เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
คุณอภัยชนม์ วัชรสินธุ์’ จากความหลงใหลสู่ความรักและแรงบันดาลใจ

เล่มโปรดนักบริหาร : นฤพนธ์ นเรศเกรียงไกร

 

 

คุณอภัยชนม์ วัชรสินธุ์’

จากความหลงใหลสู่ความรักและแรงบันดาลใจ

 

 

 

ชายอาวุโส วัย 65 ปี เดินเข้ามาในห้องประชุม ณ ชั้น 30 ของอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง พร้อมหนังสืออีก 3 เล่ม ซึ่งจากที่คาดการณ์คงมีความหนารวมกันหลายพันหน้าเลยทีเดียว

 

 

            “หนังสือเล่มโตหน่อยนะ จริงๆ ตั้งใจจะเอามาอีกเล่มหนึ่งแต่หาไม่เจอ” เขากล่าวขึ้น แฝงด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นกันเอง พร้อมชี้มายังหนังสือเล่มโปรดที่อยู่ในอ้อมกอด ก่อนจะวางลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม

 

            แม้หลายคนจะคิดว่า การเป็นผู้บริหารใหญ่และมีหน้าที่ต้องคอยติดตามข่าวคราวและกระแสสังคมที่ถึงบริษัทใหญ่ที่เขาทำงาน ทำให้ชายผู้นี้กลายเป็นคนที่ต้องสนใจเรื่องการอ่านโดยปริยาย

 

แต่ในความจริงแล้ว ความรักการอ่านหนังสือของ อภัยชนม์ วัชรสินธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านประสานกิจการสัมพันธ์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และรองเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท สนับสนุนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ  อยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญแล้ว ในเวลานั้น เส้นทางการศึกษาของเขาก็เหมือนกับทุกคน คือถูกบังคับจากครูบาอาจารย์ให้ท่องจำแต่ตำรับตำรา ด้วยความเป็นเด็กผู้ชาย แรกๆ เขาจึงไม่สนใจเท่าใดนัก เพราะหัวใจมุ่งแต่ไปที่การเล่นสนุกเป็นหลัก แต่พอผ่านชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง เพราะเขาได้เรียนรู้ถึงการผสมคำ และการสื่อความหมายต่างๆ ทำให้ได้สัมผัสถึงความงดงามของภาษาไทย โดยเฉพาะผลงานที่ภราดา Fronçois Touvenet หรือท่าน ฟ.ฮีแลร์ ได้ประพันธ์ไว้ในหนังสือดรุณศึกษา และนั่นคือบันไดขั้นแรกที่ส่งผลให้ เด็กน้อยวัยไม่ถึงสิบขวบดีผู้นี้ หลงใหลในฉันทลักษณ์ของภาษาไทยที่ถูกร้อยเรียงอย่างสละสลวยชนิดถอนตัวไม่ขึ้น

 

วิชาเหมือนสินค้า       อันมีค่าอยู่เมืองไกล

ต้องยากลำบากไป         จึงจะได้สินค้ามา

จงตั้งเอากายเจ้า          เป็นสำเภาอันโสภา

ความเพียรเป็นโยธา       แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ

 

ผู้บริหารจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ผู้นี้ ท่องกาพย์ยานี 11 จากหนังสือเรียนสมัยวัยเยาว์อย่างแม่นยำ แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 50 ปีแล้วก็ตาม ก่อนจะอธิบายต่อว่า คำประพันธ์เหล่านี้มีลักษณะเด่นอยู่ที่ความไพเราะ แม้สมัยนั้นตัวเองจะยังไม่ใช่ผู้ที่แตกฉานในภาษาไทยเท่าใดนัก เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่ยาก แต่ก็รู้สึกถูกดึงดูดให้สนใจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากมาวิเคราะห์ในขณะนี้ คงเป็นเสน่ห์ที่แฝงอยู่คำประพันธ์เหล่านี้มากมาย ทั้งเรื่องสัมผัสนอก สัมผัสใน เสียงสูง หรือเสียงต่ำ ทำให้เขารู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้อ่าน และจากความสนุกนี้เองที่พัฒนาจนกลายเป็นความรัก และความหลงใหล

 

ยิ่งเมื่ออายุผ่านหลักสิบมาได้ม่นาน อภัยชนม์ก็ยิ่งได้สัมผัสกับงานวรรณกรรมและงานเขียนดีๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะงานของนักประพันธ์ใหญ่ อย่าง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งมีทักษะและความสามารถในการใช้ภาษาให้เกิดภาพเป็นเลิศ ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าโลกของภาษาไทยนั้นกว้างกว่าที่เขาคิดมากนัก

 

            “ตอนอายุได้ 14-15 ปี ผมชอบอ่านงานของคุณ ’รงค์ มาก เพราะเขามีสำบัดสำนวนเหลือเกิน เช่นหลังแก้วเหล้าที่สี่ ดูน้ำแข็งมันกระดก มันอ่านแล้วก็เกิดจินตนาการเป็นภาพว่าเขากินเหล้าอยู่ แล้วน้ำแข็งมันดังก็อกแก็กๆ อยู่ที่แก้ว ไอ้เราก็ยังเด็กอยู่ เลยไม่เข้าใจว่าออน เดอะ ร็อก เป็นอย่างไร แต่ก็เลยยิ่งทำให้เริ่มสนใจความสามารถในการเขียนภาพของนักเขียน แล้วก็ติดตามงานของคุณ ‘รงค์เรื่อยมา”

 

            แต่ถึงจะมีนักเขียนคนโปรดซึ่งอ่านประจำ ไม่ว่าจะเป็น ‘รงค์ รวมไปถึง พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งอภัยชนม์อ่านเป็นประจำทุกวัน ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ทว่าเมื่อล้วงลึกเข้าไปในความรู้สึกของตัวเอง เขากลับรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ความหลงใหลในรูปแบบและลีลาของคำประพันธ์เท่านั้น แต่ไม่ใช่ความรักการอ่านที่สมบูรณ์

 

            จนกระทั่ง เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อภัยชนม์ก็เริ่มได้สัมผัสกับชีวิตของการเป็นหนอนหนังสืออย่างแท้จริง ด้วยความที่ครอบครัวฝ่ายคุณพ่อเป็นคนสมุย ดังนั้นหนึ่งกิจกรรมที่ครอบครัววัชรสินธุ์จะทำร่วมกันเป็นประจำทุกช่วงปิดเทอมก็คือ การลงไปอยู่กับคุณแม่ของคุณพ่อที่เกาะ และเส้นทางคมนาคมที่พวกเขาเลือกใช้ก็คือ รถไฟ

 

            ตอนที่นั่งรถไฟกลับสมุยในปีแรกๆ ชายอาวุโสบอกว่า ก็เหมือนกับเด็กๆ ทั่วไป ที่ยังรู้สึกสนุก ตื่นเต้น และเพลิดเพลินที่ได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่แตกต่างจากในเมืองหลวง แต่เมื่อเจอภาพแบบนี้หลายๆ ปี ก็ย่อมกลายเป็นความเบื่อหน่ายเป็นธรรมดา ทว่า ก่อนที่จะถึงช่วงปิดเทอมในปีหนึ่ง ระหว่างเข้าไปในห้องสมุด ก็บังเอิญได้เห็นหนังสือชีวิตประวัติของท่านมหาตมะ คานธี มหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย แม้หนังสือจะหนากว่า 300-400 หน้า แต่ด้วยความสนใจ เขาจึงไม่ลังเลที่หยิบยืมกลับมาอ่านในช่วงปิดเทอมเลยแม้แต่น้อย

 

            “หนังสือเรื่องคานธีนี่แหละที่ทำให้ผมอ่านหนังสือเล่มโตๆ ได้ ยังจำได้เลยว่าตอนที่อ่าน คนในรถไฟยังบอกเลยว่า ไอ้นี่เป็นใครเนี่ย ยังเด็กๆ อยู่เลย แต่ทำไมถึงอ่านหนังสือเล่มขนาดนี้” อภัยชนม์เล่าไปก็หัวเราะไป ก่อนจะขยายความต่อถึงความยากลำบากในการฝ่าฟันจนไปถึงหน้าสุดท้าย

 

            “เที่ยวแรกอ่านไปก็เกือบวูบไปเหมือนกัน บางจุดก็ยังไม่เข้าใจ เพราะเราก็ไม่ได้วิเศษวิโสมาจากไหน แต่พออ่านจบชักได้อารมณ์ และเมื่อถึงขากลับก็เริ่มอ่านอีกรอบ ซึ่งรอบที่ 2 นี้มันเหมือนเราดูหนัง เริ่มเข้าใจมากขึ้น ทำไมคิดแบบนั้น ทำให้เราได้เห็นความคิดคน”

 

            ที่สำคัญด้วยความที่คุณพ่อคือ คุณประกอบ วัชรสินธุ์ เคยเป็นเสรีไทยมาก่อน เขาจึงถูกปลูกฝังอุดมการณ์แนวคิดเรื่องความเสียสละมาอย่างเต็มที่ แล้วตัวคานธีเองก็ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีความเสียสละเพื่อชาติ และยังเป็นผู้ริเริ่มใช้หลักอหิงสามาต่อสู้ทางการเมืองจนเป็นรูปธรรม หลังจากนั้นอภัยชนม์ก็แทบจะกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือที่เป็นเรื่องราวของเหล่าบรรดาฮีโร่ หรือนักต่อสู้ของโลกไปเลยทีเดียว

 

            “ฮีโร่ที่ผมพูดถึง นี่เป็นฮีโร่ที่เป็นคนจริงๆ นะ ไม่ใช่พวกมดเอ็กซ์ หรือในละคร” เสียงหัวเราะยังคงดังขึ้นเป็นระยะ

 

            “ตอนเด็กๆ ผมอาจจะฟังมาเยอะ คือพ่อผมเป็นคนพูดน้อย เก็บความลับเยอะ เพราะเป็นทหาร แต่ก็จะชอบมีเพื่อนๆ มาคุยกับพ่อที่บ้านอยู่บ่อยๆ ก็เลยได้ยินเรื่องความเสียสละอยู่เสมอ ตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่มาเข้าใจตอนหลังว่า ความเสียสละคือความกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ส่งผล พอโตขึ้นถึงเข้าใจว่าการเป็นผู้นำต้องเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม แล้วพออยากรู้ว่าผู้นำแต่ละท่านเป็นอย่างไร เราก็ไปค้นคว้าจากหนังสือ ก็เห็นทุกคนเป็นคนเสียสละทั้งสิ้น บางคนเสียสละจนเหมือนหมดตัว หมดทั้งชีวิต

 

“คำว่าชาติบางทีอาจจะฟังแล้วจับต้องไม่ได้ แต่การเสียสละเพื่อชาติ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันคือการสร้างชนรุ่นต่อไป ให้กับเผ่าพันธุ์ของตัวเอง” อภัยชนม์เล่าถึงชีวิตวัยเด็กของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมีภาพของ เติ้ง เสี่ยว ผิง อดีตผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ล่วงลับปรากฏอยู่ขึ้นมา ที่หัวหนังสือระบุชื่อ เติ้งเสี่ยวผิง ว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรม และเค้าโครงความคิดเศรษฐกิจจีนใหม่ แต่งโดย มาดาม เติ้งหยง ราวกับเป็นตัวอย่างประกอบการสนทนา

 

            “เล่มนี้ลูกสาวของเติ้งเป็นคนเขียนเอง ตอนนี้มหาบุรุษที่โลกเคารพและยอมรับก็มีไม่กี่คน ถ้าอเมริกาก็จอร์จ วอชิงตัน ของเอเชียก็เติ้งเสี่ยวผิงนี่แหละ คือเป็นผู้นำที่ไม่อยากเอาตำแหน่ง แล้วแนวคิดของท่านเติ้งก็ดีมาก มีเรื่องหนึ่งที่หลายคนชอบพูดถึงก็คือ ช่วงที่ท่านระหกระเหินหนีแก๊งออฟโฟร์ ก็มีน้องที่เป็นนายทหารมาช่วยพาหลบหนีไปชนบท แก๊งออฟโฟร์ก็เลยตามหาท่านไม่เจอ จับได้แต่ลูก หลังจากนั้นพอท่านกลับมามีอำนาจใหม่ นายทหารท่านนั้นก็ยิ้ม ดีใจพี่กลับมามีอำนาจวาสนา ก็เหมือนจะขอตำแหน่ง ปรากฏว่าพอเจอหน้า ท่านเติ้งทรุดตัวเลย คุกเข่าแล้วบอก น้องเอ๋ย ตัวพี่และครอบครัวพี่ บุญคุณของน้องมีเท่าไหร่ก็ใช้ไม่หมด แต่มีเรื่องเดียว คือประเทศชาติไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับน้องนะ นั่นคำคม สุดยอดมาก เพราะสิ่งที่ท่านทำไม่ใช่การเนรคุณ แต่ท่านแยกออกว่าอะไรคืออะไร”

 

             อีกเล่มหนึ่งที่ไม่ได้หยิบมา แต่อภัยชนม์ก็เล่าถึงด้วยความซาบซึ้ง นั่นคือหนังสือ อัตชีวประวัติของลุงโฮ หรือ โฮจิมินห์ นักปฏิวัติ ผู้ปลดแอกประเทศเวียดนามออกจากการปกครองของฝรั่งเศส

 

            “ลุงโฮเป็นคนสมถะมาก อย่างที่ตอนที่เขาเป็นผู้นำ เขามีทำเนียบประธานาธิบดีอยู่ แต่ตัวเองไม่ได้อยู่ในทำเนียบ ทำเนียบเป็นแค่ที่ทำงาน เขาบอกว่าเมื่อคนของเวียดนามยังยากจนอยู่ ฉะนั้นลุงโฮจึงไปสร้างกระต๊อบอยู่หลังทำเนียบ เพื่อให้ตัวเองตระหนักตลอดเวลาว่า คนเวียดนามยังยากจนอยู่ แต่พอถึงเวลาว่าความว่าราชการถึงขึ้นไปในทำเนียบ เรียกว่าโลกทัศน์ กับชีวทัศน์ ตรงกันเป๊ะ นี่แหละคือผู้นำที่เป็นสุดยอด

 

            “แม้แต่ จอร์จ วอชิงตัน ก็เหมือนกัน เขารบกับอังกฤษเสร็จแล้ว เขากลับไปทำนา ไม่เคยคิดใฝ่สูงเลยนะ แต่ 13 รัฐใหม่เขาตกลงกันแล้วให้คุณต้องขึ้น เพราะคุณเป็นคนปราบอังกฤษได้ ช่วยกลับไปเป็นประธานาธิบดี ขอร้องให้เป็น เพราะถ้าไม่เป็นก็รวมคนไม่ได้ เนื่องจากเบอร์ 2 มันอาจจะมีเยอะ แต่ทุกคนยอมรับเบอร์ 1 หมด ท่านก็เลยต้องกลับไปเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา”

 

            ไม่ใช่แค่เพียงผู้นำระดับโลกเท่านั้นที่อภัยชนม์จะให้ความสนใจ วีรบุรุษของไทยอย่าง พระเจ้ากรุงธนบุรีก็เป็นพระมหากษัตริย์อีกองค์หนึ่งที่เขาระลึกอยู่ในใจเสมอ โดยเฉพาะหลังจากได้อ่านหนังสือเรื่อง การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งแต่งโดย ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์

 

            ผู้บริหารจากซีพีขยายความเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ว่า มีความแตกต่างจากหนังสือพระราชประวัติทั่วๆ ไป เพราะผู้เขียนได้นำบันทึกต่างๆ จากผู้เกี่ยวข้อง นอกเหนือพระราชพงศาวดารมาเขียน ไม่ว่าจะเป็นบันทึกจากบาทหลวงชาวตะวันตกที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร บันทึกจากพงศาวดารของพม่า และอื่นๆ อีกมากมาย จึงทำให้ได้เห็นมิติต่างๆ ที่หลากหลายของกษัตริย์พระองค์นี้ หลายๆ บทที่เขาอ่านแล้วถึงกลับน้ำตาไหล เพราะรู้สึกอินไปในโชคชะตาที่วีรบุรุษของชาติต้องประสบในช่วงบั้นปลายของพระชนม์ชีพ

 

            “ถึงวันเวลาและสมัยถึงจะต่างกัน แต่จิตใจคนไม่ได้ต่างกัน มันก็เห็นถึงความดี ความงาม เห็นถึงความกล้าหาญ เห็นถึงความมุ่งมั่นอะไรต่างๆ ของคน อย่างทหารเสือของพระเจ้าตากไม่ธรรมดา ก็เห็นว่าทุกคนสละชีพได้หมด คือไม่ใช่สู้แพ้แล้วปล่อยดาบ แต่สู้จนตายหมดทุกคน ก็เป็นสุดยอดทหารเสือ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือการดำรงความเป็นชาติ ความเป็นคน ความเป็นสิ่งที่ควรจะเคารพนับถือ มันยังคงมีอยู่เสมอ” อภัยชนม์สรุปสิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้

 

            นอกจากหนังสือจำพวกวีรบุรุษแล้ว หนังสือประเภทมุมมองความคิดก็เป็นหนังสืออีกประเภทที่อภัยชนม์ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ อย่างสมัยที่เรียนปริญญาโทอยู่ที่ต่างประเทศ หนังสือที่เขาแทบจะพกติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง ก็คือ สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ซึ่งเขาบอกว่านอกจากจะสนุก น่าติดตามจนวางไม่ลงแล้ว มุมมองความคิดของตัวละครก็ทำให้เขาเข้าใจความคิดของมนุษย์ที่หลากหลาย

 

“ช่วงนั้นผมไม่ค่อยสังคม เพราะติดสามก๊ก (หัวเราะ) แล้วสามก๊กมันใหญ่ มันเยอะ แต่มันสนุก วันหนึ่งผมพกสามก๊กไปเล่นบาสฯ น้องๆ มันโห่เลย บอกพี่เอามาทำไม แล้วเผลอว่าง ก็จะปลีกตัวมานั่งอ่าน จนน้องๆ เขาบอกว่า พี่เอาสักอย่าง ผมก็เลยอ่านให้จบก่อน”

 

 

พอเรียนจบ เขาก็ย้ายไปอยู่ที่ไต้หวันอยู่พักใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นเขาก็ได้หนังสือเล่มโตปกสีเขียว ซึ่งขณะนี้

วางอยู่หน้าตรงแล้ว ชื่อ ลัทธิไตรราษฎร์ ของซันหมินจู่อี้ หรือ ดร.ซุนยัดเซ็น บนปกไม่ได้บอกปี พ.ศ. แต่จากคาดคะเนก็พอเดาได้ว่าคงอยู่เขามาแล้วไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี

 

 

 

 

“ท่านหมอซุน ถือเป็นเจ้าของแนวคิดปฏิวัติและปฏิรูปจีนคนสำคัญ ซึ่งถ้าอ่านเล่มนี้จบแล้ว ไปอ่านสมุดปกเหลือง หรือเค้าโครงเศรษฐกิจของ อ.ปรีดี พนมยงค์ จะเห็นว่าท่านนำแนวคิดคิดมาจากหลักการเดียวกัน ซึ่งถามแนวคิดเรื่องไตรประชานี้ คุณหมอซุนก็ไม่ได้เก่งเองนะ แต่ท่านใช้วิธีไปศึกษาจากอารยประเทศที่เริ่มเจริญ แล้วมาปรับเป็นวิธีคิดที่เหมาะสม อย่างเรื่อง ภาษีมรดก อันนี้ท่านก็เอามาจากอังกฤษ จากออสเตรเลีย

 

“ในหนังสือท่านเล่าให้ว่า มีนายเมาคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้สมัยเป็นหนุ่ม ก็เป็นเสมียนธนาคาร แล้วรักสาวจะแต่งงานก็เก็บหอมรอบริบ เป็นเสมียนทุ่มเททำงานอย่างดี แล้วก็ซื้อที่ไว้ หวังจะปลูกเป็นเรือนหอ ปรากฏว่า 3-4 ปีให้หลัง สาวเจ้าเกิดไม่สบายตาย เจ้าคนนี้ก็เลยท้อแท้ ไม่มีกะจิตกะใจให้งาน ในที่สุดก็กลายเป็นนายขี้เมาตลอดเวลา ผ่าน 30-40 ปีก็ยังเป็นนายขี้เมาอยู่ แต่ปรากฏว่าเมืองมันโตจนกลายเป็นสีลมของซิดนีย์ แต่ตรงนั้นกลายเป็นที่ทิ้งขยะมา 30-40 ปี เพราะตัวเองไม่ใส่ใจจะปลูกบ้าน ทว่าปรากฏว่าราคาที่ดินตรงนั้นมาเพิ่มจาก 10 บาท มันขึ้นเป็น 10 ล้านบาท คำถามนายเมาเป็นคนทำที่นั่นให้ราคาขึ้นมาหรือสังคมเป็นคนทำ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเก็บภาษีมรดกในเรื่องนี้ 20-30 เปอร์เซ็นต์ นี่คือวิธีคิดให้เห็น เมื่อสังคมทำให้ที่นั่นขึ้นราคา แล้วคุณจะเอากำไรคนเดียวได้ยังไง เมืองไทยไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แล้ววิธีคิดนี้มีมาเกือบ 100 ปีแล้ว คือผมอ่านมันก็ได้วิธีคิดได้อะไรต่างๆ”

 

อีกเล่มหนึ่งที่เขาหยิบขึ้นมาพูดต่อเนื่อง เป็นงานเขียนของรุ่นน้องที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือพระไพศาล วิศาโล ชื่อเรื่อง พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต โดยมีเนื้อหาว่าด้วยจุดเด่นจุดด้อยของพระพุทธศาสนาในสังคมไทยที่ผ่านมา อะไรคือสาเหตุหรือจุดเปลี่ยนที่ทำให้พระพุทธศาสนาเป็นเช่นนี้  และต่อไปพระพุทธศาสนาจะก้าวไปหรือหยัดยืนอยู่สังคมแห่งนี้เช่นใด

 

 

 

 

“พระไพศาลท่านก็เป็นคนที่มีความรู้ลึก และมีความรู้สะสม และสามารถเอาแหล่งความรู้มาเรียบเรียงให้กับคนที่ยังไม่รู้หรือสนใจอยากจะรู้ ให้มีมิติในมุมมองของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย คือได้ทั้งภาพกว้างและภาพลึกพอสมควร เล่มนี้ผมแนะนำว่า ถ้าอ่านแล้วไม่คิดตามอย่าอ่านเลยดีกว่า เพราะว่าจะอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าคุณเข้าใจและคิดตามว่า วิธีคิด เพราะเขาจะมีข้ออ้างอิงต่างๆ ครบถ้วนว่ายุคก่อนรัชกาลที่ 4 กับหลังรัชกาลที่ 4 เป็นจุดผกผันสำคัญของพระพุทธศาสนาในรัตนโกสินทร์ ยุคก่อน พระนั้นต่างคนต่างเหล่า แต่หลังรัชกาลที่ 4 แม้กระทั่งคำสวด เอาอย่างนี้แหละกัน คุณไปงานศพที่ไหนในประเทศไทยสวดเหมือนกันหมด 4 จบ จะเว้นแต่วัดชลประทานรังสฤษดิ์จบเดียวแล้วเทศน์ แต่สมัยก่อนไม่ใช่ ต่างคนต่างว่ากันละคัมภีร์ นี่ก็คือสร้างมาตรฐานการสวดของพระไทย ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้เห็นถึงความเป็นยูนิฟอร์ม คือในเล่มมีทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดี แล้วพระไพศาลท่านชี้ออกมาเป็นชิ้นๆ ตรงนี้สำคัญ และทำให้ผมอ่านแล้วได้ความรู้ เข้าใจสังคมมากขึ้น หรือแม้แต่การถอยหลังกลับไปตั้งแต่ยุคไตรภูมิพระร่วงจนถึงตอนนี้ ถามว่าคนไทยไหว้พระสงฆ์ไหม ไหว้ ไหว้ศาลพระภูมิไหม ไหว้พระพรหมไหม พุทธ พราหมณ์ ผี เรารับหมด 3 กระแส ดีไม่ดียังไปเอาศาสนาอื่นมาผูกด้วย”

 

อภัยชนม์กล่าวย้ำถึงคุณค่าของการอ่านหนังสือพวกนี้ คือ การได้สติปัญญา ที่สำคัญการอ่านต้องมีการคิดตามไปด้วย ซึ่งพอคิดตามแล้วจะทำให้สามารถวิเคราะห์สิ่งที่ได้รับรู้มาอย่างเป็นระบบระเบียบ และทำให้มีรู้เท่าทันในสิ่งที่ตัวเองอ่าน ซึ่งหลักการสำคัญที่เขาพูดถึง การอ่านที่ดีต้องมีการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่น ซึ่งหนึ่งในคู่คิดที่ดีของเขา ก็คือภรรยา แต่ถ้าเรื่องไหนที่ภรรยาตามไม่ทัน เขาก็จะไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่อ่านอย่างกระจ่าง และในขณะเดียวกัน ก็ควรพยายามหามุมมองที่แตกต่างเข้ามาอยู่ในการรับรู้เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้กว้างขึ้น

 

            “นักคิดไทยท่านหนึ่งที่ผมชอบอ่านงานมากคือ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ผมมองว่าท่านเป็นเหมือนคันฉ่อง หลายคนไม่ชอบท่าน เพราะท่านเป็นขวางโลก แต่ด้วยความที่ท่านเป็นเหมือนกระจกนี่เอง ทำให้สังคมเกิดการสะท้อน ซึ่งความคิดของท่านบางเรื่อง เราก็รับได้ บางเรื่องรับไม่ได้ ก็ว่ากันเป็นเรื่องๆ แต่อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้เราได้เห็นมุมมอง เห็นแนวคิดที่แตกต่าง แต่น่าเสียดายที่วันนี้ พอสังคมไทยเป็นกีฬาบนถนน มันก็เลยไม่เกิดความคิดที่แตกต่าง คืออาจจะแตกต่าง แต่เป็นแตกต่างเป็นไร้สาระ อย่างฝั่งหนึ่งเขามีแนวคิดที่ถูกต้อง ยึดมั่นก็หลักการ แต่อีกฝั่งก็ชัดเจนว่า ไร้สาระเลย คือมันไม่ได้เป็นการตอบโต้ในเชิงสร้างสรรค์ แล้วมีโซเซียลมีเดียที่นำเสนอเรื่องผิดๆ ถูกๆ มันก็ยิ่งเลอะเทอะไปหมด ขณะที่บทความดีๆ ก็เป็นลักษณะข้างใครข้างมัน ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การถกแถลงเพื่อสร้างสรรค์”

 

            ทุกวันนี้ อภัยชนม์รู้สึกเป็นห่วงระบบการอ่าน และระบบการศึกษาในเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้มีอำนาจเชื่อว่า การทำหนังสือเป็นเล่มนั้นคือความสิ้นเปลืองทางทรัพยากร  เพราะเท่าที่สังเกตมา คนทุกวันนี้ใช้เป็นภาษาเป็น แต่ไม่มีความรักในการใช้ภาษา คือไม่มีความรู้สึกสนุก อร่อย เห็นคุณค่าหรืออยากจะรักษาภาษาให้คงอยู่ไปนานๆ และที่น่าตระหนักยิ่งกว่านั้นก็คือ คนจำนวนมากรู้สึกว่าการอ่านกลายเป็นพฤติกรรมที่ดูแปลกในสังคม

 

เพราะสำหรับเขาแล้ว การอ่านหนังสือก็เปรียบเสมือนต้นทางของการแสวงหาความรู้ และเป็นตัวผลักดันชีวิตให้ก้าวมาสู่โลกภายนอกได้อย่างมั่นคง

 

อย่างเช่นสมัยที่เขาเรียนอยู่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภัยชนม์มีโอกาสได้อ่านงานประเภทสังคมค่อนข้างเยอะ ทำให้เขาอยากเห็นสังคมในวงกว้างมากขึ้น ด้วยเหตุนี้หลังเลิกเรียนเขาจึงเดินเข้าไปสังเกต พบปะกับผู้คนที่มีความแตกต่างกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งภาพที่เห็นก็คือ ชีวิตของคนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ บางคนต้องคุ้ยเศษขยะหาอาหารประทังชีวิต ได้เห็นคนที่อยู่กลางดิน ใต้สะพาน ทำให้เขารู้ว่า โลกใบนี้ยังมีความไม่เท่าเทียมกันอีกมาก

 

            แม้แต่ชีวิตในฐานะผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็เหมือนกัน เขาบอกว่าเกือบทุกอณูของการทำงาน ก็ได้ความรู้ ได้แนวคิด ได้ประสบการณ์จากการอ่านหนังสือนั่นเอง

 

            “ผมไม่ได้เป็นคนที่รู้ทุกเรื่อง หลายๆ อย่างก็ได้มาจากการอ่านนี่แหละ อย่างตอนที่เราทำโครงการรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เรามีความเชื่อเด็กกำพร้าหากอยู่ในสถานที่สงเคราะห์ ก็เหมือนฝูงสัตว์ ต้องแย่งกันอยู่ แล้วทฤษฎีทางจิตวิทยาของเด็กจากทั่วโลก ซึ่งผมมารู้ทีหลังเมื่อทำงานแล้ว  คือเด็ก 0-6 ขวบ ต้องการที่สุดคือรักและอบอุ่น โอกาสที่จะเติบโตเป็นคนดี และรักษาความดีจะสูงมาก ไม่ได้หมายความทุกคนจะเป็น แต่เป็นแนวโน้ม เพราะความรักและอบอุ่น มันต้องปลูกฝังตอน 0-6 ขวบ ตรงข้ามกับเด็กที่เลี้ยงตามไซต์ก่อสร้าง 1-2 ขวบ นั่งเปื้อนฝุ่น ลุง ป้า น้า อา กำลังโยนปูน พอเด็กร้อง คนอื่นก็ขู่ แหกปากร้องเหรอ เดี๋ยวแจ้งตำรวจจับเลย เด็กพวกนี้มันถึงเป็นระเบิดทางสังคม เพราะความดีความชั่วมันไม่รู้ มองไม่เห็น

 

“ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปดูเรื่องเด็ก เราก็คิดว่าจะทำยังไงให้เด็กพวกนี้จะได้รักและอบอุ่น แน่นอนว่าเราไม่สามารถดูแลเองได้หมด แต่เรายังมีความสามารถด้านการจัดการทรัพยากร เราก็ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ไปเชิญชวนชาวบ้านที่มีเวลา และรักเด็ก มาเป็นครอบครัวอุปการะ โดยคุณไม่ต้องเสียภาระใดๆ ขอให้คุณดูแลเด็ก และมีค่าใช้จ่ายให้เด็ก แต่คุณก็ได้ด้วย เราไปทำกับชาวบ้าน ชาวบ้านที่เราพัฒนาให้เขาลืมตาอ้าปากได้ เขาก็มาช่วยเลี้ยงเด็ก ก็กลายเป็นว่าหลายสิบครอบครัวรักเด็กพวกนี้ซะจน แยกจากกันไม่ได้ ผมยกเป็นกรณีตัวอย่าง ถ้าพูดถึงเชิงทฤษฎีผมมารู้ทีหลัง และรู้จักผู้เชี่ยวชาญ คือหนังสือ ผมไม่ได้เก่งเอง” อภัยชนม์ในฐานะกรรมการมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทกล่าว

 

            ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพยายามปลูกฝังรวมไปถึงสั่งการให้พนักงานในฝ่ายประสานกิจการสัมพันธ์ อ่านหนังสือ เพราะถึงสุดท้ายจะสร้างนิสัยรักการอ่านไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้เกิดความรู้ และมุมมองต่างๆ ที่อาจจะนำมาใช้ประโยชน์กับงานได้ไม่มากก็น้อย

 

            “การทำงานองค์กรแบบนี้ ต้องอาศัยการรีเสิร์ช การหาองค์ความรู้ แล้วก็ต้องวิจัยด้วย คือต้องคิดเป็น ไม่เช่นคุณจะไปสู่ความก้าวหน้าหรือนวัตกรรมไม่ได้ ซึ่งแน่นอว่านิสัยเรื่องพวกนี้ คงสร้างไม่ได้จากที่ทำงาน มันสร้างได้จากที่บ้าน หรือครอบครัว เพราะในองค์กร การพัฒนามี 4 อย่าง แต่ในองค์กรทำได้ 3 อย่าง คือไม่รู้ก็ทำให้รู้ ไม่ชำนาญก็ทำให้ชำนาญ คือทักษะ และอันที่ยากที่สุด ก็คือปรับเปลี่ยนทัศนคติ ให้เป็นคนขยันหมั่นเพียร เป็นคนตรงต่อเวลา แต่สันดานเป็นสิ่งที่ติดมาจากบ้าน สันดานใคร สันดานมัน”

 

            แม้วันนี้ พื้นฐานการอ่านในบ้านเราจะยังคงอ่อนด้อยอยู่มาก แต่ผู้บริหารซีพีผู้นี้ก็เชื่อว่า ในอนาคตทิศทางการอ่านของบ้านเราจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะอย่างน้อยๆ ตอนนี้โลกของกระดาษกำลังจะมาอีกรอบแล้ว หลังจากที่ผู้คนพบความจริงว่า ถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างแท็บเล็ตจะสร้างความสะดวกสบายต่อการอ่านหนังสือเพียงใด แต่เนื่องจากความสามารถมากเกินไป ทั้งอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนังได้หมดในเครื่องเดียว มันจึงไม่เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือจริงๆ ที่ต้องใช้สมาธิอย่างมาก ถึงจะสามารถซึมซับและเข้าใจถึงอรรถรสและเนื้อหาที่เขียนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

 

แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพสังคมและสภาพบ้านเมือง รวมไปถึงผู้มีอำนาจว่าจะมีความใส่ใจสักแค่ไหน

            “ผมมองเห็นว่ากระบวนการสร้างผู้นำยุคต่อไป แต่ละท่านต้องมาส่งเสริมการอ่าน มันมีบทบาทของผู้นำอีกหลายอย่างที่ต้องมาช่วยกัน ในอนาคตก็ได้แต่ฝันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ชวนกันไปนั่งอ่านอยู่ที่สวนลุมฯ แล้วสักพักนายกฯ ก็มาแจมอ่านสัก 2-3 บท แล้วให้สังคมรับทราบ คือมันต้องทำให้สังคมกระเพื่อม”

 

            หากจะกล่าวว่า การอ่านคือความจำเป็นลำดับต้นๆ สำหรับชีวิตของผู้ชายคนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยความจริงเท่าใดนัก เพราะตลอดเส้นทางชีวิตของเขา ตั้งแต่การเรียน การทำงาน ก็มักจะมีหนังสือเป็นองค์ประกอบ อภัยชนม์บอกว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาเป็นคนที่ชอบพบปะพูดคุยกับผู้คน ทำให้จำเป็นจะมีความรู้ที่กว้างขวาง เพื่อที่การพูดคุยนั้นเป็นไปด้วยความสนุกและมีอรรถรส แต่ส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ การอ่านยังเป็นการสร้างรากฐานชีวิตที่ดี และทำให้เกิดการพัฒนาตัวเองอย่างมีคุณภาพ หากรู้จักนำไปปรับใช้ให้เป็น

 

“ผมอาจจะโชคดีที่สิ่งแวดล้อมบ้านผม ภรรยาเป็นคนอ่านหนังสือจริงๆ โรงเรียนก็เป็นรากฐาน โรงเรียนทำให้ผมสนุกกับภาษา แล้วค่อยมารักภาษา แล้วค่อยมาเข้าใจภาษา แล้วทำให้การอ่านมันส่งผลว่า เราได้สติ เราได้ปัญญา เราได้ความรู้ และเราได้ข้ออ้าง และทำให้เราคิดเป็น พอคิดเป็น ปรับใช้เป็น ประยุกต์เป็น และที่สำคัญเราเอาความรู้ต่างๆ ที่ได้จากการอ่านมาประมวล แล้วก็มานำมาเรียบเรียงเป็นภาษาพูดได้ สุดด้ายก็กลายเป็นเสน่ห์ของตัวเอง เช่นแต่ละคนถามผมว่า ทำไมคุณรู้นู้นรู้นี่ ก็เพราะอย่างนี้แหละครับ” อภัยชนม์สรุปเส้นทางของตัวเองก่อนจบบทสนทนา

 

 

 

จำนวนผู้เข้าชม 15691    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :