เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
คุยกับประพันธ์สาส์น
 
สัมภาษณ์บุญชิต ฟักมี นักเขียนเรื่องสั้น "มือทอง"
ชื่อผู้โพสต์ : เด็กหญิงชุติมา
mylovefun@hotmail.com
13-02-2013 / 02:59:09
 
Tag :

ถือเป็นการกระตุ้นวงการให้ตื่นตัว คึกคัก สนุกสนาน สำเริงสำราญ เบิกบานใจ สำหรับเวทีการประกวด "เรื่องสั้น" และ "กวีนิพนธ์" ของนิตยสาร "มติชนสุดสัปดาห์"


ผลการประกวดเป็นอย่างไรนั้น สำหรับแฟนานุแฟนหนังสือในเครือ "มติชน" คงทราบกันแล้ว

โดยผู้คว้ารางวัลทั้ง 2 ประเภท เตรียมตัวรับรางวัลและสนุกสนานกันเต็มที่ในงาน "สมานมิตรบันเทอง วันกันลืมของคนกันเอง" งานรวมพลคนเขียนหนังสือ ซึ่งจัดขึ้นทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนมกราคม ซึ่งปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 25 มกราคม 

แน่นอน ธรรมดาของการประกวดแข่งขัน เมื่อมีการประกาศผล สปอตไลท์ย่อมจับอยู่ที่ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้พาเรื่องสั้น "หญิงเสา" ชนะเลิศ รับเงินรางวัล 50,000 บาท ไปครอบครอง ได้แก่นักเขียนหนุ่มซึ่งอีกภาคเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายคดีอาญา ที่ทำหน้าที่เสมือนนักวิชาการให้กับศาล

"บุญชิต ฟักมี" คือนามปากกาที่เขาใช้

ส่วนนามจริงนั้น มีชื่อว่า "กล้า สมุทวณิช" 


ปัจุบันอายุ 37 ปี เป็นบุตรชายของนักเขียน-นักวิชาการวรรณกรรมชื่อดังอย่าง "ชัยสิริ สมุทวณิช" อีกทั้งยังเป็นหลานของลุง "ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช" นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการวิชาการมาอย่างยาวนาน

เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ก่อนจะสอบเอ็นทรานซ์เข้าที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนต่อด้วยตัวเองและคว้าปริญญาโทจากคณะเดิม จากนั้นเขามาได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ที่ศาลรัฐธรรมูญ และในที่สุดก็ได้ทุนไปเรียนต่อประเทศฝรั่งเศสเพื่อทำปริญญาเอกด้านศาลรัฐธรรมนูญและกฎหมายสากล

6 ปีบนแผ่นดินเมืองน้ำหอม หากแต่เรียนไม่จบ เนื่องจากทุนหมดเสียก่อน ทำให้วิทยานิพนธ์หัวข้อ "กระบวนการยุติธรรมเชิงรัฐธรรมนูญ กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย" ไม่ได้ถูกส่งถึงมืออาจารย์ เพราะต้องกลับมาทำงานเลี้ยงตัวเอง 


เกิดมาในครอบครัวนักอ่านนักเขียน 

แน่นอน ย่อมสามารถที่จะมีสิ่งกระตุ้นในการให้คนคนหนึ่งกลายมาเป็นนักอ่าน นักเขียนได้ง่ายกว่าคนทั่วๆ ไป 

กล้าบอกว่า ที่บ้านแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ แต่ก็ไม่มีการบังคับว่าลูกต้องอ่าน หรือแนะนำว่าเล่มไหนต้องอ่านให้ได้ ที่บ้านไม่เคยแนะนำให้อ่านอะไรเลย แต่ความที่โตมาแล้วเห็นตู้หนังสือที่บ้าน นอนเล่นอยู่ มือระไปโดนตู้หนังสือ จึงดึงมาอ่าน ยังจำได้ว่ารู้จักเหตุการณ์ 6 ตุลาฯครั้งแรกตอนไม่น่าจะเกิน 8 ขวบ จากหนังสือ "6 ตุลาเราคือผู้บริสุทธิ์" เป็นรวมเรื่องสั้นของหลายๆ ท่าน

และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นนิสัยส่วนตัวของเขาเอง ที่หากมีเวลาว่าง ก็มักจะไปจมปลักอยู่กับหนังสือ 

"ผมเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบ ไม่มีกิจกรรมกลางแจ้งเหมือนคนอื่นๆ มากนัก หากเป็นสมัยนี้ก็คงเรียกว่าเด็กเนิร์ด ครอบครัวของผมคุณพ่อเป็นนักอ่าน นักวิจารณ์วรรณกรรมด้วย ผมเลยมีหนังสืออ่านฟรีๆ ไม่ต้องไปซื้อที่ไหน ผมเลยจมไปกับตู้หนังสือ ตั้งแต่เริ่มอ่านหนังสือออก ก็เลยกลายเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กเนิร์ดไป โดยอ่านหนังสือหลายอย่าง ทั้งการ์ตูน และหนังสือทั่วไป แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในหมวดหนังสืออ่านเล่น อย่าง "พล นิกร กิมหงวน" ของ ป.อินทรปาลิต มีเรื่องสั้น นิยายเข้มข้นแทรกมาให้อ่านบ้าง อย่าง วัฒน์ วรรลยางกูร, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ด้านผลงานที่ผ่านมา แม้จะเพิ่มเริ่มเข้าสู่แวดวงการเขียน แต่ชายหนุ่มก็มีงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งบทความและเรื่องสั้น ตีพิมพ์อยู่ตามหน้านิตยสารและเว็บไชต์ต่างๆ 

ถามถึงผลงานที่ผ่านมาซึ่งเป็นงานรวมเล่ม

คำตอบที่ได้รับคือเพิ่งจะมีหนังสือ "รวมเรื่องสั้น" เป็นของตัวเองเล่มแรก ที่มีชื่อปกว่า "ข้อความต่างด้าว" ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2553 

และนี่คือเรื่องราวชีวิต ความคิด ของผู้ที่ชนะเลิศการประกวดประเภทเรื่องสั้นของนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์

เป็นนักเขียนที่สปอตไลท์สาดจับมากที่สุด ณ ขณะนี้

- นามปากกา "บุญชิต ฟักมี" มีที่มาอย่างไร?

ตอนตั้งนามปากกานี้ ผมมีงานที่ต้องเขียนแซวแนวกวนๆ ให้กับหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง เลยต้องหานามปากกาที่กวนซะหน่อย ก็คิดมา จากเดอร์ตี้โจ๊ก เรื่อง มิสเตอร์บุญชิต อยากไปอเมริกา แต่ขอวีซ่าไม่ผ่าน เลยไปเปลี่ยนนามสกุลเป็น "ฟักมีพลีส" ผมก็ได้มาจากตรงนี้ ซึ่งก็นานมาแล้ว แต่เหตุผลที่ผมยังยึดนามปากกานี้คือ มองว่านามปากกานี้เป็นอะไรที่แสดงถึงความไม่นิ่งของภาษา แสดงถึงความสมมุติของภาษาที่ดี เพราะที่จริงแล้ว ทั้งบุญชิตและฟักมี ไม่ใช่คำหยาบในภาษาไทยเลย คนชื่อบุญชิตก็มีจริงๆ นามสกุล ฟักมี ก็น่าจะมีจริงๆ ไม่แปลก แต่เมื่อบริบทภาษาอังกฤษเข้ามา คำว่าบุญชิต ฟักมี กลายเป็นคำหยาบไป เป็นเรื่องตลก ลองไปพูดเมื่อก่อนคงไม่ตลกหรอก ผมเห็นว่าเป็นสมมุติของภาษาดี เลยยึดนามปากกานี้มาเรื่อยๆ

อีกเรื่อง ยังไม่ค่อยได้บอกใคร คือ สารภาพตามตรงว่าผมเลิกใช้นามปากกานี้แล้ว ตั้งแต่ปี 2555 ผมเขียนหนังสือด้วยชื่อจริง แค่โชคร้ายคือว่ายังไม่มีเรื่องได้ตีพิมพ์ ไม่มีงานออกมาในปีที่แล้ว นอกจากที่ลงมติชนไป ยังไม่ได้ใช้นามปากกาใหม่อย่างชัดเจนนัก


- เริ่มคิดที่จะเขียนหนังสือเมื่อไหร่?

ตอนอยู่มัธยมต้น ตอนนั้นติดอ่าน พล นิกร กิมหงวน และงานของ ป. อินทรปาลิต ยังมี "เสือใบ-เสือดำ" ที่โรงเรียนได้หนังสือนี้มาชุดหนึ่ง แต่ไม่ครบ ผมรู้สึกว่าไม่จุใจ อ่านไม่ครบ ก็เลยเขียนเอาเอง เขียนเสือใบ ฉากปี 30-31 เป็นเสือใบยุคใหม่ เขียนเป็นตอนๆ ตอนละ 10 หน้า ต่อเนื่องประมาณ 4-5 ตอน เป็นการบังคับให้เพื่อนอ่าน จากนั้นก็เลยเปลี่ยนไปเป็นแนวอื่นบ้าง 

เขียนมาเรื่อยๆ พอดีกับมีช่วงหนึ่งซึ่งครอบครัวผมได้ไปอาศัยอยู่กับอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นกำลังปลูกบ้านใหม่ แล้วไม่มีบ้านอยู่ อาจารย์เสกสรรค์ซึ่งสนิทกับคุณพ่อเลยมาชวนไปอยู่ด้วย ตอนนั้นอาจารย์เสกสรรค์ได้มีโอกาสอ่านงานที่ผมเขียน และก็พูดออกมาคำหนึ่งว่า "ยินดีต้อนรับสู่บรรณพิภพ" แล้วพ่อผมเอาเรื่องสั้นนั้น 2-3 เรื่องนั้นส่งไปให้พิจารณา ได้ตีพิมพ์ในนิตยสารไปยาลใหญ่เรื่องหนึ่ง ตอนนั้นอยู่ประมาณ ม.3 อีกเรื่องตอน ม.4 ได้ลงมติชนสุดสัปดาห์ เป็นงานที่อ่านแล้วรู้สึกดัดจริต เป็นการเขียนเรื่องคนจนโดยไม่รู้จักคนจน เป็นอิทธิพลจากงานเพื่อชีวิตที่อ่าน

- เขียนหลายแนว เรื่องสั้น บทความ ชอบหรือถนัดแนวไหน?

เรื่องสั้น นี่แหละเพราะสนุกตรงที่ได้เล่าเรื่องจริงอย่างโกหก เอาเรื่องจริงมาทำเป็นโกหก แต่ถ้าเป็นบทความ แม้จะเป็นเรียงความลงเว็บ คนจะต้องคิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าเป็นเรื่องสั้น แม้จะเป็นเรื่องจริงบางทีคนก็คิดว่าเป็นเรื่องโกหก ตีความได้หลายอย่าง และเราก็ไม่ต้องยืนยันต่อเรื่องนั้นก็ได้

- นอกจากคนในครอบครัว อาจารย์เสกเสรรค์ มีใครเป็นแรงบันดาลใจหรือมีอิทธิพล?

ก็หลายคน แต่จริงๆ แล้วคือ ป.อินทรปาลิต เป็นคนที่วางรากฐานการเขียนหนังสือ เรียกว่าเป็นอาจารย์คนสำคัญของคนเขียนหนังสืออย่างผมเลย จำได้ว่าประโยคหนึ่ง ของ ป.อินทรปาลิต ที่ผมใช้เป็นปรัชญาในการเขียนหนังสือเลย คือ บอกว่า การเขียนหนังสือ ที่แท้จริงก็คือการเขียนเรื่องโกหก เพราะ ป.อินทรปาลิต ได้ออกหนังสือ ศาลาโกหก 

ผมมองว่า การเขียนหนังสือคือการโกหกคนอ่าน แต่เราจะโกหกอย่างไรให้คนอ่านมีความสุข ให้คนอ่านเชื่อ มีความสนุกสนานไปกับเรา ปรัชญาบางอย่างของ ป.อินทรปาลิต ทำให้ผมมีแนวเขียนแบบหนึ่งคือ เขาเป็นคนที่เขียนหนังสือสนุกมาก เขียนตลกแหละ อย่างพล นิกร กิมหงวน หรือเรื่องแนวเสือๆ โจรๆ ซึ่งตอนนั้นก็จะมีนักเขียนวรรณกรรมสมัยก่อน ยุคท่าน แขวะท่านให้คนอื่นฟัง แล้วท่านได้ยินมาว่า ป.อินทรปาลิต เป็นคนเก่ง แต่ไม่เคยเขียนหนังสือสูงๆ เลย เขียนแต่เรื่องตลกโปกฮา ท่านก็เลยบ่นน้อยใจกับหลานท่านว่าปู่เป็นนักเขียนชั้นอึ โดยเมื่อก่อน นักเขียนชั้นจะแบ่งเป็นขั้น อะ อา อิ อี อึ อือ คือชั้น อึ ไม่ได้เขียนหนังสือสูงๆ อย่างใคร เป็นพวกชั้นท้ายๆ 


แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า งานเขียนอย่าง ป.อินทรปาลิต เป็นงานเขียนที่อ่านสนุก ผมคิดว่าไม่ว่าเราจะเขียนหนังสือสูงไม่สูง เสพวรรณกรรมหรือไม่วรรณกรรม ก็ทำให้มันสนุกเถอะครับ เขียนไม่สนุกสื่อสารกับใครไม่ได้ เขียนสูงอย่างไรมันไม่มีคนหยิบมาอ่านเลย ดังนั้น งานของผมเลยออกมาแนวกวนๆ หน่อย

- แล้วเหตุที่เรียนนิติศาสตร์?

สนใจการเมือง เพราะผมสอบเอ็นทรานซ์ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬพอดี ทำให้สนใจการเมือง จริงๆ อยากเข้ารัฐศาสตร์มากกว่า แต่ตอนเอ็นทรานซ์ก็มองว่านิติศาสตร์บางสาขาก็น่าจะทดแทนได้ ผมเลยตอนสอบเอ็นทรานซ์ 2 คณะนี้ แต่ได้เรียนด้านนิติศาสตร์ เลยเลือกกฎหมายมหาชน เพราะรู้สึกว่าตอบสนองความต้องการเดิม คือกฎหมายมหาชนกับรัฐศาสตร์ เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกัน ก็เรียนกฎหมายมหาชนมาจนทุกวันนี้

- เรื่องสั้น "หญิงเสา" มีที่มาอย่างไร?

มีที่มาผสมกันเยอะ หลักๆ เลยคือการที่กลับมาทำงานที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ รู้สึกว่าเป็นฉากที่น่าเล่นเหมือนกัน ศูนย์ราชการในเรื่องไม่ใช่ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพราะโดยสภาพไม่มีหลายสิ่งอย่างในเรื่อง ไม่มีหน่วยงานไหนที่เปิดออกไปพลาซ่า ไม่มีใครอยู่เวรกลางคืน เพราะมี รปภ.เฝ้า

ประเด็นสำคัญที่อยากเขียนเรื่องนี้คือการสร้างอะไรสักอย่างโดยความเชื่อขึ้นมา เมื่อเราเชื่อมากๆ มันจะสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาได้จริง เราคงเคยได้ยินเรื่อง วงดนตรีลูกทุ่งที่ไปเล่นในต่างจังหวัด ได้พวงมาลัยมาเต็มไปหมด แล้วเอาไปแขวนต้นไม้ อีก 2-3 ปีกลับมา ต้นไม้นั้นเป็นเจ้าแม่ นี่แหละคือความเชื่อไปสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นี่คือจินตนาการ สามารถสร้างตัวตนบางอย่างของนามธรรมขึ้นมาได้ ใครอ่านเรื่องนี้แล้ว อาจคิดถึงฟอร์เวิร์ดเมล์ที่เคยได้รับกันเมื่อหลายปีก่อน ว่าเจอรอยศพผู้หญิงอยู่ในเสาที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมเลยนำมาให้อยู่ที่ศูนย์ราชการ

- มองแวดวงวรรณกรรม อ่านเขียนอย่างไร?

เรื่องหนึ่งคือผมไม่เชื่อคำที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยแล้ว เพราะตราบใดก็ตามที่มีหนังสือเบสเซลเลอร์ ขายได้หลายๆ หมื่นเล่มอย่างงานของกาละแมร์ ผมว่าคนไทยอ่าน เมื่อก่อน เคยคิดว่านักเขียนไทยอยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้ไม่ดีหรอก แต่ตอนหลังไม่แล้ว นักเขียนต้องทบทวนตัวเองเหมือนกันแล้วนะ ว่าทำไมไม่มีคนอ่าน 

ส่วนหนึ่งจากการสังเกตคือว่า นักเขียนเราแบ่งชั้นกันเยอะเกินไป คนที่ตั้งใจจะอุทิศตนให้แก่วงการวรรณกรรม ก็จะเขียนเรื่องที่มันวรรณกรรมๆ หลายซับหลายซ้อน อ่านยาก โอเค สนุกดีสำหรับคนที่อยากคิดตาม แต่สำหรับคนที่ไม่อยากไปถึงขั้นนั้นล่ะ น่าจะมีเรื่องอะไรสักอย่างที่อยู่กึ่งกลาง มีบันไดให้เขาไต่ขึ้นไป เรื่องนี้เคยคุยกับหลายคน อย่างญี่ปุ่น เขาจะมีบันไดให้คนอ่านไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เริ่มจากการ์ตูน ค่อยๆ เปิดโลกการอ่านอีกไกล ของไทย คือ บันไดระหว่างขั้นของหนังสือสนุกกับหนังสือวรรณกรรมนั้นไม่มี คือถ้าไม่อ่านแจ่มใส ก็ไปอ่านวรรณกรรมจ๋าไปเลย 

ผมมองว่านักเขียนบ้านเราที่อุทิศตนเพื่อวรรณกรรมอยู่แล้วก็ไปเขียนยาก ไปเล่นท่ายาก แต่ว่าเล่นแล้วเป็นยังไง อ่านเข้าใจยาก บ้านเรามันต้องหาจุดที่มันเชื่อมโยงกันตรงนี้

- คิดอย่างไรกับเวทีการประกวด?

ผมยังเชื่อว่าการประกวดคือโอกาสให้นักเขียน ทั้งหน้าใหม่ที่อยากจะเข้ามา หรือหน้าเก่าที่หายไปจากวงการแล้ว อยากให้คนรู้ว่ายังมีลมหายใจอยู่ คิดว่าเวทีการประกวดช่วยได้ เวลามีประกวดขึ้นมาทีไร ไม่ว่าจะรางวัลเล็กหรือรางวัลใหญ่ นักเขียนก็จะตื่นเต้น หรือแม้กระทั่งมีคนมาขอคำแนะนำว่า อยากเขียนหนังสือทำอย่างไรดี ผมก็จะแนะนำว่า ให้ประกวด เพราะการประกวดมันรับประกันได้อย่างหนึ่งว่าเรื่องของเราถูกอ่าน แต่อ่านจนจบหรือเปล่าเป็นฝีมือของคุณ 

การประกวดเป็นการกระตุ้น ส่วนเรื่องเงินรางวัลก็สำคัญประมาณหนึ่งเหมือนกัน ก็ทำให้นักเขียนเกิดความรู้สึกน่าเสี่ยง น่าลุ้น น่าลอง เลยคิดว่า การประกวดเป็นเหมือนกับยากระตุ้นหัวใจที่ดีของวงการ


- ก้าวต่อไปของบุญชิต ฟักมี?

ช่วงนี้ผมมีภาระหลายทาง ตอนนี้อยากจะเขียนนิยายสักเรื่อง แต่ก็คงจะยาก ก็คงเป็นเรื่องสั้นไปเรื่อยๆ คงจะมีเรื่องสั้นอีกเล่มหนึ่ง กับทาง "สำนักพิมพ์มติชน" แน่ๆ ที่เหลือเป็นอะไร ก็คงเป็นเรื่องสั้นไปเรื่อยๆ แต่ช่วงนี้ผมก็คงต้องหาเลี้ยงชีพ ด้วยการพยายามที่จะสอบเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือตุลาการศาลปกครอง เพื่อให้ชีวิตมั่นคงกว่านี้ การเขียนหนังสือค่อยว่ากันต่อไป

การประกวดครั้งนี้นอกจากเป็นการกระตุ้นวงการแล้ว ยังเป็นการให้กำลังใจนักเขียนเป็นการส่วนบุคคลได้ด้วย

............

โดย เชตวัน เตือประโคน

ขอขอบคุณที่มาจาก:http://www.matichon.co.th



แสดงความคิดเห็น
กติกาแสดงความคิดเห็น
เขียนข้อความ
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :