เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
เปิดโลกแห่งจินตนาการไปกับสองนักเขียนนิยายแฟนตาซี

     เมื่อเวลาบ่ายสาม ของวันที่ 17 สิงหาคม ปีพ.ศ. 2556 คุณโชติรวี โสภณสิริ (หนึ่ง) ตัวแทนกองบรรณาธิการจากประพันธ์สาส์น ได้มาสัมภาษณ์พูดคุยกับ คุณรัณ ศยา (แก้ว) เจ้าของผลงานจ้าวจตุรทิศ และ คุณโซ้ยตี๋ เจ้าของผลงานออนไลน์เล่นซ้อนซ่อนกล บนเวทีใหญ่ในงานเทศกาลหนังสือวันแม่ ที่ Airport Link มักกะสัน เราจะมาดูกันว่าสองนักเขียนนี้จะเผยเคล็ดลับแง่มุมที่น่าสนใจแง่มุมไหนให้ฟังกันบ้าง เริ่มจากที่มาที่ไปกันก่อนเลยครับ

    คุณรัณ ศยากล่าวว่าช่วงที่ส่งพิมพ์เรื่งจ้าวจตุรทิศครั้แรกเมื่อปี 2553 ด้วยความอนุเคราะห์จากสำนักพิมพ์เรนโบว์ก็รู้สึกดีใจเพราะว่าตัวเองเป็นนักเขียนหน้าใหม่ ไม่เคยส่งผลงานที่ไหนมาก่อนเลย ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องยากที่สำนักพิมพ์จะให้โอกาสนักเขียนที่ไม่เคยมีผลงานมาก่อน แล้วเขียนหนาเกือบ 400 หน้า ทางนี้ให้โอกาส ก็ขอขอบคุณเป็นอย่างมากค่ะ พอเขียนได้อีกปีหนึ่งก็ได้รางวัลจากคณะกรรมการด้วย ก็เป็นเรื่องที่ดีใจอีกอย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นกำไรของเราด้วย พอมาถึงปีพ.ศ. 2554 ก็ออกเล่มสอง คือภาคอาศิรวิษ

    อีกทั้งคุณรัณ ศยาไม่ได้เรียนทางด้านวรรณกรรมมา แต่จบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง แล้วที่บ้านถึงแม้จะไม่มีใครอยู่ในวงการหนังสือมาก่อน คุณพ่อก็เป็นนักบัญชี แม่เป็นแม่บ้านธรรมดา แต่ว่าพ่อกับแม่ชอบให้ลูกอ่านหนังสือ เขาจะไม่ว่าอะไรถ้าเอาเงินไปซื้อหนังสือ พี่สาวสองคนก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน

    ตัวคุณโซ้ยตี๋ ก็ไม่ได้เรียนมาทางสายวรรณกรรมมาเช่นกัน แต่เรียนจบคณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี อยู่ในแผนกรังสีรักษา ฟังดูก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขียนๆ เท่าไร ทั้งนี้เป็นเพราะความชอบส่วนตัว ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก แนวที่อ่านตั้งแต่เด็กก็จะอ่านพวกขุนช้างขุนแผน อ่านพระอภัยมณี ซึ่งก็ถือเป็นแฟนตาซีรูปแบบหนึ่ง และก็อ่านมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันหนึ่งใกล้จะเรียนจบปริญญาตรี ก็อยากจะลองเขียนดูบ้าง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อน แต่ก็ค่อยๆ เขียน แล้วก็เขียนมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

    แรงผลักดันให้คุณรัณ ศยาเริ่มเขียนหนังสือเป็นครั้งแรกก็คล้ายกับคุณโซ้ยตี๋ ก็คืออ่านหนังสือมาเรื่อยๆ อ่านจนกระทั่งทำงานแล้วเราก็ยังชอบอ่านหนังสือ แต่ทีนี้อ่านไปอ่านมามันไม่มีเล่มไหนที่มันโดนใจ คือพอเปิดหน้าแรกขึ้นมา เรารู้เลยว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร หรือว่าอ่านสักครึ่งเรื่อง ก็มีความรู้สึกว่าทำไมนักเขียนไม่เล่าแบบนี้ ทำไมนักเขียนเค้าเฉลยตรงนี้ก่อน ถ้าเฉลยที่อื่น น่าจะทำให้ตื่นเต้นหรือทำให้เรื่องมีความน่าสนใจมากกว่านี้ สรุปแล้วพอเริ่มไม่มีหนังสืออ่านก็เลยลองเขียนเอง

    ส่วนคุณโซ้ยตี๋อาจจะต่างกันอยู่บ้างก็คือพออ่านหนังสือมานานๆ แล้ว ถึงวันหนึ่งก็รู้สึกว่าเค้าเขียนกันเก่งนะ เค้าสร้างเรื่องราว มีมุมมอง แล้วเราละเราสร้างอะไรแบบนั้นขึ้นมาบ้างได้ไหม ตอนแรกๆ ก็จะมองว่าเราเขียนเรื่องราวที่มันดูซับซ้อน หรือว่าดูหักมุมหรืออะไรอย่างนี้ดีไหม แต่หลังๆ ผมรู้สึกว่าบางทีความสนุกของหนังสือมันไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา หรือวิธีการเล่าที่มันหักมุมเพียงอย่างเดียว ความจริงตัวละครที่มันดูจริงจัง ดูมีเรื่องราวอยู่ในนั้น มันก็ช่วยทำให้หนังสือมันรู้สึกสนุกมากขึ้น ก็เลยรู้ว่าเราจะทำอย่างนั้นบ้างได้ไหม แล้วก็พยายามหาวิธีทำต่อไปนะครับ

    ส่วนใหญ่คุณโซ้ยตี๋จะเป็นประเภทเขียนไปก่อนแล้วค่อยไปว่ากันอีกที พอเรามีไอเดียที่เราพอคิดว่ามันน่าจะจับมาเป็นประเด็นได้ เราก็เริ่มเขียนก่อน แล้วค่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ

    ถ้าพูดถึงเรื่องหนังสือในดวงใจที่ทำให้รักการอ่าน คุณโซ้ยตี๋กล่าวว่าคงไม่สามารถบอกเป็นเล่มใดเล่มหนึ่งได้ ตอนที่เรายังเด็ก เราก็จะอ่านและชอบหนังสือบางเรื่องบางเล่ม พอเราโตขึ้นมาอีกหน่อย เราก็อาจจะเปลี่ยนมาชอบอย่างอื่น เหมือนกับว่าพอเราโตขึ้น หนังสือมันก็โตตามเราไปด้วย อย่างตอนเด็กๆ เลย ก็จะชอบพระอภัยมณี โตมาหน่อยตอนช่วงมัธยมชอบแนวไซไฟ ชอบเรื่องสถาบันสถาปนา ของไอแซค อสิมอฟ มาก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนังสือแปลในบ้านเรารุ่งเรือง ก็จะมาชอบอ่านพวกสตีเฟน คิง เพชรพระอุมาก็ชอบในช่วงหนึ่ง จำได้ว่าอ่านอยู่เป็นเดือนๆ ทุกเล่มตั้งแต่เริ่มจนจบแล้ววางไม่ลง ถ้าถามมันสนุกตรงไหน ผมก็อธิบายไม่ได้ว่าอะไรที่ทำให้เราสนุกแล้วดึงให้เราตามเรื่องราวไปเรื่อยๆ แล้วก็ลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พอได้จับแล้วรู้สึกว่าเขียนดีมากๆ เลย เป็นเรื่องที่ผมอ่านหลายรอบ จนกระทั่งหนังก็ดูหลายรอบ

                                         
 
     คุณรัณ ศยาก็กล่าวว่าตอนเด็กๆ จะไม่ค่อยมีพวกแฟนตาซีมาให้อ่านด้วยความที่ที่บ้านไม่ร่ำรวยอะไร ก็พยายามเข้าในห้องสมุด ดูว่ามีอะไรบ้าง หนังสือชุดแรกที่ชอบ คือชุดนาร์เนีย สมัยนั้นจะแปลว่าเมืองในตู้เสื้อผ้า มีแค่สามเล่มจบ แล้วเรารู้ว่าชุดนี้มีหลายเล่มจบ แบบนี้ไปหาที่ไหนดี จนกระทั่งวันนี้ก็เพิ่งอ่านจบนี่ล่ะค่ะ พอโตขึ้นมาหน่อยช่วงวัยรุ่น ก็ไม่ต่างกับวัยรุ่นสมัยนี้ที่ชอบเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จะอ่านพวกคุณทมยันตี  คุณแก้วเก้า จนละคร 4 ช่อง หรือ 3 ช่อง ในสมัยนั้น รู้เรื่องหมดเลย คือ   ทุกเรื่องที่ฉายในทีวีอ่านมาหมดแล้ว พอเข้ามหาวิทยาลัย เผอิญโชคดีว่าเข้าคณะสถาปัตย์ แล้วเค้าให้คิดต่าง เราอ่านนิยายอาจจะถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็ได้ เราก็เลยไม่อ่านละ อ่านเรื่องไหนก็เริ่มไม่สนุกละ เลยไปอ่านแนวอื่น เริ่มอ่านไซไฟ แล้วพอหลังจากนั้นเริ่มอ่านหนังสือแปลจากต่างประเทศ

    คุณโซ้ยตี๋แนะนำว่าคนที่เริ่มจะเป็นนักเขียน มันต้องเริ่มมาจากการที่ตัวเองชอบที่จะอ่าน แล้วอ่านเยอะๆ จนกระทั่งรู้สึกอยากจะเขียน ถึงเริ่มเขียนแล้วก็เถอะ ก็ยังต้องอ่านไปเรื่อยๆ มันคือวัตถุดิบของเราด้วยส่วนหนึ่งนะครับ

    เท่าที่ฟังจากนักเขียนทั้งสองก็อ่านมาหลายแนว แต่เขียนแฟนตาซีอยู่ มีความรัก คุณหนึ่งใคร่รู้ว่านักเขียนทั้งสองมีความชอบ ความประทับใจอะไรในแฟนตาซี ถึงมุ่งมั่นที่จะเขียนในเส้นทางนี้

    ซึ่งคุณรัณ ศยากล่าวว่า จริงๆ แล้วมันอยู่ในข้างในเรานะ คือถ้าคนเขียนแฟนตาซี มันมีอะไรที่ไปเขียนแนวอื่นไม่ได้ มันต้องแนวนี้ พอจะไปเขียนแนวอื่นมันไม่ใช่ เขียนไม่ออก ต้องกลับมาแนวนี้อยู่ดี อาจจะเป็นเพราะเราโตมากับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น เพราะการ์ตูนญี่ปุ่นต้องยอมรับในแง่ที่เค้าเขียนในเชิงสร้างสรรค์ เขียนให้คนดูเอาไปต่อยอดได้ ดูแล้วเกิดจินตนาการ มันเป็นเรื่องที่ดีนะ

    ส่วนคุณโซ้ยตี๋กล่าวว่าถ้าจะพูดว่ามีอะไรในแฟนตาซี คงต้องถามว่าในแฟนตาซีไม่มีอะไรดีกว่า คือพอ เป็นแฟนตาซี มันเปิดกว้าง สามารถให้เราใส่ความคิด ใส่จินตนาการของเราลงไปได้ค่อนข้างเต็มที่ คืออะไรที่มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงทั้งหลาย เราก็สามารถทำให้มันเกิดขึ้นในนิยายแบบแฟนตาซีได้ จะเศร้าก็ได้ มีความรักก็ได้ มีสัตว์ประหลาดก็ได้ มีเวทมนตร์ก็ได้ มันจะทำให้คนเขียนสนุกไปด้วย มันสนุกและมันก็ยาก ที่สนุกเพราะได้ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าคนเขียนคิดขึ้นมาได้อย่างไร อะไรทำนองนั้น ที่ยากเพราะพอเรามานั่งเขียนเอง เรารู้ว่าจะปูเรื่องให้มันมาถึงจุดที่ทำให้คนอ่านพอใจได้มันยาก

    เมื่อพูดถึงอุปสรรคของคนที่เริ่มต้นแล้ว คุณโซ้ยตี๋กล่าวว่าอุปสรรคสำหรับนักเขียนใหม่ทุกคนมีเหมือนๆ กัน คือไม่กล้าที่จะเริ่มเขียน บางคนก็กลัวว่าตัวเองพอเขียนไปแล้วจะเขียนต่อไม่ได้ เขียนไม่จบ เขียนไปแล้วไม่รู้จะเขียนอะไร แต่ว่าพอมันเริ่มไปแล้ว ถ้าเรามีความพยายาม แล้วถ้าเรารักมันมากพอเราก็จะพยายามผลักดันจนกระทั่งมันไปจบลงจนได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความใจแข็งของตัวเอง คือถ้ามันเขียนต่อไม่ออกจริงๆ ก็หยุดมันไว้สักนิดหนึ่งแต่ว่าอย่าทิ้งมันไปเลย ต้องพยายามกลับมาต่อให้จบ จบไปก่อนแล้วมาแก้ทีหลัง ค่อยมาดูว่ามีอะไรที่เราทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิมได้ อยู่ที่ว่าเราจะบอกเล่าเรื่องราวอะไรให้คนอ่าน เราจะให้มันเขียนดีตั้งแต่รอบแรกเลย โอกาสมันน้อยที่จะทำได้ มีบางเวลาที่เราเขียนอะไรไม่ออก เวลาที่เรามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าที่เราอาจจะต้องไปสนใจมันก่อน แต่ว่าต้องอย่าทิ้งมัน ถ้าลงมือไปแล้วต้องเขียนต่อไปให้สุดทาง

    คุณรัณ ศยา ก็เสริมว่าการเป็นนักเขียนนี่ใจคุณต้องมาก่อน ถ้าใจคุณไม่มาแล้วจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ไม่ใช่แค่เป็นนักเขียน อาชีพทุกอย่างในโลกนี้ถ้าคุณไม่มีใจรักในสิ่งที่จะทำ หรือคุณไม่รักงานที่จะทำมันก็ไปกันไม่ไหว แล้วก็อีกอย่างสมัยนี้ที่หาได้ค่อนข้างยากคือความอดทน รักอย่างเดียวไม่ไหวต้องอดทนกับมันด้วย มีสองอย่างนี้ทำอะไรก็ได้ สำคัญที่สุดคืออย่ายอมแพ้เท่านั้นเอง

    ในเรื่องของการปรับปรุงเทคนิคการเขียนแล้ว ดีที่คุณรัณ ศยา เรียนมาในแนวดีไซน์ สถาปัตยกรรม ก็เลยเอามาปรับใช้ในงานเขียนด้วย อย่างการออกแบบอาคาร ทุกคนจะนึกว่าคุณต้องคิดโครงสร้างมาก่อน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คนเป็นสถาปนิกต้องหาคอนเซปต์ หรือแนวความคิด ไม่ว่าจะอาคารโครงการพันล้าน หรือว่าบ้านหลังเดียว ทุกอย่างต้องมีคอนเซปต์มาก่อน ซึ่งคอนเซปต์ตรงนี้จะเกิดจากการกลั่นกรองสภาวะแวดล้อมทั้งหมด กลายเป็นประโยคเดียว คำเดียว คืออ่านแล้วมันใช่เลย ซึ่งเอามาปรับในการที่จะทำเป็นงานเขียนได้ เพราะเขียนเป็นซีรี่ย์ เขียนเป็นเรื่องยาวๆ ก็เลยต้องมีสโคปในการที่จะจับ ไม่งั้นมันไปโลกพระจันทร์ เก็บกลับมาไม่ได้

    คุณโซ้ยตี๋ก็ยอมรับ อย่างที่บอกคือไม่ได้เรียนมาทางด้านเกี่ยวกับงานเขียน ถ้าถามว่าโดยส่วนตัวแล้ว เทคนิคการเขียนคืออะไร คิดว่าจริงๆ มันก็คือการอ่าน คือพอเราอ่านไปเยอะๆ เราจะเริ่มเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องว่าเล่าเรื่องแบบไหนถึงจะสนุก เล่ายังไงให้เรื่องราวที่เราต้องการบอก ให้คนอ่านสนุกแล้วก็ชวนติดตาม ส่วนวิธีการเล่าคิดว่าแต่ละคนก็จะมีแบบที่ตัวเองชอบ แต่ละคนมีหนังสือที่ชอบอ่านไม่เหมือนกัน นักเขียนที่ชอบไม่เหมือนกัน การที่เราจะชอบงานเขียนหรือนักเขียนท่านใดคือมันมีอะไรบางอย่างที่ตรงกับตัวเรา ตรงกับวิธีคิด เข้ากันได้กับความสนใจของเรา เพราะอย่างนั้นเราอ่านแล้วถึงรู้สึกสนุก เหมือนเรานั่งอยู่นี่ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า เอาคนสามคนมายืนอยู่รอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ละคนเล่าเรื่องไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีมุมมองต่อเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน เราชอบแบบไหน เราเล่าแบบนั้น เราจะเลือกให้มันเหมาะสมกับเหตุการณ์ ให้มันน่าสนใจ ฟังดูเหมือนมีเทคนิคอะไรมาก แต่เวลาลงมือเขียนจริงๆ บางทีก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องพวกนี้หรอก ก็คือเขียนไปเล่าไปตามที่ตัวเองอยากเล่า อ่านเยอะๆ อ่านหนังสือที่ชอบเยอะๆ อ่านหนังสือที่เรารู้สึกสนุกเยอะๆ แล้วเราก็จะเขียนอะไรที่มันสนุกออกมาได้เหมือนกัน

    เรื่องของการหาไอเดียที่เป็นคอนเซปต์ของคุณรัณ ศยา จริงๆ ก็ไม่พ้นเรื่องเดิมก็คือต้องกลับไปค้นในหนังสือเหมือนเดิม การค้นหาตัวเอง อย่างแรกคือมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างที่สองคือค้นแล้วก็ไม่ใช่มันจะจีรังยั่งยืน พอเราโตขึ้น เรามีมุมมองต่อชีวิต ต่อคนรอบข้างเปลี่ยนไป เมื่อนั้นแนวของเราก็อาจเปลี่ยนไปได้ แต่ก็ยังชื่นชมยินดีกับคนที่เขารักษาแนวทางได้เหมือนที่เป็นมาก่อน ทีนี้วิธีการหาก็คือถ้าเป็นนักเขียน ยังไงก็ต้องอ่าน อ่านแล้วก็พยายามต่อยอด พยายามหาความคิดใหม่ๆ สอดแทรกเข้าไป ว่าถ้ามันไม่ใช่อย่างนี้ แล้วมันเกิดอะไรได้บ้าง ซึ่งโชคดีว่าที่เรียนมาในคณะสถาปัตย์แล้วมันมีคำถามเยอะมาก จะตั้งคำถามกับสิ่งรอบข้าง จากรอบตัวเราตลอดเวลา เหมือนเป็นการเปิดดวงตาที่สาม แต่ก่อนเราอยู่มัธยมแล้วคิดว่าเรารู้เยอะแล้ว จริงๆ แล้วเป็นแค่ขี้เล็บในสังคมเท่านั้นเอง ที่เรารู้มา

    ทางคุณโซ้ยตี๋ ก็บอกว่าการหาไอเดียเหมือนกับวิธีการที่เราจะคิดหาปมเรื่องที่เราจะนำมาเขียน ส่วนใหญ่ปมเรื่องมันก็เกิดจากการที่เราตั้งคำถามอะไรสักอย่างขึ้นมา แล้วก็ขึ้นอยู่กับแนวที่เราเขียนด้วย สมมุติเราเขียนแนวรัก เราก็อาจจะต้องตั้งโจทย์ ตั้งคำถามบางอย่างว่า ถ้าเป็นคนที่ต่างฐานะ ต่างชนชั้นกันจะรักกันได้ไหม อะไรจะ ทำให้สองคนนี้มาเจอกัน รักกัน แล้วจะจบลงด้วยดีดีไหม หรือจะจบลง ด้วยไม่ดีจะดีกว่า ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับแฟนตาซี ไซไฟ ก็สมมุติหุ่นยนต์จะยึดโลกขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง ส่วนใหญ่จะเกิดจากการตั้งคำถาม มุมมองต่อเหตุการณ์บางอย่างที่เราอยากจะรู้ว่าจะมีคำตอบอย่างไร เราก็อยากจะให้คำตอบกับคนอ่านให้รู้สึกว่าคำตอบนั้นเยี่ยมเลย อะไรแบบนี้ แต่ถ้าถามโดยรวมจริงๆ แล้วแฟนตาซีส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝ่ายความดี ฝ่ายความชั่วต่อสู้กัน แนวรักก็รักสารพัด ทีนี้มันก็จะแตกต่างกันก็คือความคิด มุมมองของคนที่เขียนต่อเรื่องราวนั้นๆ ที่ใส่ลงไป ที่จะบอกเล่าออกมาให้คนอ่านเห็นได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะหาไอเดียในการเขียนส่วนใหญ่ผมก็ต้องตั้งคำถามอะไรสักอย่างขึ้นมา เพื่อจุดประเด็น แล้วเราก็จะมองว่ามีอะไรต่อจากนั้นได้อีกบ้าง มันเริ่มจากคำถามว่าใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น

    เมื่อพูดถึงเป้าหมายของ ที่จะบอกตัวเองว่าเป็นนักเขียนได้ คุณโซ้ยตี๋ บอกว่าถึงแม้จะยังเขียนอยู่ทุกวัน แต่ว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยยอมรับตัวเองว่าจะให้ใครเรียกว่าเป็นนักเขียน ส่วนตัวมีผลงานพิมพ์แค่เล่มเดียว แต่งานที่เขียนมาส่วนใหญ่ก็พอใจในตอนที่เขียนนะ แต่ว่าพอเวลาเลยไป พอหยิบกลับมาอ่านใหม่มันก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า เออ จริงๆแล้วน่าจะเขียนอะไรได้ดีกว่านั้น เขียนได้สนุกกว่านั้น ถ้าถามว่าเมื่อไหร่ที่ผมจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเขียน ก็คงจนกว่าผมจะเขียนอะไรสักอย่างออกมาแล้วผมพอใจกับมันในระดับที่ผมคิดว่าสามารถบอกได้ว่าเป็นผลงานที่ผมภูมิใจ ได้พิมพ์ และได้รับการยอมรับจากคนอ่านทั่วๆ ไป ในวงกว้าง

    สำหรับคุณรัณ ศยา จริงๆ แล้ว ความมุ่งหมายของนักเขียนเกือบทุกคนอยากให้คนอ่าน อ่านแล้วชอบผลงานของตนเอง ทีนี้กว่าจะถึงจุดนั้นมันก็ยากมากหรือยากน้อยแตกต่างกันไป แต่ของพี่ตั้งความหวังไว้ว่า เรื่องนี้ตั้งใจให้มันออกมาลองของ เพราะว่าพี่ก็ไม่เคยเขียนเรื่องไหนมาก่อน คือเขียนเรื่องนี้เรื่องแรก เพื่อให้นักอ่านอย่างน้อยให้น้องๆ หรือเด็กๆรุ่นหลัง 100 คน มีสักคนเดียว ที่อยากเริ่มอ่านแล้วเอาไปต่อยอดได้ ไปเกิดจินตนาการไปเรื่อยๆ เอาแค่ 1 คน ก็โอเคแล้ว

    เมื่อถามถึงการเกษียณ ว่าเคยมีความคิดไหมว่าตนเองจะเขียนไปถึงตอนไหน คุณรัณ ศยาก็บอกว่า ไม่เคยคิดนะ ก็เขียนไปตลอด ไม่เคยคิดว่าจะเลิกเขียนแม้ว่าไม่มีใครนำไปตีพิมพ์ก็ตาม ก็จะเขียนไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับคุณโซ้ยตี๋ที่บอกว่า คล้ายๆ กัน คงไม่มีวันเกษียณ ก็คือเขียนไปตราบเท่าที่ยังเขียนได้ แล้วยังชอบที่จะเขียนอยู่ ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตนเองไม่อยากจะเขียนหรือไม่ชอบที่จะเขียนแล้ว ก็ค่อยว่ากัน แต่ส่วนตัวคิดว่าคงยาก

    ตอนนี้คุณรัณ ศยามีผลงานมาแล้ว เป็นจ้าวจตุรทิศทั้งหมดสองเล่ม ซึ่งเล่ม 3 กำลังจะคลอดออกมาแล้ว ซึ่งกำลังจะวางแผงในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซึ่งคุณรัณ ศยาขออธิบายคอนเซปต์เรื่องนี้ก่อน ชื่อจ้าวจตุรทิศ จะมี 4 ภาคตามชื่อเรื่อง แต่ละภาคตัวเอกก็จะไปในแต่ละที่ ในอาณาจักรนี้จะแบ่งออกเป็น 4 อาณาจักร แบ่งง่ายๆ คือตะวันออก ตะวันตก แล้วก็ทิศเหนือและใต้ เป็นการผจญภัยของตัวเอก สองภาคแรกที่ออกมาแล้วก็คือ สุริยคราส และอาศิรวิษ สองเล่มนี้จะเป็นภาคเด็ก พออีกสองภาคต่อไป ก็คือภาค 3 กับภาค 4 ก็จะเป็นอีกสองทิศที่เหลือ พระเอกก็จะเริ่มโตแล้ว ถ้าเทียบกับสี่เล่มสี่ภาค เล่มแรกจะเบาที่สุด จะออกแนววรรณกรรมเยาวชนมากที่สุดแล้ว เพราะว่าเนื้อเรื่องจะแบ่งไว้ชัดเจน เรื่องนี้มีสองวัยอยู่ด้วยกัน ก็คือวัยเด็กซึ่งเป็นตัวเอก แล้วก็ส่วนของพวกผู้ใหญ่จะออกการเมืองนิดหนึ่ง แต่พอเล่ม 2 กับเล่ม 3 จะเริ่มเผชิญชีวิตจริงขึ้นมาเรื่อยๆ ช่วงยาวที่สุดแล้วของเรื่องนี้ ก็คือภาคสามนี่แหละ

    สุดท้ายนี้ถึงแม้สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นจะอายุยืนยาวมากว่า 50 ปี แต่ไม่ทอดทิ้งคนรุ่นใหม่ ฉะนั้นสำนักพิมพ์เรนโบว์จะเป็นความหวังที่เราจะยื่นมือมาพบกับนักอ่านที่อายุไม่มาก เนื่องจากว่าสำนักพิมพ์นี้มุ่งที่คนรุ่นใหม่เป็นหลัก

    ตอนนี้สำนักพิมพ์เรนโบว์ในเครือประพันธ์สาส์น เปิดรับพิจารณาต้นฉบับ เป็นนิยายแนววัยรุ่น ทั้งนิยายรักวัยรุ่น แนวแฟนตาซี หรือแม้กระทั่ง light novel ส่วนเงื่อนไขในการพิจารณาต้นฉบับ ก็คือเป็นต้นฉบับที่แต่งขึ้นมาใหม่ ไม่ดัดแปลง ลอกเลียนแบบ หรือว่านำมาจากของนักเขียนท่านอื่น แล้วก็ต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่มีการลบหลู่ดูหมิ่นเบื้องสูง ไม่ขัดต่อประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย ส่วนรูปแบบของการจัดหน้ากระดาษ ก็คือตาม Microsoft word ที่เค้าตั้งไว้เลย การส่งต้นฉบับเข้ามาให้กับทางสำนักพิมพ์เราพิจารณา ก็สามารถส่งได้ทั้งหมดสองทางด้วยกัน ทางที่หนึ่งก็คือทางอีเมล ทางที่สองทางไปรษณีย์ ทางอีเมลในส่วนของหัวข้อเรื่อง โปรดระบุว่าส่งต้นฉบับเข้ารับการพิจารณา แล้วก็ในส่วนของการแนบไฟล์ก็ขอให้ zip ไฟล์มาด้วยนะ หัวข้อที่จะต้องส่งมามีทั้งหมดสามอย่างด้วยกัน ก็คือ 1. ต้นฉบับที่เป็นรูปแบบเต็ม 2. ต้นฉบับแบบย่อ 3. ประวัติส่วนตัวของนักเขียน ซึ่งในส่วนประวัติส่วนตัวของนักเขียนต้องระบุชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล อันนี้สำคัญมากเพราะว่าเวลาเราจะติดต่อแจ้งผลการพิจารณากลับไป จะเป็นผลประโยชน์สำหรับตัวนักเขียนเอง แล้วก็ส่งมาทางอีเมลeditor@praphansarn.com ส่วนผู้ที่มีสำเนาของต้นฉบับอยู่แล้วสามารถส่งมาได้ทางไปรษณีย์ คือส่งมาตามที่อยู่ของบริษัท บริษัทสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด ที่อยู่เลขที่ 222 หมู่ 17 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170 ใช้ระยะเวลาในการรับพิจารณาผลประมาณ 3 เดือน แล้วหลังจากนี้เราแจ้งผลการพิจารณากลับไปให้นักเขียนทางอีเมล แล้วก็ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ หรือผู้ที่มีต้นฉบับอยู่แล้ว ส่งต้นฉบับให้กับทางเราได้พิจารณากันเยอะๆ เลยนะ ก็หวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันนะครับ

 

จำนวนผู้เข้าชม 4194    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :