มีความหมายว่า คุยโม้ ผมเลยสวนกลับไปว่า

"จั๊วยัดแม่มึงนะสิ" 

ทุกคนกำลังจะรุมกินโต๊ะผม เพราะไม่มีใครเชื่อว่าผมยังไม่อยากแต่งงานมีครอบครัว เนื่องจากคนแถวนั้นเมื่อบวชเรียนกันเสร็จแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ก็มักจะสู่หญิงสาวซึ่งอาจจะรักใคร่ชอบพอกันอยู่ก ่อน หรือไม่ก็ผู้ใหญ่หมายปองไว้ก่อนแล้วให้แต่งงานอยู่กินกันเป็นฝั ่งเป็นฝาไปเสีย ผู้ใหญ่ก็จะได้ชื่อว่าทำหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว...

ทว่าผมกลับไม่ใช่ ภายในใจผมเวลานั้นยังไม่คิดที่จะมีครอบครัวเลยสักนิด แต่ถ้าจะถามว่า เมื่อก่อนตอนมีสาวบัวอยู่ด้วยผมมีความรู้สึกอย่างไรกับการใช้ชี วิตคู่กับหล่อน ซึ่งผมจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า นั่นคือการเตรียมตัวที่จะอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาในอนาคต เพราะถ้าหากสาวบัวยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนในอนาคตเราสองคนจะต้องเป็นคู่สามีภรรยาที่ถูกต้องชอบธรรม อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะผมรักหล่อนจริง และรักจนหมดหัวใจ แต่ครั้นขาดหล่อนไปแล้ว ในใจผมก็เหมือนกับว่ามันจะว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง 

บัดนี้ซากรักที่เหลือแม้มันไม่อาจสร้างความหม่นเศร้า แต่มันก็ไม่ยอมหลีกทางให้ใครทอดกายลงไปแทนที่ได้ง่าย ๆ เหมือนกัน


         *****************************

 


ความคิดเห็น 1

ฮา ๆ  ไม่ได้แวะมาเสียนาน  บอร์ดนิยาย/เรื่องสั้นของเว้บประพันธ์สาส์นเปลี่ยนแปลงจนผมซึ่งเป็นคนเขียนนิยายเรื่องนี้ต้องใช้ความพยายามจนหัวหมุนกว่าจะเข้าถึงผลงานของตนเอง  

ชื่อผู้โพสต์ : saree
sareem34@gmail.com
07-03-2013 / 07:08:36
ความคิดเห็น 2

smileysmiley

ชื่อผู้โพสต์ : testAm
ying_hunter@hotmail.com
07-03-2013 / 12:57:05

แสดงความคิดเห็น
กติกาแสดงความคิดเห็น
เขียนข้อความ
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :