เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ตามเทรนด์ รสนิยมการอ่านของโลกผ่านนักเขียน ‘รวยสุด’ ของโลก ปี 2556

วงจรโลก : พร้อมพัฒน์ สัตยานุกูล

 

ตามเทรนด์

รสนิยมการอ่านของโลกผ่านนักเขียน

‘รวยสุด’ ของโลก ปี 2556

                                     

 

นิตยสารเศรษฐกิจและการเงินที่ทรงอิทธิพลในระดับแถวหน้าของโลก อย่าง ‘ฟอร์บส์’ (Forbs) มักจะจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกไว้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันทุกปี และในบุคคลที่รวยสุดๆ เหล่านั้น ก็มีการแยกประเภทหรือสาขาวิชาชีพไว้ด้วยเช่นกัน

 

ในอุตสาหกรรมบันเทิงก็มีการควบรวมบุคคลต่างๆ ในสายบันเทิงและศิลปวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันในการจัดหมวดหมู่ ซึ่งแน่นอน บุคคลที่ร่ำรวยในสาขานี้ย่อมเป็นดารา-นักร้อง-ผู้กำกับการแสดงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีนักเขียนสามารถแทรกเข้าไปติดอันดับได้ถึง 2 คน คือ อี.แอล. เจมส์ (EL James) กับ เจมส์ แพตเตอร์สัน (James Patterson) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักเขียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหนังสือภาษาอังกฤษที่เป็นตลาดหนังสือสากลของโลก ยังเป็นอาชีพที่หอมหวนในแง่รายได้อยู่ใช่น้อย เพราะหากประสบความสำเร็จในตลาดคนอ่านวงกว้าง โดยเฉพาะหนังสือที่เป็นแนวนวนิยายบันเทิงเริงรมย์ที่สามารถขึ้นเป็นหนังสือขายดี และขายบทประพันธ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮลลีวู้ดขายไปทั่วโลก ก็ยิ่งทำให้หนังสือขายดีขึ้นอีกเป็นเงาตามตัว

 

            เมื่อมาดูแยกย่อยลงไปอีกสาขาอาชีพเฉพาะนักประพันธ์หรือนักเขียน ซึ่งนิตยสารฟอร์บส์สำรวจโดยวัดจากรายได้ที่นักเขียนแต่ละคนได้รับจากการขายหนังสือ ค่าลิขสิทธิ์ในการนำไปทำภาพยนตร์ ละคร หรือเกม อันดับนักเขียนที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2013 มีดังนี้

 

 

1. อี.แอล. เจมส์ (E.L. James) ทำรายได้ 95 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,850 ล้านบาท)

 

 

 

2. เจมส์ แพทเตอร์สัน (James Patterson) ทำรายได้ 91 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,730 ล้านบาท)

 

 

 

3. ซูซานเน่ คอลลินส์ (Suzanne Collins) ทำรายได้ 55 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,650 บาท)

 

 

 

4. บิล โอ’เรียลลีย์ (Bill O'Reilly) ทำรายได้ 28 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 840 ล้านบาท)

 

 

 

5. แดเนียล สตีล (Danielle Steel) ทำรายได้ 26 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 780 ล้านบาท)

 

 

 

6. เจฟ คินนีย์ (Jeff Kinney) ทำรายได้ 24 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 720 ล้านบาท)

 

 

 

7. เจเน็ท อีวาโนวิช (Janet Evanovich) ทำรายได้ 24 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 720 ล้านบาท)

 

 

 

8. นอร่า โรเบิร์ตส์ (Nora Roberts) ทำรายได้ 23 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 690 ล้านบาท)

 

 

 

9. แดน บราวน์ (Dan Brown) ทำรายได้ 22 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 660 ล้านบาท)

 

 

 

10. สตีเฟน คิง (Stephen King) ทำรายได้ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 600 ล้านบาท)

 

 

 

อี.แอล. เจมส์ นักเขียนโนเนมที่ดังจากแฟนฟิคและอีบุ๊ก

หนังสือนวนิยายชุดอีโรติกโรแมนซ์ชุด Fifty Shades Trilogy ประกอบด้วย ‘Fifty Shades of Grey’, ‘Fifty Shades Darker’ และ ‘Fifty Shades Freed’ ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักเร่าร้อนระหว่านายจ้างหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จ คริสเตียน เกรย์ และนักศึกษาวรรณกรรมสาวที่ยังไร้เดียงสาและไม่ประสีประสาต่อโลกอย่าง อนาสตาเชีย สตีล สามารถสร้างปรากฏการณ์ในวงการหนังสือโลก ให้กับอี.แอล. เจมส์ นักเขียนหนังสืออีโรติกโรแมนซ์ชื่อดัง ทำรายได้สูงที่สุดถึง 95 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,850 ล้านบาท)

 

ทั้งนี้ นอกจากเนื้อหาอันวาบหวิวชวนสยิวแล้ว หนังสือเรื่องนี้ยังถูกทำให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านหาซื้อได้ง่าย และไม่รู้สึกกระดากอายหรือตะขิดตะขวงใจหากต้องตัดสินใจซื้อมาอ่าน และนวนิยาย ‘Fifty Shades of Grey’ ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้ว และคาดว่าจะลงโรงฉายในสหรัฐช่วงเดือนสิงหาคมปีหน้า

 

            การขึ้นสู่อันดับหนึ่งหนังสือขายดีของนิวยอร์ก ไทมส์ได้สำเร็จ ไม่ได้เป็นเรื่องที่มาแบบง่ายดายในชั่วข้ามคืน สำหรับนักเขียนที่ย่างเข้าสู่วัย 51 ปี ในปัจจุบัน ซึ่งนิวยอร์กไทมส์ เขียนถึงปรากฏการณ์ความดังของเธอว่าว่า หนังสือของเธอทำให้นักอ่านผู้หญิงที่มักชอบอ่านหนังสือนอกกระแส หันกลับมาอ่านเรื่องราวอีโรติก ที่พวกเธอมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม ที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่พวกเธอ

 

Fifty Shades Trilogy เป็นชุดนวนิยายรักอีโรติกโรแมนซ์สุดเร่าร้อนแห่งศตวรรษที่ 21 ทำยอดขายถล่มทลายกว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก โดยนวนิยายที่ชื่อว่า ‘Fifty Shades of Grey’ ซึ่งพิมพ์เป็นครั้งแรกในจำนวนจำกัด และเป็นเล่มแรกในนวนิยายชุดไตรภาคของเธอ ถูกจำหน่ายจนหมดอย่างรวดเร็ว สร้างปรากฏการณ์นักอ่านที่บอกกันปากต่อปาก รวมถึงในโลกโซเชียล มีเดีย ที่สร้างกระแสผ่านนักอ่านที่เรียกว่า แฟนฟิค ทำให้นวนิยายเรื่องนี้ดังอย่างรวดเร็ว

 

            อี.แอล. เจมส์ เป็นนามปากกาของ อีริคก้า เลียวนาร์ด (Erika Leonard) lk;.sPjชาวอังกฤษ ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านเวสต์ ลอนดอน  ก่อนหน้านี้เธอเคยทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ และลาออกเพื่อมาทุ่มเทให้กับการเขียนหนังสืออย่างเต็มตัว และเป็นแม่ลูกสอง

 

ก่อนหน้านี้ นวนิยายทั้งสามเล่มถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไรท์เตอร์’ส คอฟฟี เฮาส์ ของออสเตรเลีย ก่อนที่จะทำยอดขายถึง 250,000 เล่มในสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นประเด็นร้อนในวงการวรรณกรรมอเมริกัน โดยนวนิยายในรูปแบบอีบุ๊ก ซึ่งจัดจำหน่ายโดยวินเทจบุ๊กส์ บริษัทลูกของแรนดอม เฮาส์ ขณะที่รูปแบบหนังสือ ได้มียอดการสั่งจองล่วงหน้าถึง 750,000 เล่ม

 

ข้อที่น่าสังเกตสำหรับหนังสือที่โด่งดังระดับโลกยุคใหม่จากนักเขียนไร้ชื่อเสียงมาสู่นักเขียนระดับโลก หนังสือชุดนี้ได้นำไปสู่พรมแดนทางวรรณกรรมและการตลาดแบบใหม่ โดย หนังสือหมดไปจากร้านอย่างรวดเร็ว  ส่วนสำคัญที่ทำให้หนังสือกลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ก็คือ การบอกเล่ากันปากต่อปากของผู้อ่าน ซึ่งรวมถึงทางสื่ออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก

 

โดยกระแสนิยายชุด Fifty Shades of Grey มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศอังกฤษมาจากแฟนฟิคชั่นในชื่อ มาสเตอร์ ออฟ เดอะ ยูนิเวิร์ส (Master of the Universe) ที่เขียนโดย เอริก้า เลียวนาร์ด(Erika Leonard) หรือในนามปากกาแรกที่ตั้งว่า สโนว์ควีน ไอซ์ดราก้อน(Snowqueens Icedragon) และเปลี่ยนมาเป็น อี.แอล. เจมส์(E. L. James) ในปัจจุบัน โดยได้แรงบันดาลใจจากนิยายชุดแวมไพร์ชื่อดัง ‘vampire twilight’ ไตรภาค และถูกจำหน่ายในโลกอินเทอร์เน็ตในฉบับหนังสือดิจิตอล หรืออีบุ๊ก โดยมีการซื้อผ่านการดาวน์โหลดอย่างรวดเร็วและขายดีมากๆ เพราะความที่เป็นนวนิยายซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวละครหลักสองตัว ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงการมีเพศสัมพันธ์แบบสุดโต่ง จนเรียกได้ว่าเป็นจุดขายของเรื่องเลยทีเดียว สร้างความนิยมแบบปากต่อปาก จนทำให้มียอดขายนิยายฉบับอีบุ๊กที่น่าตกใจ ก่อนที่จะถูกนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือกระดาษในเวลาต่อมา และขายดีอย่างมหาศาลทั่วโลก

 

อันดับ 1 รวยสุดปีที่แล้ว กลายเป็นอันดับ 2 ปีนี้ เจมส์ แพทเตอร์สัน

           สำหรับอันดับที่ 2 ตกเป็นของ เจมส์ แพทเตอร์สัน เจ้าของผลงานเรื่อง ‘Alex Cross’ มีรายได้ 91 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,730 ล้านบาท) นักเขียนชาวอเมริกันวัย 66 ปี ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง 'Maximum Ride, 'Witch and Wizard' ซึ่งติดอันดับ 1 เมื่อปีที่แล้ว

เจมส์ แพตเตอร์สัน เติบโตในนิวเบิร์กห์ นิวยอร์ค  สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์  (Vanderbilt Universityป ในสาขาภาษาอังกฤษ ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่รัฐฟลอริดา

เขาเขียนผลงานหลากหลายแนวตั้งแต่นิยายเด็ก, นิยายรัก, นิยายแฟนตาซี รวมถึงรหัสคดีด้วย  เขาเคยรับรางวัล Thriller Master Award จากสมาคม The International Thriller Writers (นักเขียนนิยายระทึกขวัญนานาชาติ) ประจำปี 2007 (พ.ศ.2550) ซึ่งนักวิจารณ์หนังสือบอกว่า เขาเป็นนักวางโครงเรื่องที่เปี่ยมด้วยทักษะน่าติดตาม และทันสมัยอยู่เสมอ

โดยเฉลี่ยแล้วเขาเขียนหนังสือได้ถึง 8 เล่มต่อปี โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ตีห้าครึ่ง และผลจากการทำงานหนัก ทำให้ทุก 17 เล่มของหนังสือที่ถูกซื้อในอเมริกา จะมีของเขาติดอยู่ 1 เล่ม ซึ่งช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เขาสร้างรายได้ให้สำนักพิมพ์ถึง 15,000 ล้านบาท

เขาเริ่มงานเขียนเมื่ออายุ 27 ปี โดยก่อนหน้านั้นเขาทำงานเป็นก๊อบปี้ไรเตอร์ และกลายเป็นครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท จากการทำงานเขียนควบคู่ไปด้วย หลังจากได้รับรางวัล Edgar จากนวนิยายเล่มแรก ‘The Thomas Berryman Number’ สำหรับหนังสือนวนิยายประเภทสืบสวนสอบสวน เมื่อในปี 1976 (พ.ศ.2519) หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ในขณะที่เขามีอายุแค่เพียง 27 ปี และหลังจากที่ถูกปฏิเสธผลงานจากสำนักพิมพ์กว่า 20 ราย ซึ่งตัวเขาบอกว่า เขาเองไม่ใช่นักเขียนระดับโลก แต่เป็นเพียงนักเล่าเรื่องที่พยายามค้นหาสิ่งท้าทายอยู่เสมอ

เจมส์ แพตเตอร์สัน เป็นหนึ่งในนักเขียนนวนิยายที่อยู่ในระดับต้นๆ ของโลกในยุคปัจจุบัน เขาเริ่มต้นเขียนผลงานที่เป็นระดับ bestsellers ในหนังสือซีรีส์เรื่องของ ‘Alex Cross’ ที่เป็นแนวนักสืบและจิตวิทยากว่า 9 เล่ม และหนังสือซีรีส์ ‘Womens Murder Club’ ส่วนหนังสือภาพเรื่อง SantaKid ถูกยกย่องให้เป็นหนังสือภาพแนว holiday classic

บริษัทภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวู้ด พาราเม้าต์ พิกเจอร์ส ซึ้อบทประพันธ์ เรื่อง ‘Kiss the Girls’ มาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์นำแสดงโดยดาราดังระดับรางวัลออสการ์ มอร์แกน ฟรีแมน (Morgan FreemanX และขึ้นอันดับหนังทำเงินในตาราง box office ในปี 1997 (พ.ศ.2540) และเรื่อง ‘Along Came a Spider’ ก็ติดอันดับในปี 2001 (พ.ศ.2544) ส่วน NBC ได้ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเรื่อง ‘1st To Die’ ไปทำเป็นมินิซีรีส์ความยาว 3 ชั่วโมง

นอกจากจะเขียนนวนิยายแล้ว เจมส์ แพตเตอร์สัน ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท J. Walter Thompson ตั้งแต่ปี 1990-1996 (พ.ศ.2533-2539) โดยก่อนหน้านั้น โดยที่เขาสร้างชื่อเสียงโดยการฝากผลงานไว้มากมายในโษณาของบริษัทชื่อดัง รวมถึงการร่วมงานกับ ปีเตอร์ คิม (Peter KimX ในงานเขียนประเภท nonfiction ติดอันดับขายดีเรื่อง The Day America Told the Truth

 

 

นักเขียนติดอันดับที่น่าสนใจ

ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่โด่งดังอย่างมาก ฉุดให้ ซูซานเน่ คอลลินส์ เจ้าของผลงานชุด เดอะ 'The Hunger Games' ขายหนังสือดีไปด้วยทำรายได้ 55 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,650  ล้านบาท) นักเขียนวัย 51 ปี ผู้ประพันธ์นวนิยายไตรภาค ซึ่งได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน นำแสดงโดยเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ทำรายได้เฉพาะในสหรัฐไปมากกว่า 691 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 21,559.2 ล้านบาท ) ทำให้ติดอยู่ในอันดับที่ 3

 

อันดับ 4 ได้แก่ บิล โอ’เรียลลีย์ พิธีกรรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการเมือง คอลัมนิสต์ และนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน วัย 63 ปี เจ้าของผลงานเขียนแนวสารคดีอิงประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น 'Killing Lincoln' กับ 'Killing Kennedy' มีรายได้เมื่อปีที่แล้ว 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 840 ล้านบาท ) อันดับ 5 คือ แดเนียล สตีล นักเขียนหญิงชาวอเมริกัน วัย 65 ปี โลดแล่นอยู่ในวงการมานานถึง 4 ทศวรรษ ออกผลงานมาแล้ว 128 เล่ม หรือเฉลี่ยปีละ 3 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นนวนิยายโรแมนติกและวรรณกรรมสำหรับเยาวชน ผลงานของเธอได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว 25 เรื่อง รายได้ของสตีลเมื่อปีที่แล้ว อยู่ที่ 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 760 ล้านบาท )

 

ส่วนนักเขียนที่น่าสนใจคนอื่น เช่น แดน บราวน์ อยู่ในอันดับที่ 9  มีรายได้ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 660 ล้านบาท ) ตามด้วยสตีเฟน คิง เจ้าพ่อนวนิยายสยองขวัญ มีรายได้อยู่ในอันดับ 10 คือ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 600 ล้านบาท ) และ เจ.เค.โรว์ลิง ผู้เขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็ยังมีชื่ออยู่ในอันดับที่ 15 ด้วยรายได้ 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 405.6 ล้านบาท )

 

 

 

 

 

 

จำนวนผู้เข้าชม 5950    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :