เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
หน้าต่างบานแรก

 

๓๓ ปีต่อมา หน้าต่างบานแรกยังมิผุพัง

 

คณิติน  คำน้อง

 

 

 

มิอาจปฏิเสธได้ว่าในทุกช่วงวัยของชีวิตมนุษย์นั้น ธรรมชาติได้หยิบยื่นสารพัดปัญหาส่งมาท้าทาย
ความแข็งแกร่งของจิตใจ สีสันของชีวิตจึงเป็นการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายด้วยสติปัญญาและประสบการณ์ที่สั่งสม

 

สำหรับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งยังเยาว์วัยด้วยวุฒิภาวะ วัยที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์อย่างวัยรุ่น เมื่อมีสิ่งใดมากระทบตาต้องใจย่อมพ่ายแพ้แก่ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้ามา เสมือนการผลัก “หน้าต่าง” ให้กว้างออกแล้วทอดสายตาไปยังเบื้องหน้า เมื่อพบท้องฟ้ายามเช้าที่สดใสเป็นครั้งแรกในชีวิตย่อมจับใจในความงามนั้น ครั้นเวลาล่วงไปท้องฟ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นพายุโหมกระหน่ำ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่วัยรุ่นจะตั้งตัวรับสถานการณ์อันวิกฤตได้

 

แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะพานาวาชีวิตให้ล่วงพ้นทะเลมรสุมไปได้อย่างไร...

 

                นี่คือภาพชีวิตในเรื่อง “หน้าต่างบานแรก” ที่ กฤษณา อโศกสิน นามจริง สุกัญญา ชลศึกษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้ร้อยเรียงเป็นนวนิยายขนาดสั้น ๑๒ ตอน ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นตอน ๆ ลงนิตยสารลุกส์ ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ - ๒๕๒๘ แล้วรวมเล่มตีพิมพ์อีกกว่าเก้าครั้ง หลังจากนั้นในปี ๒๕๕๔ จึงได้รับคัดเลือกเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของกระทรวงศึกษาธิการ

 

จากปีที่ตีพิมพ์จวบจนปัจจุบันจะยาวนานกว่า ๓๐ ปี แต่ภาพปัญหาที่ถูกตีแผ่หาได้ล้าสมัยไม่ ในทางตรงกันข้ามกลับพบเห็นจนชินชาเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสังคมสมัยนี้ แต่ด้วยเชิงชั้นทางวรรณศิลป์ของ กฤษณา อโศกสิน จึงนำพาผู้อ่านให้เข้าใจเข้าถึงสภาพปัญหาของ “วัยรุ่น” ในสภาวการณ์ปัจจุบันได้อย่างละเอียดลออ และยังแนะทางออกของปัญหาที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม

 

                ผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยการผูกปมให้ฉาย ลูกชายคนเดียวของ ตระการ และโฉมในครอบครัวระดับกลาง ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมด้วยบุคลิก หน้าตา “ผิวสีทองแดงตึงแน่น...กล้ามสวย...นัยน์ตางาม จมูกโด่ง แข้งขาสมบูรณ์ได้ส่วนสัด” (หน้า ๔) มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ หนึ่ง สาวน้อยวัย ๑๖ ปี ด้วยมิสามารถต้านทานความรักครั้งแรกที่รัดรึงใจทั้งคู่ได้ จนกระทั่งหนึ่งตั้งท้องและย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน ยิ่งสร้างความหนักใจให้ตระการและโฉม พ่อแม่ของฝ่ายชายที่หวังถึงวิถีชีวิตสุขสงบตามอัตภาพ กลับต้องฝืนใจยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทนเห็นสภาพหนึ่งท้องโตขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งลูกชายก็ต้องแบ่งเวลาเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยเปิดควบคู่กับการดูแลภรรยาสาว

 

นวนิยายเรื่องนี้ดำเนินไปสู่แก่นเรื่องที่ว่า วัยรุ่นอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ชอบท้าทายอยากกระโจนไปในโลกกว้างใหญ่ที่ไม่เคยพบเห็น ผนวกกับสร้างมายาคติว่าทั้งหมดทั้งมวลในโลกใบใหญ่นั้นสวยงาม แต่ด้วยด้อยประสบการณ์และวุฒิภาวะ จึงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมภาพลวงพรางตา และด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านตามวัยที่ยามรักก็เหมือนไฟรักโหมกระหน่ำ ยามหน่ายก็ตัดเยื่อใยไร้ปรานี กล่าวได้ว่าการตัดสินใจของวัยรุ่นใช้อารมณ์ความรู้สึกมีอิทธิพลเหนือเหตุผล พอดีพอร้ายอาจเดินดุ่มสู่เส้นทางที่ก่อปัญหาใหญ่โตตามมา ผู้ใหญ่และพ่อแม่ต้องสงบใจยอมรับความพลั้งเผลอของลูก ปลอบโยนเยียวยาความรู้สึก แล้วพาเขาเหล่านั้นก้าวล่วงผ่านเขาวงกตอันสลับซับซ้อนไปให้ได้

 

                กฤษณา อโศกสิน ผูกเรื่องร้อยรัดทุกองค์ประกอบได้อย่างมีเอกภาพ สร้างตัวละครที่มีลักษณะสมจริงสูง มีเลือดเนื้อชีวิต ตีแผ่ล้วงลึกภายในจิตใจมนุษย์ ด้วยความชำนิชำนาญยิ่งในลีลาการเล่าเรื่องแบบสัพพัญญูผู้รู้รอบ มุมมองของการเล่าเรื่องจึงมาจากทุกตัวละครในเรื่องที่สลับกันเล่าและจากตัวผู้เขียนเองด้วย กลวิธีนี้นับว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้ผู้อ่านได้ละเลียดอ่าน ติดตามพัฒนาการความคิดอย่างเนิบช้า พินิจพฤติกรรมของตัวละครทุกตัว จึงทำให้เข้าใจและเห็นใจทุกการกระทำของตัวละคร ประกอบกับคำพูด บทสนทนาระหว่างตัวละครสอดคล้องกับสภาวะอารมณ์จึงทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างไม่น่าเบื่อ ชวนติดตามตลอดทั้งเรื่อง

 

                ตัวละครเอกอย่าง ฉาย หรือ ฉายา ผู้เขียนได้สร้างให้เป็นภาพแทน ของเยาวชนที่ด่วนตัดสินใจเรื่องรักในวัยที่ไม่ถึงพร้อมด้วยวุฒิภาวะ ด้วยแต่เดิมพื้นฐานด้านจิตใจของเขานั้นอ่อนไหว ดังที่ตระการหวาดหวั่นว่า

 

“ เขาเป็นพ่อที่ค่อนข้างจะปล่อยลูกชายไปตามยถากรรมกับกลุ่มเพื่อน เขาเห็นความอ่อนไหวในตัวฉายามานาน หากก็ไม่สะดุดใจคอยไล่ตามความเป็นสนต้องลมของฉายาอย่างกระชั้นถี่” (หน้า ๕๑)

 

เมื่อเขาพานพบความรักเขาจึงดำดิ่งสู่ห้วงลึกเหวรักจนถอนตัวไม่ขึ้น มองทุกอย่างสวยงามตามอุดมคติ จนสร้างปัญหาอันหนักหน่วงด้วยการพาหนึ่ง ภรรยาสาวซึ่งตั้งท้องทายาทของปู่กับย่าเข้ามาอาศัยในบ้าน

 

                เมื่อหนึ่งคลอด ฉม ลูกของหล่อนและเขา สัญชาตญาณความเป็นพ่อได้แผ่ซ่านทั่วร่างกายและจิตใจ จุดนี้เองที่ผู้เขียนพลิกให้ความคิดของฉายเปลี่ยนไปด้วยประสบการณ์เริ่มสอนให้เขาเรียนรู้จากบทเรียนความผิดพลาดว่า

 

“ เรื่องทำผู้หญิงท้องนี่ ใครๆ ก็ทำได้ ทำง่ายนักหนา แค่ไม่กี่พริบตาเท่านั้นเอง...แต่เหตุการณ์ภายหลังท้องนี่สิ...ฉายารู้ซึ้งแล้ว ณ บัดนี้...ว่า...มันยุ่งยากแสนเข็ญเพียงไร” (หน้า ๗๑)  

 

ความคิดและอารมณ์ของฉายถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ ผ่านสายตาของตระการและโฉมที่เฝ้ามองดูลูกอย่างห่วงใย เมื่อดำเนินเรื่องมาถึงตอนสุดท้าย ผู้เขียนได้คลายปม ให้หนึ่งปลดเปลื้องพันธนาการรักจากฉายด้วยการไปมีสามีใหม่ ฉายจึงเข้าใจถึงความผิดพลาดของตนที่ด่วนตัดสินใจ แต่เขายังคงทำหน้าที่ของการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวต่อไปได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

 

ผู้เขียนสร้างตัวละครเอกได้อย่างไร้ที่ติ พัฒนาอารมณ์และความคิดเป็นขั้นเป็นตอน สมวัย สมสภาพปัญหา สมกับเป็นภาพแทนของวัยรุ่นที่พลาดพลั้งด้วยด้อยประสบการณ์ แต่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่ ย่อมก้าวผ่านปัญหาไปได้

 

                 “ครอบครัวคือรากฐานของชีวิต” เป็นอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่ผู้เขียนมุ่งเสนอว่า การอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัวย่อมส่งผลถึงพฤติกรรมของวัยรุ่น ผู้เขียนจึงสร้างตัวละครคู่เปรียบอย่างหนึ่งขึ้นมาคู่กับฉาย หนึ่งเกิดมาในครอบครัวระดับล่าง พ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้งเป็นประจำ หล่อนขาดความอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ ผนวกกับความแร้นแค้นในชีวิตผลักดันให้หล่อนกร้านโลก ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ หวังสบายให้สามี
คอยเลี้ยงดู ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีลูกแล้ว หล่อนกลับไม่มีสัญชาตญาณความเป็นแม่เข้มข้นขึ้นเลย พฤติกรรมดังกล่าวย้อนไปถึงพื้นฐานของตัวละครที่ผู้เขียนปูไว้ว่าหนึ่งไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว เมื่อเป็นแม่เลยมิอาทรร้อนใจถึงลูกเท่าที่ควร

 

                ผู้เขียนจงใจสร้างความแตกต่างพื้นฐานครอบครัวของฉายและหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด เพื่อสื่อถึงแนวคิดว่าครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดและมีความสำคัญยิ่งต่อสังคมในภาพรวมอย่างนวนิยายเรื่องอื่น ๆ ที่เธอมักจะสอดแทรกแนวคิดนี้ไว้เสมอ และเช่นเดียวกันในเรื่องนี้ ฉายจึงพัฒนาตนได้สมกับที่พ่อแม่คอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ให้คำปรึกษาปลอบโยน หาวิธีตะล่อมให้เขากลับสู่เส้นทางที่สดใสอีกครั้งให้ได้ ส่วนหนึ่งซึ่งมีพื้นฐานครอบครัวไม่ดี แม้กระทั่งแม่ของหล่อนก็ปฏิเสธที่จะดูแล เมื่อไม่มีพ่อแม่จูงมือประคับประคอง หล่อนจึงไหลไปตามกระแสธารสายเดิมที่ไม่แลเห็นฟากฝั่งอันเป็นจุดหมายปลายทาง

 

                ตระการแลโฉมเป็นตัวละครสำคัญที่มีบทบาทแสดงความเป็นพ่อแม่ที่เข้าใจลูก ประคับประคอง
ลูกชายคนเดียวซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ทั้งสองจึงเป็นตัวละครที่ผู้เขียนสร้างเสมือนกระบอกเสียงเสนอแนวทางหาทางออกให้กับสังคมว่า ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจว่ายุคสมัยใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทำให้ช่องว่างระหว่างวัยเขยิบมากขึ้นย่อมเกิดความไม่เข้าใจกันตามมา เมื่อลูกก่อปัญหาขึ้นแล้ว พ่อแม่ต้องใจเย็น มีสติ ไม่ต่อว่าสิ่งผิดพลาดที่ลูกกระทำไป ดังที่ผู้เขียนได้สร้างครอบครัวของตระการและโฉมเป็นตัวอย่างในแนวทางแก้ปัญหานี้

 

                โฉม แม่ผู้ตั้งความหวังไว้สูงลิ่วกับลูกชายคนเดียว ชะรอยความหวังกลับพังทลายลงเมื่อฉายสร้างครอบครัวด้วยวัยเพียง ๒๐ ปี จึงมิอาจกลั้นน้ำตาแห่งความผิดหวังไว้ได้ โฉมทำใจอยู่นานสองนาน แต่ด้วยความรักลูกอย่างสุดหัวใจ หล่อนจึงลุกขึ้นอีกครั้งหาทางพาลูกผ่านโค้งอันตรายของชีวิตไปให้ได้ ดังห้วงความคิดหนึ่งของโฉม

 

“ บางช่วงบางตอนของชีวิตมันเป็นการเลี้ยวโค้งที่ต้องเกร็งสุดตัวเหมือนกัน ตอนนี้หล่อนก็ต้องเกร็งอีกแล้ว หล่อนกำลังถามตัวเอง...เราจะยอมสูญเสียลูกละหรือ...อย่าว่าแต่จะเสียไปจริงๆ เลย แค่คิดว่าจะต้องเสีย ใจคอก็หวับหวำเหลือกำลัง...หล่อนตอบ ” (หน้า ๒๓)  

 

ฉายคงรับรู้ถึงความรักที่ทั้งพ่อและแม่มีให้จึงออกแรงเฮือกสุดท้ายผ่านโค้งมาจนได้และใคร่ครวญทบทวนได้ว่า หน้าต่างบานแรกของตนที่เปิดออกไปพบสาวน้อยแล้วด่วนทึกทักว่าเหมือน “น้ำค้างกลางหาว” กระทั่งผ่านเปลวแดดพายุฝน บัดนี้รู้ซึ้งแล้วว่าแท้จริงคือ “น้ำกรด” ที่กัดกร่อนเนื้อใจให้ระบม เมื่อแผลใจสมานติด ฉายลงมือปิดหน้าต่างบานแรกให้สนิท รอเวลาที่พร้อมจะพบเจอประสบการณ์นอกหน้าต่างบานใหม่อีกครั้ง

 

ผู้เขียนสร้างโฉมให้มีพัฒนาการด้านความคิดและอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าโฉมรังเกียจลูกสะใภ้ปานใด แต่ถ้าไล่หนึ่งไปย่อมเป็นการผลักไสฉายให้ไกลสายตาหล่อนไป หล่อนจึงอดทนและอดกลั้น ดูแลทั้งลูกเขาและลูกตัว เมื่อรู้ว่าหลานใกล้คลอดหล่อนเฝ้าดูแลประคบประหงมหนึ่งอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งหลานผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคลอดออกมา ความผิดหวังทั้งปวงจึงมลายสิ้น ความหวังใหม่ได้ชโลมใจให้หล่อนเป็นสุขอีกครั้ง

 

                เมื่อฉายต้องหย่าร้างกับหนึ่ง โฉมคอยให้คำปรึกษา กำลังใจ และอยู่เคียงข้างลูกตลอดมา เห็นได้ชัดว่า ผู้เขียนสร้างตัวละครแม่ได้อย่างแนบเนียนและสมจริง กอปรด้วยความรักที่มอบให้ลูกอย่างสุดซึ้งและสัญชาตญาณการเป็นคนที่ไม่ระย่อท้อแท้ต่อปัญหาที่ผจญ แต่ก็ถือว่าโฉมมีจิตใจไม่มั่นคงนักแปรเปลี่ยนได้ง่าย ยามเมื่อไฟโทสะลามเลียต้องผจญกับลูกสะใภ้ที่ไม่ค่อยจะพึงใจนัก หล่อนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้สงบได้ และมีจิตใจที่อ่อนไหวช่างคิดช่างฝัน สิ่งนี้กลายเป็นพันธุกรรมที่หล่อนบรรจุลงในตัวฉาย

 

                ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งในการสร้างตัวละครโฉม กับ หนึ่ง นั่นคือ ผู้เขียนให้ผู้อ่านได้เข้าถึงความคิดและพฤติกรรมของตัวละครแม่สามีตลอดทั้งเรื่อง ผู้อ่านจึงเห็นใจโฉมในฐานะแม่ที่ต้องดูแลประคับประคองลูกชายและย่าที่ต้องเลี้ยงดูหลานสาว แต่กลับทำให้ผู้อ่านรู้สึกในทางลบกับลูกสะใภ้ที่ทิ้งลูกของตัวไปมีสามีใหม่ เหตุที่ผู้อ่านรู้สึกเช่นนี้เป็นเพราะผู้เขียนให้รายละเอียดภูมิหลังของ หนึ่ง น้อยเกินไป

 

การใส่ใจกับรายละเอียดของหนึ่งนี้เองเป็นจุดสำคัญที่ผู้เขียนอาจจะพลาดพลั้งหรือเผลอไผลไปทั้งที่ตัวละครนี้เป็นปมของเรื่อง ทำให้ผู้อ่านไม่ได้ติดตามเรื่องราวหน้าต่างบานแรกของหนึ่งตั้งแต่เริ่มต้นว่าสภาพแวดล้อมแบบไหนหรือพฤติกรรมส่วนตัวอันใดที่ผลักดันให้หล่อนเป็นเช่นนี้ อีกทั้งไม่ได้พาผู้อ่านไปถึงความคิดของตัวละครนี้เลย ในนวนิยายแทบไม่พบมุมมองการเล่าเรื่องจากหนึ่งเลย เพียงแต่ผู้เขียนอธิบายไว้สั้น ๆ ว่าหล่อนมาจากครอบครัวระดับล่างที่พ่อแม่ไม่สนใจใยดี หนึ่งจึงเป็นตัวละครที่ขาดมิติ ไม่โดดเด่นขึ้นมา

 

ผู้วิจารณ์คาดว่าหากผู้อ่านได้รับรู้ความรู้สึกของหนึ่งว่าการที่มีลูกสาวก่อนวัยอันสมควร และต้องก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านที่แม่สามีไม่ได้ชอบตนนักเป็นอย่างไร ผู้อ่านคงจะเห็นใจหนึ่งขึ้นมาไม่น้อย หากมองดีๆ แล้วจะค้นพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างโฉมกับหนึ่งก็คือแม่สามีกับลูกสะใภ้ที่ไม่กินเส้นกันนัก โฉมยังสวมบทบาทแม่ผัวตัวร้ายที่กดขี่ความรู้สึก บังคับใจลูกสะใภ้ คงไม่ผิดพลาดนักหากจะกล่าวว่าผู้เขียนลำเอียงไปฝั่งแม่สามีเกินไป จึงทำให้ผู้อ่านเห็นใจแต่โฉม และอาจจะเกลียดลูกสะใภ้ไปโดยปริยาย

 

                ตระการ ตัวละครที่ผู้เขียนบรรจงปั้นแต่งขึ้นมาคู่ขนานกับฉาย ครั้งเมื่อตระการยังเป็นวัยรุ่นเขาเคยอยู่กินกับ สอางค์ ผู้หญิงคนแรก ซึ่งอายุเพียง ๑๗ ปี ในขณะที่เขาอายุ ๑๙ ปี เพียงแต่เขามิได้เลยเถิดถึงขั้นหญิงสาว
 

 

ตั้งท้อง หลังจากนั้นจึงสร้างครอบครัวกับโฉม ตระการจึงเข้าใจลูกชายของตัวเองว่าทำไปด้วยขาดยับยั้งชั่งใจ
แม้ในตอนแรกเขาจะไม่ยอมรับที่ลูกชายพาภรรยาเด็กเข้าบ้าน แต่สุดท้ายเขาเข้าใจว่านี่เป็นธรรมชาติของวัยรุ่นและส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดพลาดของตัวเขาเองที่ไม่พูดคุยเรื่องการมีคู่ครองก่อนวัยอันสมควรกับลูก
ก่อนหน้านี้ แม้อารมณ์และความคิดของตระการจะดูคงที่นิ่งๆ ไม่มีพัฒนาการตลอดทั้งเรื่อง แต่ตระการมีบทบาทในฐานะภาพแทนชายซึ่งเป็นผู้นำครอบครัวที่สามารถครองตน ครองตน และแก้ปัญหาด้วยสติ อารมณ์มั่นคง
ไม่วู่วาม

 

                ในหมู่นักอ่านเป็นที่รับรู้กันว่า กฤษณา อโศกสิน ช่ำชองวิทยายุทธ์ในศิลปะการประพันธ์ สลักเสลาภาษามาปรุงเป็นนวนิยายที่ “อุดมด้วยลักษณะวรรณศิลป์และสุนทรียภาพตามทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์วรรณกรรม” (คำประกาศเกียรติคุณ นางสุกัญญา ชลศึกษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์) มีความประณีตพิถีพิถันตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่อง ดังถ้อยคำของ ไพลิน รุ้งรัตน์ ที่เขียนไว้ในหนังสือ “แกะลายไม้หอม” ว่า

 

                “ ชื่อเรื่องของเธอ(สุกัญญา) มักปรากฏในลักษณะของ ‘ภาพพจน์’ ในหลายรูปแบบ บางครั้งก็ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการราวกับว่าออกจะเกินไปกว่าสิ่งที่เป็นอยู่จริง แต่ก็กินใจลึกซึ้งนัก เช่น จำหลักไว้ในแผ่นดิน หนึ่งฟ้าดินเดียว บางครั้งก็เพิ่มเติมการอ้างอิงถึงสิ่งที่มีอยู่เดิมในวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของชาติอยู่แล้ว เป็นความเชื่อ เป็นตำนาน เป็นนิยาย เป็นคำประพันธ์เก่า เป็นเรื่องเล่าเก่า เช่น ข้ามสีทันดร เรือมนุษย์ บุษบกใบไม้ น้ำท่วมเมฆ ขุนหอคำ หรือสร้างจากคำที่มีความขัดแย้งทางอารมณ์สูงแบบตรงกันข้าม เช่น ไฟหนาว ไฟพ่าย ระบำมาร คาวน้ำค้าง หรือสร้างจากความเปรียบที่เห็นภาพได้อารมณ์ เช่น บ้านขนนก วิมานไม้ฉำฉา ชิงช้าดอกบานชื่น ” (จากหนังสือ “แกะลายไม้หอม” ของไพลิน รุ้งรัตน์ หน้า ๘๖)

 

                ชื่อเรื่อง “หน้าต่างบานแรก” ก็เป็นดังที่กล่าวมา ผู้เขียนได้เลือกใช้คำที่มีความเปรียบเชิงอุปลักษณ์ เพื่อสื่อถึงแก่นเรื่องได้อย่างสละสลวย เมื่ออ่านจบยิ่งประทับใจในชื่อเรื่องมากขึ้น ในระหว่างการดำเนินเรื่อง ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์ด้วยอุปมาโวหารสอดคล้องกับเหตุการณ์ในท้องเรื่อง

 

“โฉมเข้าใจดี...ว่า...ความทุกข์ของเขานี้นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่นับได้ว่าเหลือล้นคณนายิ่งนัก...ชีวิตก็เหมือนบ้านนั่นเอง...ประตูหน้าต่างบ้านก็เหมือนประตูหน้าต่างชีวิต...เมื่อฉายายังอ่อนเยาว์นักต่อโลกนี้ และบังเอิญเปิดหน้าต่างบานแรกออกไปในเช้าวันหนึ่ง ได้เห็นแต่กอไม้ดอกรกๆ มีดอกสวยเป็นปุ่มกลม...ราวจะเก็บมาทัดหูได้ แต่ครั้นถึงเวลาเย็นค่ำ เจ้าไม้ดอกนั้นก็กลับส่งกลิ่นเหมือนอาจมให้เป็นที่ฉงนฉงายในใจ...ความชื่นบานสำราญอารมณ์ที่มีมาก็พลันวูบดับลับหายเหมือนถูกสาป” (หน้า ๑๐๗ - ๑๐๘)

 

แต่การย้ำถึงชื่อเรื่องและอธิบายความเปรียบในระหว่างการดำเนินเรื่องบ่อยครั้งนั้นกลับลดเสน่ห์ของนวนิยายเรื่องนี้ลงไปอย่างน่าเสียดาย เพราะผู้อ่านพร่องความท้าทายที่จะไขชื่อเรื่องให้ได้ และจากชื่อเรื่องก็มิได้ยากเกินกว่าที่ผู้อ่านจะตีความได้

 

                ส่วนภาษาที่ใช้ในการบรรยายและพรรณนา ผู้เขียนยังคงฝีไม้ลายมือได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เปิดเปลือยความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้อย่างละเอียดลออ ดังฉากที่ฉายมองฉม “ทารกน้อย” ผู้ให้ยาใจขนานดีบำรุงหล่อเลี้ยงหัวใจเขาตลอดมา

 

‘นอนซะลูก’ เขาบอกเลือดเนื้อเล็กๆ ซึ่งเกิดจากความประมาท ไม่น่าเชื่อเลยว่า อารมณ์ที่แล่น
ปรูดปราดขึ้นมาในครั้งหนึ่งของมนุษย์นั้น ได้ก่อร่างสร้างกายขึ้นมา มีหู ปาก จมูก และนัยน์ตากลม
ใสแป๋วแหวว...แล้วผูกเขาติดไว้กับคำว่าภาระอันยิ่งใหญ่ บางหนบางคราวฉายาก็อดนึกมิได้ว่า ถ้าให้เขาแบกรับเพียงลำพังสองแขนอ่อน ๆ ของเขานี้ เห็นทีว่าร่างน้อยของฉมคงจะหล่นลงพื้นกระดูกแหลกเหลวไปนานแล้วเป็นแน่แท้”
(หน้า ๑๑๔ - ๑๑๕)

 

แม้ว่าจะเป็นนวนิยายขนาดสั้น บกพร่องไปบ้างในบางจุด แต่ผู้เขียนก็สามารถโยงใยทุกองค์ประกอบให้เกิดเป็นนวนิยายที่โดดเด่นด้วยความงามทางวรรณศิลป์

 

เหนือความดีเด่นประการทั้งปวง “หน้าต่างบานแรก” ได้ฉายภาพปัญหาที่ชินชาต่อสำนึกรู้ของสังคมอย่างวัยรุ่นที่ผลีผลามตัดสินใจในเรื่องรักจึงชิงสุกก่อนห่ามแต่กลับต้องมาแบกรับปัญหาที่ตามมาด้วยความยากลำบาก แม้เรื่องราวของตัวเอกอย่างฉายที่ถูกร้อยเรียงขึ้นจะก้าวล่วงมานานถึง ๓๓ ปีแล้ว แต่หน้าต่างบานแรกของวัยรุ่นในสังคมไทยมิได้ผุพังไปตามกาลเวลาแม่แต้น้อย คนประเภทด้อยวุฒิภาวะอย่างฉาย ยังคงเดินกระทบไหล่กับเราโดยที่เราไม่อาจรู้ตัว และนับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นในสภาวการณ์ทางสังคมอย่างในปัจจุบัน

 

นับได้ว่า กฤษณา อโศกสิน บรรลุ “พันธกิจทางวรรณกรรม” ด้วยจรดปลายปากกาเสนอทางออกที่ล้ำยุคในสมัยนั้นและทันยุคในสมัยนี้ให้แก่สังคมไทย ด้วยหัวใจของผู้ผ่านร้อนหนาวจนเข้าใจชีวิตและผู้ใหญ่ที่จะพาเยาวชนที่โลกทัศน์บิดเบี้ยวแหว่งกุดไปบ้างสู่ปลายทางที่มีแสงสว่างรำไรรออยู่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยวุฒิภาวะที่ถึงพร้อมมากขึ้น ดังคำพูดของโฉมในท้ายเรื่องที่ว่า

 

“ ปิดหน้าต่างบานแรกเสียให้สนิท...คงไม่ช้าหรอก...แผลจะหาย...ต่อไปถ้าฉายจะรักใครอีกก็ต้องระวังนะ นี่แม่พูดอย่างที่รู้ว่าฉายจะต้องมีน่ะ เพราะเรายังเป็นปุถุชน มีรัก มีหลง มีโกรธ เกลียด เกิดขึ้นได้ทุกชั่วโมง” (หน้า ๑๑๖)

 

 

 

บรรณานุกรม

ชมัยภร แสงกระจ่าง (ไพลิน รุ้งรัตน์). แกะลายไม้หอม. กรุงเทพฯ: ณ เพชร, ๒๕๔๙.

สุกัญญา  ชลศึกษ์ (กฤษณา อโศกสิน). หน้าต่างบานแรก. กรุงเทพฯ: แสงดาว, ๒๕๕๕. 

จำนวนผู้เข้าชม 1157    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :