เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ถนนนัก (ขอ) เขียน : นวนิยาย
 
หมอกสีรุ้ง ตอนที17
ชื่อผู้โพสต์ : punwasa
punsa17@hotmail.com
31-07-2012 / 07:32:18
 
Tag :
   "คุณรภีช์ครับ คุณวรมันต์อยากพบคุณ"

นายเชิดเข้ามาทันทีหลังจากที่ครูนภิสคล้อยหลังออกจากห้องสมุด

"ได้ ให้เข้ามาเลย"

วรมันต์เดินเข้ามาดว้ยชุดแต่งกายที่ทมัดทแมงสวมเสื้อผ้าเหมือน
ตอนที่จะไปดอยหลวง ชายหนุ่มมองดว้ยสีหน้าแปลกใจ

"มีอะไรหรือเปล่าวรมันต์?"

"ผมกำลังจะไปที่หมู่บ้าน ห่างจากที่นี่ไปราว50กิโลเมตรไม่ทราบว่า
คุณรภีช์อยากไปกับเราหรือเปล่าครับจะได้เห็นสถานที่ต่างๆรอบ
อาณาเขตเวียงภูมินทร์เพราะอีก2วันก็ต้องเข้าไปดูงานที่ไร่กับ
โรงงานอาจไม่ค่อยมีเวลา"

" เ้อ้ะ น่าสนใจนะว่าแต่นี่ก็บ่ายมากแล้วต้องค้างคืนดว้ยหรือเปล่า"

" คงไม่ต้องครับ ผมแน่ใจว่าเราจะกลับมาทันก่อนค่ำ"

รภีช์ตัดสินใจทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน และลืมแม้กระทั่งจะ
บอกกล่าวกับทนายไกรวิทย์หรือเจ้าแก้วหล้าเขาเพียงแต่สั่งนาย
เชิดไว้หากมีใครถามถึง

แม้ทางไปหมู่บ้านชาวเขาเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับกับทางไปดอย
หลวงแต่สภาพถนนก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ถนนแคบๆลัดเลาะไป
ตามไหล่เขา ขึ้นลงคดโค้ง สองข้างทางรกครึ้มไปดว้ยต้นไม้ตลอด
เส้นทาง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงก็เห็นหมู่บ้านท่า่มกลาง
ภูเขาสลับซับซ้อน บ้านทุกหลังราวกับสร้างขึ้นจากบล็อกเดียวกัน
นั่นคือกระต้อบไม้ไผ่สานขัดแตะ หลังคามุงดว้ยใบไม้ใบหญ้า และ
ยังมีบ้านบางหลังขึ้นไปสร้างบนหน้าผาสูงลิบ ดูแล้วน่ากลัวว่าหาก
ฝนตกหนักบ้านทั้งหลังอาจถล่มลงมาได้ ทางเดินภายในหมู่บ้านเป็น
ทางลาดชันขึ้นๆลงๆ แม้กระทั่งการเพาะปลูกก็ใช้วิ วิธีปลูกลดหลั่น
กันลงมาตามไหล่เขา เป็นภาพที่สวยงามและสบายตาที่สุดในความ
รู้สึกของรภีช์

" ไปที่บ้านนพ่อหลวงเลย ทัด"

วรมันต์บอกกับนายทัดที่ทำหน้าที่ขับรถ

" พ่อหลวงเป็นใคร?"

รภีช์เอ่ยถามอย่างสนใจ เป็นคำใหม่ที่เขาไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก

" พ่อหลวงเป็นคำที่ใช้เรียกผู้ชายคนที่มีอาวุโสสูง แต่ในหมู่บ้านม้ง
พ่อหลวงคือคนที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ชาวเขาเผ่าม้งเป็นชน
เผ่าที่มีมากที่สุดในเวียงภูมินทร์รองลงมาก็จะเป็นลั้วะและกระเ หรี่ยง
คนพวกนี้มักอาศัยอยู่ตามภูเขาสูงทำการเกษตรบ้าง หาของป่าขาย
บ้าง แต่พ่อหลวงบ้านที่เรากำลังจะไปหาแกเป็นพรานป่า เรียกว่า
เป็นพรานกันทั้งตระกูลก็ว่าได้ แต่ไม่ใช่พรานที่ออกไปล่าสัตว์
เพราะมีกฎห้ามล่าสัตว์ในเขตเวียงภูมินทร์มานานแล้ว พรานสว่น
ใหญ่จึงยึดอาชีพออกหาสมุนไพรโดยเฉพาะสมุนไพรประจำถิ่นของ
เรา"   

"ดอกไม้สีแดงใช่มั้ย?"

"ดอกไม้สีแดงหรือจะพูดให้ถูกก้คือว่านเครือแดง ที่เรามากันวันนี้ก็
เพื่อสิ่งนี้หล่ะครับ"

วรมันต์พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะหันไปบอกให้นายทัดหยุดรถลงที่หน้า
บ้านหลังหนึ่งสร้างจากไม้ไผ่ทั้งหลัง แม้กระทั่งบันไดทางขึ้น แต่
บ้านหลังนี้แลดูพิเศษกว่าบ้านหลังอื่น ใต้ถุนยกสูงโปร่ง แขวนกระ
ถางกลว้ยไม้ป่าไว้รอบบ้าน ดูแล้วร่มรื่นน่าอยู่ไม่น้อยที่แคร่ ใต้
ต้นไม้ใหญ่มีชายชราและเด็กหนุ่มนั่งรออยู่เมื่อเห็นรถเข้ามาจอด
พวกเขาจึงรีบลุกออกมาต้อนรับ

" เชิญครับนาย แหม มาถึงเร็วดีพวกเรากำลังรออยู่"

ชายชราผมขาวโพลนทั้งหัว สวมใส่เสื้อผ้าสีดำคร่ำคร่าคล้ายชุด
ประจำเผ่า น้ำเสียงที่พูดแหบพร่าแต่ก็พอฟังเข้าใจ

"นี่ไอ้มะแวหลานชายผม นายคงจำได้"

เด็กหนุ่มยกมือไหว้วรมันต์ รภีช์เห็นอีกฝ่ายตรงเข้าไปทักทายดว้
ยการโอบไหล่อย่างสนิทสนม

" คนนี้สินะ เก่งจริงพ่อหนุ่ม ไปๆพาไปดูผลงานแกหน่อยสิ"

เมื่อรภีช์ก้าวลงจากรถวรมันต์จึงนึกขึ้นได้ ชายหนุ่มไม่เช้าใจท่าทีดี
อกดีใจของวรมันต์จนกระทั่งลืมเขาไปเสียสนิท

" โอ้ะ คุณรภีช์เชิญครับ พ่อหลวงนี่คุณรภีช์ ลูกชายของเจ้าท่านเพิ่ง
มาจากเมืองนอก"

ชายชรานิ่งชะงัก เพ่งสายตาขุ่นมัวไปดว้ยฝ้าฟางมาที่รภีช์ ก่อนที่สี
หน้าของแกจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดทั้งขาวซีดสลับกับแดงก่ำ
มือทั้งสองข้างเก้ๆกัง เหมือนกับทำตัวไม่ถูก

" เจ้าท่านหรือนี่ ไม่น่าเชื่อ"

ท่าทีลุกลี้ลุกลนผิดปรกติของพ่อหลวงบ้านวัยเกือบเก้าสิบปีทำให้
ทุกคนแปลกใจ

"เจ้าท่านมาถึงนี่เลยหรือ"

สุดท้ายแกก็ยกมือขึ้นไหว้รภีช์ปะหลกๆ จนชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่ว
ขณะ

"นี่ไม่ใช่เจ้าท่าน คุณรภีช์เป็นลูกของเจ้าอัครรินทร์พ่อหลวงจำผิด
แล้ว"

" เจ้าท่าน เจ้าหลวงอินทุวัทน์ "

เสียงแหบพร่าของชายชราบ่นงึมงำ

"จำผิดจำถูกแล้วปู่ ปรกติแกไม่เคยเป็นอย่างนี่หรอกครับ ออกจะ
ความจำดี จำแม่นกว่าผมเสียอีก"

มะแวพูดดว้ยสีหน้าแปลกใจ วรมันต์ตบไหล่ชายสูงวัยเบาๆ

" ไปพ่อหลวงขึ้นบ้านกัน เชิญครับคุณรภีช์"

แม้ชายชราจะระงับอาการลุกลี้ลุกลนและสงบลงไปบ้างแล้วแต่แก
กลับไม่ยอมมองหน้ารภีช์อีกเลยสายตาหลุบต่ำหรือไม่ก็เสไปมอง
คนอื่นเสีย ว่านเครือแดงที่ถูกกล่าวขานถึง ถูกบรรจุไว้ในกล่องที่ทำ
ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้มันสดเหมือนเพิ่งเก็บมาใหม่ๆ รภีช์ไม่เคยเห็น
พืชชนิดไหนที่มีสีแดงสดอย่างนี้มาก่อน ลำต้นเรียวอวบของมันชวน
ให้นึกถึงเส้นเลือดของมนุษย์ และหากใช้เข็มแหลมจิ้มลงบนสว่น
ใดสว่นหนึ่งของลำต้น น้ำสีแดงที่อยู่ข้างคงพุ่งกระฉดออกมาเหมือน
กับเส้นเลือดคนเรา ยิ่งเห็นสายตาของวรมันต์ขณะจับจ้องว่า่นเครือ
แดง ราวกับสิ่งหมัศจรรย์ล้ำค่า ชายหนุ่มก็ยิ่งประหลาดใจ

" เกือบสิบปีแล้วที่ฉันไม่ได้เห็นว่านเครือแดงที่สดและสมบูรณ์
ขนาดนี้ เก่งมากมะแว ไม่เสียแรงที่เกิดมาเป็นลูกหลานพรานป่า"

" ผมกำลังโรยตัวอยู่บนหน้าผาและมองเห็นสีแดงสดของมัน ตอน
นั้นรู้สึกเหมือนตัวเองมีปีกบินอย่างไงอย่างงั้นเลยครับนาย"

คำพูดของมะแวทำให้วรมันต์ถึงกับหัวเราะรว่นตบหลังตบไหล่เด็ก
หนุ่มอย่างเอื้อเอ็นดู

"ผมหาจนทั่ว แต่ก็เจออยู่แค่กอเดียว ตอนนี้ให้ลูกน้องที่ยังปักหลัก
อยู่ในป่าชว่ยกันหาต่อเผื่อจะเจอมันอีก"

" ดี แม้จะเจอแค่กอเดียวแต่ก็เริ่มมีความหวังว่าว่านเครือแดงยังไม่
หายสาบสูญไปจากป่าเวียงภูมินทร์ อย่างที่มีคนพูดกัน"

พ่อหลวงบ้านวัยชราพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นดว้ย

" เราบอกแล้ว วิทยาศาสตรที่ไหนจะมาสู้วิธีทางไสยศาสตรได้ ถ้า
เชื่อเราแต่แรกก็คงเจอไปนานแล้ว"

คำพูดของพ่อหลวงทำให้ทุกคนนิ่งเงียบ มองหน้ากันไปมา แม้กระ
ทั่งวรมันต์ก็นิ่งไปพักใหญ่ ก่อนที่มะแวจะหันไปยังผู้เป็นปู่ของเขา

" ปู่ พูดอะไรหน่ะไม่เห็นรู้เรื่องเลย เลอะอีกแล้วสิเนี่ย"

Edited by punwasa on 10 August 2012 เวลา 14:54


แสดงความคิดเห็น
กติกาแสดงความคิดเห็น
เขียนข้อความ
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :