เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
นับหนึ่งให้ถึงร้อยฯสู่ฝันแสนหวานของร้านหนังสืออิสระ
นับหนึ่งให้ถึงร้อยฯสู่ฝันแสนหวานของร้านหนังสืออิสระ 

 

กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 22 ธันวาคม 2556

 ปริญญา ชาวสมุน : รายงาน

 

         



 

 

          ไม่ใช่แต่ในประเทศไทยที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น คือ ร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่มีสาขามากมายตามห้างสรรพสินค้าต้องปิดตัวลงหลายสาขาทั้งที่ชื่อชั้นของร้านดังกล่าวถือว่าติดลมบนไปแล้ว ในต่างประเทศก็เช่นกัน...ก่อนหน้าที่ภาพร้านหนังสือขนาดใหญ่ในไทยจะเริ่ม สั่นคลอน มีร้านหนังสือชื่อดังระดับโลก อาทิ Borders ต้องปิดตัวลงอย่างไม่เป็นท่า ทำเอาสะเทือนวงการธุรกิจหนังสือกันพักใหญ่


          ตรงกันข้ามกับร้านหนังสืออิสระในต่างประเทศที่กำลังเป็นกระแสใหม่ของนักอ่าน ด้วยอัตลักษณ์ชัดเจนไม่ซ้ำใคร และการเข้าถึง เข้าใจผู้อ่านในกลุ่มของตัวเอง ภาพของร้านหนังสือเล็กๆ ริมทะเล มีบรรยากาศเหมือนบ้าน ใครจะเข้าไปนั่งอ่าน นอนอ่าน หรือกลิ้งไปมาก็ทำได้ จึงเกิดขึ้นจริง และอยู่ได้ในซานดิเอโก้ สหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทยก็มีร้านหนังสือที่ อัตลักษณ์จัดจ้านอยู่หลายร้าน กระจายอยู่หลายเมืองหลายจังหวัด ทว่าเมื่อนับจากรายชื่อร้านหนังสืออิสระที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมผู้จัดพิมพ์ และ ผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 20 ร้าน...ถือว่ายังน้อยเหลือเกิน ดังนั้นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงจับมือกับสมาคม ผู้จัดพิมพ์หนังสือและผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม 'นับหนึ่งให้ถึงร้อย- แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร้านหนังสืออิสระ ครั้งที่ 1' ขึ้นเพื่อจุดประกายให้เกิดร้านหนังสืออิสระในบ้านเราเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว


          กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ คลินิค SMEs ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นที่ปรึกษาเสริมสร้างองค์ความรู้ที่จะพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้ประกอบการ การพัฒนาบุคลากรสำหรับให้ คำแนะนำปรึกษาด้านธุรกิจแก่ SMEs และการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ


          ซึ่ง สสว.พิจารณาว่า การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในธุรกิจร้านหนังสืออิสระ ให้ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ตามยุทธศาสตร์ส่งเสริม SMEs ยุทธศาสตร์ที่ 2 ว่าด้วยการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย โดยเล็งเห็นว่าปัจจัยความสำเร็จประการหนึ่งที่จะผลักดันให้ SMEs เป็นพลัง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชาติให้เติบโต คือ พัฒนาให้ SMEs ดำเนินธุรกิจโดยใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม


          ธุรกิจ SMEs ที่ส่งเสริมการอ่าน และ พัฒนาองค์ความรู้ ถือเป็นธุรกิจที่มีคุณูปการ อย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคมบนฐานความรู้ (Knowledge-based Society) ซึ่งก็คือตัวแปรสำคัญสำหรับขับเคลื่อนประเทศโดยใช้ปัจจัยที่มีมูลค่าเพิ่มมาก แทนที่จะพึ่งพิงอยู่แต่กับ ความได้เปรียบเชิงราคาและการใช้ปัจจัยด้าน Labor Intensive


          นี่จึงเป็นที่มาของกิจกรรมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และแนวคิดทางธุรกิจในระหว่างผู้ประกอบการ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอื่นอีก 4 หมวด ได้แก่ ให้บริการคำปรึกษาทางธุรกิจ (ไม่คิดค่าใช้จ่าย), พัฒนาบุคลากรผู้ที่จะทำหน้าที่ให้บริการปรึกษาแนะนำธุรกิจ, ศึกษาระบบการให้บริการความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในต่างประเทศ และส่งเสริมเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ ให้บริการข้อมูลภาครัฐ สำหรับอีกหัวเรือใหญ่ของกิจกรรมเพื่อร้านหนังสืออิสระครั้งนี้ คือ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ซึ่งคราวนี้ถือเป็นการพลิกโฉมภาพลักษณ์เดิมที่เกาะติดอยู่กับธุรกิจหนังสือขนาดใหญ่ แต่ด้วยทิศทางธุรกิจที่เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ร้านหนังสืออิสระจึงโดดเด่นน่าสนใจมิใช่น้อย...


          อาทร เตชะธาดาหัวหน้าภารกิจสร้าง หลักประกันทางธุรกิจ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เปิดเผยกับจุดประกายวรรณกรรมว่าสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ที่มี จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ สนับสนุนเครือข่ายร้านหนังสืออิสระอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมให้ร้านหนังสืออิสระเหล่านี้ และที่จะเกิดขึ้นใหม่ อยู่ได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะร้านหนังสือที่มีกิจกรรมทางสังคม "เมื่อสภาอุตสาหกรรมให้ทุนมาเพื่อมีการเสวนากัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าจะทำอย่างไรให้แต่ละร้านเข้มแข็ง นี่จึงเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมฯและสภาอุตสาหกรรมที่เห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมร้านหนังสือขนาดกลางและย่อม ในการจัดครั้งแรกเราต้องการรู้ความต้องการ อัตลักษณ์ของแต่ละร้านค้า เพราะร้านหนังสืออิสระจะแตกต่างจากร้านหนังสือทั่วไปที่ขายหนังสืออย่างเดียว จะเป็นร้านหนังสือซึ่งครีเอทีฟ เช่น ร้านหนังสือเดินทาง นอกจากขายหนังสือ ท่องเที่ยวแล้วก็มีกิจกรรมพบผู้อ่านสม่ำเสมอ และร้านหนังสือพวกนี้ก็ค่อนข้างคัดหนังสือเข้าร้าน ส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ถือว่ามีคุณภาพ"


          อีกจุดเด่นของร้านหนังสืออิสระคือแต่ละร้านมีอัตลักษณ์ สิ่งแรกที่สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมทำครั้งนี้คือจะทำธุรกิจให้อยู่ยั่งยืน และต้องทราบความต้องการของบรรดาร้านหนังสืออิสระด้วย ครั้งแรกนี้จึงถือว่าไปรับฟังว่าสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯควรส่งเสริมอะไร "เดิมทีเราไปส่งเสริมโดยไม่เคยถามว่าเขาต้องการอะไร อาจเป็นการส่งเสริมที่ไม่ถูกทาง และเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สมาคมและสภาอุตสาหกรรมเข้าใจจุดมุ่งหมายที่ตรงกัน" อาทรกล่าว


          แน่นอนว่าภาพกิจกรรมเสวนา สัมมนา ส่วนมากมักจะจบลงที่การได้พบปะกันระหว่าง ผู้เข้าร่วมงาน ผู้จัดงาน และวิทยากร ซึ่งเป็นผลดีให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กัน แต่ก็มีไม่น้อยเลยที่เมื่อกิจกรรมจบลง ทุกอย่างก็ถูกทิ้งไว้ในห้องและบนเวที ผู้ประกอบการและผู้ที่คิดจะประกอบการร้านหนังสืออิสระซึ่งมีใจรักแน่วแน่จึงหมายว่ากิจกรรมนี้จะเกิดประสิทธิผลที่สุด จุดประกายวรรณกรรมจึงอดไม่ได้ที่จะนำถ้อยสนทนาจากหัวหน้าภารกิจอย่าง อาทร เตชะธาดา มาฝากผู้อ่านและผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระทุกคน

 

          

         งานนี้จะทำให้เกิดร้านหนังสือตามเป้าอย่างไร?
          ร้านหนังสือที่มีอยู่ ณ เวลานี้ ส่วนมากจะเป็นพวกเชนสโตร์ ซึ่งเป็นเชนสโตร์ที่ขึ้นห้างและถ้าไม่ขึ้นห้างก็มี พวกนี้ขายหนังสืออย่างเดียว แต่การที่เราอยากเห็นร้านหนังสือเกิดมากขึ้นในชุมชนเพราะอะไร แต่ละชุมชนมีวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเอง อย่างใน กทม. มี 50 เขตแต่ละชุมชนมีวัฒนธรรมของตัวเอง การจะสร้างวัฒนธรรมการอ่านก็เกิดความหลากหลายแทนที่หนังสือขายดีตามร้านขายหนังสือ ไม่ว่าซีเอ็ด นายอินทร์ รายชื่อมันออกมาเหมือนๆ กันเพราะว่านั่นเป็นวัฒนธรรมของการ
โฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อ การแถลงข่าว อะไรต่อมิอะไร แต่ร้านหนังสืออิสระเขาสื่อสารกับชุมชนเขาโดยตรง หนังสือขายดีอาจจะไม่ใช่หนังสือประเภททำอย่างไรให้รวย อาจจะเป็นหนังสือร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวแทน เราต้องการเห็นวัฒนธรรมการอ่านแพร่หลายและหลากหลายด้วย การสนับสนุนร้านหนังสืออิสระคือสนับสนุนความหลากหลายของ สายพันธุ์หนังสือ ที่คาดหวังไว้ขั้นต่ำคือ 100 สาขา จากที่มีอยู่ยี่สิบสาขา เราพยายามสนับสนุนให้คนรักหนังสือ ต้องการให้ร้านหนังสือนอกจากมีธุรกิจซื้อขายแล้ว ให้เป็นศูนย์กลางการอ่านหนังสือของชุมชนด้วย และเป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยที่สมาคมไม่ได้แทรกแซงอะไร ถ้าต้องการอะไรเราค่อยเข้าไปสนับสนุน


          จาก 20 ร้านไปเป็น 100 ร้าน...ยากไปไหม?
          เรามีพื้นที่ที่ให้เติบโตได้เยอะแยะนะ ร้านหนังสือมันกระจุกตัวอยู่แต่ในห้าง พื้นที่ก็น้อย จริงๆ เพิ่มเป็น 100 ร้านยังน้อยไปด้วยซ้ำ ถ้าแค่กทม.ให้พื้นที่แต่ะละเขตก็ได้ครึ่งหนึ่งแล้วนะ ต่างจังหวัดอีกละมีอีกเยอะแยะ ยังมีร้านหนังสือที่เป็นเอกเทศที่เขาเปิดขายหนังสือเฉยๆ เราก็อยากไปสนับสนุนให้มีกิจกรรม มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน


          ทำไมไม่เพิ่มขึ้นตั้งนานแล้ว?
          เพราะเขาโตกันอย่างช่วยตัวเองมาก ในสมัย ของคณะกรรมการชุดปัจจุบันเราต้องการลงไป ผลักดันตรงนี้ เราไม่ต้องการให้อิทธิพลของร้านใหญ่มากลืน ที่เคยเป็นแบบนั้นไม่รู้จะโทษอะไร สมาคมก็เพิ่งจะมาขยันเอาตอนนี้ละมั้ง
          ถึงเวลาที่ร้านเล็กๆ จับมือกันต่อสู้กับร้านเชนสโตร์?
          จับมือเป็นทางเลือกมากกว่า คงไม่ต่อสู้กับเขาหรอกเพราะเราวิ่งกันคนละลู่ วัฒนธรรมการอ่านคนละแบบ เราเชื่อว่าความแตกต่างหลากหลายจะทำให้ร้านหนังสืออิสระอยู่ได้ ร้านหนังสือในห้างก็ปิดไปหลายแห่งนะเพราะไม่ตอบสนองความต้องการการอ่านของชุมชน
          อีกประการคือค่าเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นปีละ 5
          เปอร์เซ็นต์ ผมถามหน่อยว่าถ้าคุณมีแบรนด์ขนาดนั้นแล้ว ทำไมไม่เอาลงจากห้าง ทำไมต้องจ่ายค่าเช่าทุกปีปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณลงมาเป็นห้องแถว แล้วทำให้ดี คุณมีโอกาสพบปะชุมชนมากขึ้น เข้าใจความต้องการการอ่านมากขึ้น พื้นที่ก็เยอะด้วย ค่าเช่าก็ถูก


          หนทางของร้านหนังสืออิสระเป็นอย่างไร?
          มีความหวังนะ และมีความฝัน เราได้สัมผัสผู้ประกอบการของแต่ละร้าน คนเราถ้ามีใจอยากทำ มันจะต้องดิ้นรนทำของมันอยู่อย่างนั้น ผมว่ามีโอกาสจะอยู่ได้มากกว่าร้านที่คิดจะขายอย่างเดียวอีกนะ เพราะจะเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม อะไรก็แล้วแต่ถ้าคุณได้พบผู้อ่านโดยตรง ได้พบคนในชุมชนโดยตรงจะตอบโจทย์ได้ดี


          งานนี้ยังไม่เริ่ม...คาดหวังอะไรบ้าง?
          อย่างน้อยที่สุด เราได้เครือข่ายที่คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และมีการแบ่งปันความฝันร่วมกัน พร้อมที่จะเกื้อกูลซึ่งกันและกันให้มีร้านลักษณะนี้มากๆ ชุมชนร้านหนังสืออิสระผมชอบพวกเขาที่ทุกคนมาด้วยใจรักหนังสือ ไม่ใช่เริ่มต้นจากการทำธุรกิจ ความรักเป็นทุนที่สำคัญมากอยู่แล้ว ส่วนความรู้ต่างๆ เราก็ไปช่วยเขา
          สำหรับกิจกรรม 'นับหนึ่งให้ถึงร้อย- แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร้านหนังสืออิสระ ครั้งที่ 1' จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 24ธ.ค.นี้ ณ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม อาคารทีเอสที ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ
          ถือเป็นการส่งท้ายปีที่เป็นก้าวแรก เพื่อไปสู่ความฝันแสนหวานในฐานะร้านหนังสืออิสระอันรุ่งเรือง

 

จำนวนผู้เข้าชม 4035    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :