เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ถนนนัก (ขอ) เขียน : นวนิยาย
 
นวนิยาย ; จะลองรักอีกสักครั้ง บทที่ ๖
ชื่อผู้โพสต์ : เฒ่านุ้ย
sa.ree2499@hotmail.com
31-07-2012 / 07:32:26
 
Tag :

ตอน : บทที่ ๖

"พังงา ๆ พังงา ๆ ... ใครไปพังงามาขึ้นรถได้เลย รถจะออกแล้ว" 

เจ๊กฮุยยืนอยู่ตรงประตูทางขึ้นรถบัสด้านหน้า    ส่งเสียงบอกผู้โดยสารที่ต้องการจะเดินทางไปทางพังงาให้มาขึ้นรถ    น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความเอาจริงเอาจัง    เพราะเขามีนิสัยจริงจังกับงาน 

มันยืนเรียกผู้โดยสารอยู่อย่างนั้นสามสี่รอบ    แล้วก้าวขึ้นรถไปสตาร์ทเครื่องยนต์ และตั้งสโลว์ไว้-เป็นการอุ่นเครื่องก่อนออกรถ ซึ่งส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ ๕-๑๐ นาที 

ในขณะที่บนรถ    ก็มีผู้โดยสารขึ้นไปนั่งรอเวลาเพื่อจะเดินทางไปกับเราอยู ่แล้วสิบกว่าคน 

ผมยืนกำกระบอกตั๋วอยู่ข้างล่าง ใกล้กับประตูทางขึ้นด้านหลัง มีลุง*ดชายร่างท้วม   ซึ่งเป็นจีนบ้าบ๋าวัยไล่เลี่ยกับพ่อผม    ยืนเป็นพี่เลี้ยง คอยแนะนำวิธีที่จะเป็นโต๋วเชี้ยรถที่ดีอยู่ใกล้ ๆ 

ทั้งผม เจ๊กฮุย และลุง*ด ต่างก็สวมเสื้อผ้าสีกรมท่า    ซึ่งเป็นชุดที่พนักงานขับรถและกระเป๋ารถเมล์ทั้งหลายนิยมใส่ด้ว ยกันทั้งสามคน 

ผมนึกขำ, ที่ในที่สุดก็ต้องจับพลัดจับผลูมาสวมใส่เสื้อผ้าชุดนี้ แทนที่จะเป็นชุดสีกากี    ซึ่งเป็นเครื่องแบบของข้าราชการครูตามที่ได้ใฝ่ฝันเอาไว้ตั้งแต ่สมัยเด็ก ๆ 

เจ๊กฮุยจะคิดเหมือนผมหรือไม่    ผมไม่ทราบ    แต่ตอนที่เรียนหนังสือชั้น ป.ปลายมาด้วยกัน    คุณครูที่สอนวิชาสังคมศึกษา หมวดหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม เคยถามพวกเราว่า 

"นายนุ้ย อนาคตเธออยากเป็นอะไร?"

"ผมอยากเป็นครูครับ"    ผมรีบลุกขึ้นตอบเสียงดัง

"นายสมโชค "   คุณครูถามเพื่อนนักเรียนในชั้นคนต่อไป   " โตขึ้นเธออยากเป็นอะไร"

"อยากเป็นป่าไม้อำเภอ ครับ" สมโชคตอบ

"นายจรูญ ล่ะ" คุณครูชี้ไปที่หัวหน้าชั้น

"ผมอยากเป็นควาญช้าง-ครับคุณครู"

สิ้นเสียงตอบของ ด.ช.จรูญ ซุยยัง หัวหน้าชั้น  พวกเราในชั้นเรียนก็ส่งเสียงหัวเราะลั่นห้อง คุณครูก็พลอยหัวเราะไปด้วย

จากนั้นคุณครูก็ถามไล่ไปเรื่อย ๆ เป็นการกระตุ้นความกระตือรือร้นของนักเรียน   เพื่อจะนำเขาสู่บทเรียน....

เมื่อคุณครูถามมาถึงเจ๊กฮุย เขาก็ตอบคุณครูว่า "ผมอยากเป็นนักบินครับ" หลังจากนั้น ,พอเราจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ เด็กชายไพรัช อภิชิตสกุล หรือเจ๊กฮุย ก็หายหน้าหายตาไปจากเพื่อน ๆ อย่างเงียบหายไปเลย เขาไปเรียนต่อชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายที่กรุงเทพฯ แม้โรงเรียนปิดเทอมเขาก็ไม่ยอมกลับบ้าน แต่ครั้นโผล่หน้ามาอีกครั้ง   ก็เป็นอย่างที่เห็น ๆ กันนี่แหละ  

เขาไม่ได้เป็นนักบิน เช่นเดียวกับผมที่ไม่ได้เป็นครู

แต่เราเป็นพนักงานบริการบนรถเมล์โดยสาร  เขาเป็นโชว์เฟอร์ ผมเป็นกระเป๋า-หรือโต๋วเชี้ย 

"ก่อนออกรถแต่ละครั้งเอ็งต้องตรวจเช็คล้อรถให้ดีเสียก่อน เอาเหล็กแป๊บท่อนสั้น ๆ ที่มีประจำอยู่บนรถเมล์ทุกคันนั่นแหละ เดินไปเคาะสำรวจดูทุกเส้นยาง   ฟังเสียงมัน    ถ้าเสียงแหลม ปึ๊ก ๆ แสดงว่ายางยังตึง    ลมยังแน่น   แต่ถ้าดังปุก ๆ ก็แสดงว่าผิดปกติ ยางอาจรั่วซึม หรือลมอ่อนเฉย ๆ ก็ต้องเติมแล้วตรวจเช็คอีกครั้งก่อนออกรถ ถ้าไม่อย่างนั้นมันอาจจะรั่วหรือล้อระเบิดขึ้นกลางทางก็จะลำบาก อันนี้สำคัญมาก..." 

จากนั้นลุง*ดก็สาธยายการสังเกตลมยางรถ    พร้อมกับเดินไปหยิบเหล็กแป๊บกลม ๆ ยาวขนาดช่วงท่อนแขน   ที่ซอกประตูรถด้านหลัง มาสาธิตวิธีเคาะล้อรถแล้วฟังเสียงของมันให้ผมดู

"น้ำในหม้อน้ำก็สำคัญ"   แกสาธยายต่อ   "โต๋วเชี้ยที่ดีต้องหมั่นตรวจตราดูแลอย่าให้ขาด    น้ำมันเครื่องก็เหมือนกัน  ต้องคอยตรวจวัดระดับของมันก่อนที่ลูกพี่จะขึ้นไปสตาร์ทเครื่องย นต์เพื่ออุ่นเครื่องเสมอ-จำไว้"

"ถ้างั้นก็แสดงว่า คนที่เป็นลูกพี่เก็ท่าแต่ขับอย่างเดียวนะสิ " ผมว่า

"เฮ้ย-"   ลุง*ดทำเสียงดัง    "ก่อนเขาจะได้เป็นโชว์เฟอร์ เขาก็ต้องผ่านงานอย่างนี้มาก่อน ทีนี้พอได้เลื่อนระดับขึ้นเป็นลูกพี่ มันก็ต้องนั่งสบาย ๆ มั่งซิวะ" 

"แต่ไอ้หัวทอนั่นมันไม่เคยเป็นโต๋วเชี้ยมาก่อนนี่" 

ผมชี้ไปที่เจ๊กฮุยซึ่งกำลังเดินลงจากประตูรถด้านหน้า ตรงมาที่เราสองคน

ลุง*ดมองหน้าผมแล้วยิ้ม ไม่ว่าไร


"น้าเจ้า*ดเดี๋ยวเตินจะไปพังงาพร้อมกับผมใช่ไหม-- ดีแล้ว ๆ " เจ๊กฮุยพูดกับลุง*ดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วหันมาทางผม " สักครู่เวลาออกรถไปกลางทาง มึงไม่เข้าใจอะไรก็ถามน้าเจ้า*ดเอานะ ค่าโดยสาร จากไหนถึงไหน--ราคาเท่าไหร่ --มึงถามแกได้เลย เส้นทางสายนี้แกหลับเห็นหมด"

เจ๊กฮุยพูดถูก เรื่องนี้เป็นความจริง เพราะลุง*ดเป็นนักเลงรถสองแถวมาแต่ไหนแต่ไร เรียกว่าแกอยู่กับรถมาตั้งแต่ถนนสายคุระบุรี-ตะกั่วป่า ยังเป็นฝุ่นลูกรัง ซึ่งแกก็วิ่งรถสองแถวรับจ้างแล้ว และตอนนั้นเส้นทางสายคุระบุรี-พังงา ยังไม่มี    พี่ชายเจ๊กฮุยเพิ่งจะขอสัมปทานได้มาไม่นาน    ครั้นเมื่อมีเส้นทางสายนี้ขึ้นมา ลุง*ดก็เปลี่ยนจากรถสองแถวเป็นรถบัสขนาดกลาง    ; นำมาร่วมเส้นทางเป็นรายต้น ๆ และดูเหมือนลุง*ดนี่เองที่เป็นผู้ให้คำแนะนำในการตั้งอัตราค่า โดยสารให้กับพวกรถเมล์สายนี้ด้วยกัน

ขณะนั้นรถเมล์ร่วมเส้นทางสายคุระบุรี-พังงา   ก็ดูเหมือนจะมีอยู่ราว ๆ ๑๕-๑๖ คัน    ใช้ระยะเวลาในการออกรถแต่ละเที่ยวห่างกัน ๔๐ นาทีต่อ ๑ คัน รุ่งเช้าของทุกวัน เวลา ๐๕.๓๐ น.   เป็นเวลาออกรถจากสถานีต้นทางเที่ยวแรก    ไม่ว่าจะทางฝั่งพังงาหรือฝั่งคุระบุรี    ซึ่งปกติคันที่จะออกในเที่ยวแรกจะเป็นรถตกวินของวันวาน แต่ถ้ารถคันดังกล่าวมีผู้โดยสารมาเช่าเหมาไปที่อื่น หรือเข้าอู่ซ่อม คันที่อยู่อันดับถัดไปก็จะเขยิบขึ้นมาแทน 

วันนี้เป็นวันที่รถบัสคันของลุง*ดตกวินจอดอยู่ที่พังงา   แกมอบหมายให้โต๋วเชี้ยของแกนอนเฝ้ารถอยู่ทางฝั่งโน้น&nbs p; ส่วนแกกลับมานอนกับลูกเมียทางนี้    เย็นวันนี้แกจึงขออาศัยรถเมล์คันของเราไปที่รถของแก เพื่อที่จะขับมันออกมาวิ่งเป็นเที่ยวแรกตอนหัวรุ่งพรุ่งนี้ และเมื่อรถบัสของเราแล่นออกจากท่ารับส่งผู้โดยสารไปตามเส้นทาง เวลามีผู้โดยสารโบกรถขึ้นมา ผมก็มักจะต้องดึงแผ่นกระดาษตารางบอกราคา ที่ผมพับใส่กระเป๋าหน้าอกออกมาดูอยู่เรื่อย จนลุง*ดสังเกตเห็น... ฉะนั้นพอว่างคนแกก็กวักมือผมให้เดินไปหาที่เบาะนั่งท้ายสุด&nbs p;   ซึ่งเป็นเบาะยาวอยู่ติดกระจกด้านหลัง

"มึงจำไว้--ช่วงละห้าบาท    จากตะกั่วป่าถึงบางไทร-ห้าบาท จากบางไทรถึงบ้านค้างคาวก็ห้าบาท จากค้างคาวถึงสะพานเสือก็ห้าบาทเหมือนกัน แล้วทีนี้ถ้าจากตะกั่วป่าเลยมาถึงสะพานเสือล่ะ--กี่บาท"

"ก็สิบห้าบาทนะสิ" ผมตอบ

"เออ-รู้ยังงี้แล้วมึงยังจะกางกระดาษแผ่นนั้นอีกทำไม"

"ก็ผมยังไม่รู้เส้นทางทั้งหมดนี่" ผมว่า "ไม่รู้ว่าเมื่อออกจากค้างคาวแล้วอันดับต่อไปมันจะไปถึงที่ไหนก ่อน ผมเลยต้องกางมันดู"

"อ้อ-แล้วที่ผ่าน ๆ มานี้ , มึงพอจะจำตรงไหนได้แล้วบ้าง"

"จากคุระบุรีมาถึงตะกั่วป่า--นั่นของตาย" ผมว่า "เพราะมันเป็นเส้นทางเดิม ๆ ผมรู้จักมานาน แต่เส้นใหม่นี่สิผมจำอะไรไม่ได้เลย ยังไม่คุ้น"

"ถ้าตั้งใจจริง ๆ อีกสักเที่ยวสองเที่ยวก็คงจำได้หมด "

"ผมก็ว่าอย่างนั้น" ผมยิ้มกับแก


และอีกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องนี้    บางครั้งผมก็สอบถามเอากับผู้โดยสาร   ซึ่งพวกเขาเห็นผมเป็นโต๋วเชี้ยหน้าใหม่เขาก็บอกให้ แต่มีอยู่รายหนึ่ง, ทำเอาผมหัวเราะจนท้องแข็ง 

ผู้โดยสารรายนี้โบกขึ้นรถมาจากบ้านคลองห้าง เป็นผู้หญิงวัยกลางคน นุ่งผ้าถุงลายดอก-สีขุ่นมัวเพราะความเก่า สวมเสื้อกุยเล้งแขนยาวสีดำ แต่ซีดเซียวเหมือนใบหน้าของแก 

อุ้มเด็กชายวัยไม่เกินสี่ขวบขึ้นมาด้วยคนหนึ่ง

ผมถามว่า "น้าจะไปลงที่ไหนครับ"

"โคล ผา" แกตอบ

"อะไรนะ" 

ผมถามย้ำ ขณะกางแผ่นกระดาษตารางราคาออกดู 

แล้วเผอิญเส้นทางรถยนต์บริเวณนั้นก็คดเคี้ยวและเป็นเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ ไปตลอด เจ๊กฮุยซึ่งเป็นพลขับก็ต้องคอยชะลอความเร็วและเปลี่ยนเกียร์หนั กเบาอยู่เรื่อย ทำให้เสียงเครื่องยนต์หน้ารถครางหึ่ง ๆ ดังลั่นอยู่ตลอดเวลา ผมจึงฟังเสียงผู้โดยสารไม่ค่อยถนัด

"ขอโทษนะครับ เมื่อกี้น้าว่าจะไปลงที่ไหนนะครับ" 

พูดพลางดึงตั๋วออกจากม้วนในกระบอกที่กุมไว้กับมือซ้ายเตรียมฉีก ส่งให้แก

"โคล ผา นิ เค่ ๆ มะกาย ๆ เค่ ๆ " 

ผู้โดยสารคนนั้นพูดเสียงดังขึ้น

ผมหัวเราะ ฮา ฮา 

ผู้โดยสารอื่น ๆ ที่นั่งอยู่เบาะใกล้ ๆ หันมามองผม และพลอยหัวเราะไปด้วย

เพราะผมเพิ่งรู้ว่าแกเป็นหญิงพม่า    ซึ่งอาจจะเป็นคนงานเหมืองแร่แถวนั้น    หรือไม่ก็เป็นลูกจ้างอยู่ในสวนยางที่ไหนสักแห่ง    เพราะสองข้างทางแถวนั้นเต็มไปด้วยสวนยางกับเหมืองแร่


ผมเป็นโต๋ยเชี้ยรถเมล์อยู่ได้วันสองวัน     ; จึงค่อยรู้สึกคล่องตัวขึ้นบ้าง     เพราะผมเริ่มจดจำหมู่บ้านตำบลสองข้างเส้นทางได้มากขึ้น &n bsp;   การเก็บค่าโดยสารจึงมักไม่ค่อยมีปัญหา แต่ปัญหาหนึ่งซึ่งพอจะมีอยู่บ้าง     ก็คือการช่วยขนสัมภาระติดตัวของผู้โดยสารขึ้นลงจากรถ&nbs p;   โดยเฉพาะเวลารถแน่นจนแทบจะไม่มีที่ยืน   ผมจึงต้องตะโกนบอกเจ๊กฮุยมันบ่อย ๆ ว่า   ไม่มีที่ว่างจะใส่สัมภาระได้อีกแล้ว    ถ้าผู้โดยสารมีสัมภาระยืนโบกอยู่ริมทาง ก็ให้กดแตรเป็นสัญญาณบอกเขาว่ารถเต็ม    แล้วให้ขับผ่าไปเลย    ไม่ต้องจอดรับอีแล้ว... แต่บางครั้งเจ๊กฮุยมันไม่ได้ยิน    พอมีคนยืนโบกอยู่ริมทางมันก็จอดรับเข้าอีก   ซึ่งทีนี้แหละที่ผมจะบ้าตาย...

กระเป๋ารถเมล์ภูธรกับกระเป๋ารถเมล์ในกรุงเทพฯ    ถ้าจะมีส่วนแตกต่าง   ก็เห็นจะเป็นตรงนี้แหละ     ตรงที่ต้องรับผิดชอบกับสัมภาระของผู้โดยสารด้วย &nb sp;  ต้องช่วยเขายกขึ้นยกลงจากรถ เรื่องค่าระวางนั้น   ถ้านิด ๆ หน่อย ๆ ผมก็ไม่เก็บ แต่ถ้าเขาขนเอามาเป็นกระสอบปุ๋ยสักกระสอบสองกระสอบ    ก็ต้องคิดค่าระวางบ้าง    ซึ่งบางคนก็เข้าใจและยอมจ่ายโดยดี    ทว่าบางคนก็ชักจะหัวหมอ   ไม่ยอมจ่าย   ต้องพูดกันนาน   และผมก็มักจะยอมแพ้    แต่จะจำหน้าไว้ วันหลังถ้าเห็นเขามายืนโบกรถและมีสัมภาระมากองริมถนนด้วย     ผมจะบอกเจ๊กฮุยว่า "ผ่านเลยลูกพี่ เวลาหมดแล้ว"

ซึ่งไอ้เวลาหมดแล้วนี่, บางครั้งมันก็ไม่จริงหรอก    ผมแกล้งร้องตะโกนให้เสียงดังไปอย่างนั้นเอง   อย่าให้ผู้โดนสารบนรถเห็นว่าเราทำผิด    คือไม่รับผู้โดยสารที่ยืนโบกรถอยู่ริมทาง   ซึ่งมันผิดกฎระเบียบการเดินรถโดยสารตามที่ขนส่งเขากำหนดไว้&nbs p;  ว่ารถโดยสารทุกคันจะต้องจอดรับผู้โดยสารที่ยืนรออยู่บนเส ้นทาง   ยกเว้น...     ซึ่งข้อยกเว้นก็มีมากพอสมควร   และเราก็อาศัยข้อยกเว้นนี้แหละแก้เผ็ดผู้โดยสารเจ้าปัญหา

ย่างเข้าสัปดาห์ที่สองของการทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์   ;  ผมเริ่มคุ้นเคยกับเส้นทาง   ตลอดจนผู้โดยสารที่มักจะซ้ำหน้าบ่อย ๆ มากขึ้นทุกที    โดยเฉพาะผู้โดยสารที่ยังสวมชุดนักเรียนทั้งหญิงและชาย&nb sp;  บ้างก็เด็กเล็ก   บ้างก็เด็กโต    ซึ่งถ้าพวกเขาโดยสารมาจากคุระบุรี    ส่วนมากก็จะไปเรียนกันที่โรงเรียนแถว ๆ ตะกั่วป่า    เมื่อถัดจากตะกั่วป่าก็เป็นนักเรียนจากอำเภอกะปง    ไปเรียนกันที่ตัวเมืองพังงา    นักเรียนพวกนี้บางคนไปเช้าเย็นกลับ   บางคนไปบ่ายวันอาทิตย์    กลับเย็นวันศุกร์    พวกเขาไปเช่าหอพักอยู่ในตัวเมือง    หรือบางคนก็เช่าห้องเช่าอยู่รวมกันคนสองคน หรือสามสี่คนก็ว่ากันไปตามขนาดของห้องเช่าแต่ละแห่ง   ;  พวกนี้เลิกเรียนวันศุกร์ก็กลับบ้านพร้อมกันทั้งหมดเลย&nb sp;   กระทั่งสถานีต้นทางที่พังงา    รถเมล์เที่ยวสี่โมงเย็นในเย็นวันศุกร์   จะกลายเป็นรถขวัญใจนักเรียนเสียเลยก็ว่าได้    เพราะแค่พอโชว์ขึ้นไปสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่ออุ่นเครื่อง& nbsp;   พวกเด็กนักเรียนที่มาออกันอยู่แถวนั้นก็จะตรูกันขึ้นรถจน แน่นเอี๊ยดทั้งคัน    พวกที่มาช้าก็ต้องเลทไปคันหลัง    เพราะหลังจากนั้นก็ยังเหลือเวลาให้รถเมล์ออกอีกสองเที่ยว จึงจะหยุดให้บริการ

เย็นวันศุกร์วันนั้น   รถบัสคันของผมถึงคิวออกในลำดับรองบ๊วย คือ ๑๖.๔๐ น.    มีนักเรียนหญิงชายตกค้างอยู่สิบกว่าคน   เป็นนักเรียนมัธยมปลายที่เป็นเด็กโตทั้งหมด  ม ีไปลงที่บ้านทุ่งคาโฮกสามคน    บ้านคลองห้างสองคน    ที่เหลือไปลงที่ตลาดปากถัก-กะปงทั้งหมด   เป็นหญิงห้าคน  ชายสามคน 

ได้เวลาออกรถ   ผู้โดยสารไม่เค็มคันเหมือนคันที่ออกไปเที่ยวก่อน &n bsp; พวกนักเรียนชายที่จะไปลงตลาดกะปงชวนกันมานั่งที่เบาะโดยสารตัวห ลังสุด    ซึ่งเป็นเบาะยาว และเป็นที่โปรดปรานของพวกเขา    ส่วนแม่พวกผู้หญิงก็ชวนกันไปนั่งเบาะยาวเหมือนกัน แต่เป็นเบาะยาวหน้ารถ    ติดกับฝาครอบแท่นวางเครื่องยนต์   คนละฝั่งกับโชว์เฟอร์ของผม    ซึ่งพวกเธอก็จะต้องนั่งหันหน้าไปทางโชว์เฟอร์พอดี   เพราะลักษณะของเบาะโดยสารตัวนั้นวางชิดแนบตัวถังรถเมล์ไป ตามยาว   เลยไปเข้าทางโชว์เฟอร์ชีกอของผมเข้าพอดีเหมือนกัน

พอรถออกจากท่าได้สักระยะ   ผมก็เริ่มเดินฉีกตั๋วเก็บค่าโดยสาร ซึ่งไม่ถึงยี่สิบนาทีก็เสร็จเรียบร้อย    ผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนรถเมล์ของผมแต่ละคนจะลงตรงไหนบ้าง     มันวิ่งมาอยู่ในสมองผมหมดแล้ว    และเมื่อได้จังหวะนั่งพัก    ผมก็เดินมานั่งลงบนเบาะที่อยู่ชิดตัวถัง-ติดประตูทางขึ้น ด้านหลังของรถ    ซึ่งส่วนมากจะเป็นที่นั่งประจำของพวกโต๋วเชี้ยรถทั้งหลาย     ที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะรู้ดี     เพราะที่นั่งตรงนั้นอยู่ในมุมมองที่แลเห็นการเคลื่อนไหวของผู้โ ดยสารภายในรถได้ชัดเจนที่สุด     ใครลุกจากเบาะนั่งเดินออกมาเพื่อจะลงจากรถเมื่อถึงจุดหมายปลายท าง   โต๋วเชี้ยรถก็จะเห็นได้ทันที   และพร้อมที่จะได้ลุกขึ้นช่วยหยิบยกสัมภาระติดตัวให้เขา-ในกรณีท ี่เขามีมันมาด้วย 


ยกเว้นกรณีที่มีผู้โดยสารแน่นรถ    และโต๋ยเชี้ยต้องออกไปยืนห้อยโหยอยู่กับราวเหล็กประตู &nb sp; ซึ่งมันจะบดบังทุกสิ่งอย่างหมดสิ้น   ผู้โดยสารก็ต้องช่วยเหลือตนเองอย่างช่วยไม่ได้

ทว่าเย็นวันนั้นผู้โดยสารในเที่ยวเมล์ของผมก็ค่อนข้างโหรงเหรงเ หมือนอย่างที่บอก    ระหว่างทางก็มีโบกขึ้นมาใหม่ไม่กี่ราย   ผมซึ่งนั่งประจำอยู่บนเบาะประจำตำแหน่งตัวนั้น   จึงกวาดสายตามองพวกเขาไปจากด้านหลังได้หมดทุกราย

มองเห็นแม้กระทั่งเจ้าโชว์เฟอร์ชีกอ   ออกลวดลายเกี๊ยวพาราสีพวกเด็กนักเรียนหญิงที่นั่งบนเบาะโดยสารด ้านหน้าและหันหน้าไปทางเขาได้เต็มตา  

พวกเด็กสาวในชุดนักเรียนกระโปรงยาวสีกรมท่า-เสื้อขาวคอปกพวกนั้ น    ก็ดูเหมือนจะพอใจโชว์เฟอร์รูปหล่อของผมเสียด้วย เพราะผมเห็นพวกเธอแย่งกันพูดกับมันไม่หยุดปาก    แต่จะพูดคุยเรื่องอะไรกัน   ผมได้ยินไม่ถนัด   เพราะเสียงลมด้านนอกเสียดสีตัวถังรถ  บวกกับเสียงเครื่องยนต์ที่ครางหึ่ง ๆ ตลอดเวลา   บดบังเสียงพูดคุยโต้ตอบของพวกเขาที่เสียหมดสิ้น

"หน้าร้านค้าปากซอยข้างหน้า  มีคนลงนะลูกพี่" 

ผมกดกริ่งพร้อมร้องบอกไปจากด้านหลัง   และลุกจากที่นั่งไปดึงกล่องกระดาษที่ผูกรัดเชือกฟางบนพื้นหน้าเ บาะยาวด้านหลังผม ซึ่งเป็นสัมภาระของผู้โดยสารที่กำลังจะลงจากรถมาถือไว้   เพราะยังอีกไม่ถึง ๒๐๐ เมตร ก็จะถึงจุดหมายแล้ว

กริ๊งงงงงง กริ๊งงงงงงง กริ๊ง ๆ ๆ 

ผมกดกริ่งรัวเป็นครั้งที่สอง

"ได้ยินแล้วโว้ย!" 

โชว์เฟอร์รูปหล่อร้องตะโกน    และมองค้อนผมผ่านกระจกส่องหลังที่แปะติดอยู่กับกระจกหน้ารถ-ตรง หน้ามัน   ซึ่งผมเหลือบเห็นและสบตากันพอดี

‘อย่างนี้ก็สวยนะซี-ลูกเพ่’ 

ผมคิดของผมในใจ และกะว่าสักประเดี๋ยว,    พอผู้โดยสารคนนี้ลงจากรถไปแล้ว    ผมจะเดินไปนั่งข้างหน้า   จะไปฟังว่าพวกเขาพูดภาษาดอกไม้กันว่าอย่างไร

เผลอ ๆ จะได้ขัดคอมันเสียมั่ง-ไอ้ห่ะ



          ********************************

 



แสดงความคิดเห็น
กติกาแสดงความคิดเห็น
เขียนข้อความ
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :