เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
'Discover yourselves, Discover your book'

ค้นหาหนังสือ แห่งตัวตนของคุณ

'Discover yourselves, Discover your book

 

 

 

 

          หากถามว่าคุณค่าของหนังสือคืออะไร หลายๆคน คงมีคำตอบแตกต่างกันออกไป หนังสือช่วยเติมเต็มความรู้สึกที่ขาด ช่วยให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน หนังสือช่วยให้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ สิ่งที่เราคำตอบไม่ได้จากคนรอบข้าง หนังสือคือที่ปรึกษา ซึ่งหนังสือจะเปลี่ยนไปตามความสนใจในแต่ละช่วงเวลา ช่วงอายุ และหนังสือหนึ่งเล่มอาจจะเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนชีวิตคุณไปทั้งชีวิตเลยก็เป็นได้

 

         บ่ายวันเสาร์ที่ 28 มิ.ย. ในช่วงงานสัปดาห์หนังสืออิสระ ครั้งที่ 3 ได้มีงานเสวนา เพื่อค้นหาหนังสือ แห่งตัวตนของคุณ 'Discover yourselves, Discover your book' ที่ร้าน Steel Roses restaurant & bookshop  โดยร่วมพูดคุยกับ คุณอาทร เตชะธาดา เจ้าสำนักพิมพ์ ประพันธ์สาส์น  คุณปิยพันธ์ วงศ์ยะรา เจ้าสำนักพิมพ์ Stock2morrow  คุณสุวิริยา สิริสิงห์ เจ้าสำนัก ชมรมเด็ก 

 

         ถามถึงตลาดหนังสือในเมืองไทย จริงๆ แล้วคนอ่านหนังสือในประเทศ มีโอกาสจะขยายตัวหรือเปล่า และจะขยายไปถึงไหน

 

         คุณอาทรให้ความเห็นโดยยกเคสตัวอย่างมาเล่าให้ฟังว่า “ มีเจ้าของสำนักพิมพ์ที่รู้จักกัน คนหนึ่งอยู่เพชรบูรณ์ และหุ้นส่วนอยู่เชียงใหม่ ร่วมกันเขียนหนังสือ ผลิตหนังสือ ผลิตอีบุ๊คอย่างเดียว เพราะวงการหนังสือประสบปัญหาหนังสือในสต็อกล้น แต่อีบุ๊คอยู่ในระบบขายขาดไม่ใช่ฝากขาย เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ นะครับ เขาบอกว่ารายได้เดือนละแสนกว่าบาท เพราะเขาเป็นคนที่ชอบเขียนหนังสืออยู่แล้ว และออกแบบปกกันเอง และฝากขายที่ meb - mobile e-books  ปรากฏว่าคนซื้อส่วนใหญ่ เป็นคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งทั่วโลกยังมีคนไทยกระจายอยู่มาก แบะกระหายอยากอ่านหนังสือของไทย ในแง่ของการขนส่งแค่ส่งผ่านอินเตอร์เน็ต  เขาทำกันด้วยใจรัก ทำมาสามสี่ปี มีประมาณร้อยปก แต่มียอดขายสม่ำเสมอ  เว็บไซต์ของประพันธ์สาส์นเอง ส่วนใหญ่ยอดเข้าชม ก็มีสถิติมาจากต่างประเทศ และตัวคุณอาทรเองได้ไปงานโรสโชว์บ่อย อย่างงานที่  frankfurt book fair ตอนกลับขี้เกรียจแบกหนังสือกลับ ต้องบริจาคให้สถานทูตหรือวัดไทยที่นั่น แต่ปัจจุบันไม่ต้องแบกกลับแล้ว คนไทยที่นุ่นมีประมาณหนึ่งแสนคน เขาจะมาจองหนังสือไว้ และจะมารับตอนงานเลิก และซื้อโดยที่ไม่มีการต่อราคา แต่คนไทยที่อยู่เมืองไทย อาจจะไม่เห็นคุณค่าหนังสือไทย  คนอ่านหนังสือในบ้านเรา ต้องบอกว่าเท่าเดิม ไม่เพิ่มขึ้นเหมือนอย่างในเวียดนาม เพราะเราอยู่ในโลกที่ชอบเรื่องเทคโนโลยี เช่นไลน์ , Facebook  สังคมไทยเป็นสังคมชอบซุบซิบนินทา จริงๆ แล้ว ทั้งไลน์ และ Facebook เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่างหนึ่ง ในการดึงให้คนกลับเข้ามาที่ตัวเนื้อหาของหนังสือ ”

 

          ส่วนคุณสุวิริยาให้ความเห็นว่า “  ถ้าถามว่าหนังสือขายได้ไหม จริงๆ แล้วตลาดหนังสือยังไม่ตาย เพียงแต่ว่าคนไม่ได้อ่านบนกระดาษ แต่เปลี่ยนไปอ่านที่อื่นมากขึ้น เช่นในรูปแบบอีบุ๊ค ไม่ต้องพกหนังสือหนักๆ ไป แต่ถ้าในแง่หนังสือเด็กจะไม่สามารถอ่าน ในรูปแบบอีบุ๊คได้ เพราะว่าเด็กกับผู้ปกครองต้องมีการสร้างสัมพันธ์กัน  เวลาเด็กอ่านหนังสือจะได้รับรู้ความรู้สึกที่พ่อแม่จะสื่อมาให้ จริงๆ แล้วอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารจะไม่พัฒนาสมองเด็ก เพราะไม่ได้ใช้ประสาทสัมผัสจับสิ่งต่างๆ  แต่การซื้อของเล่นแล้วปล่อยให้เด็กเล่น อาจจะไม่ได้มีการสานสัมพันธ์มากนัก จริงๆ แล้วคนไทยอ่านหนังสือเยอะ อย่างงานสัปดาห์หนังสือคนเยอะมาก แต่ถ้าพาเด็กๆ ไป จะเป็นการยากลำบาก เราควรจะมีงานที่จัดเพื่อเด็กโดยเฉพาะ หรือมีการสนับสนุนจากรัฐบาลในการช่วยเหลือผลิตหนังสือเพื่อแจกให้กับเด็ก หรืออย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีระบบการศึกษาที่ดี จะสามารถนำใบเสร็จที่ซื้อหนังสือไปลดหย่อนภาษีได้ หรือเพียงแค่เราหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ มากระตุ้น เพื่อให้ตลาดหนังสือไม่ตาย ”

 

          ปิดท้ายคำถามนี้ด้วยคุณปิยพันธ์ “ หนังสืออยู่คู่กับคนมานาน มองว่ายังไงก็ไม่ตาย และมองกลับกันด้วยว่าตลาดหนังสือจะโตขึ้นอีกเยอะมาก เพราะประชากรเราเพิ่มมากขึ้น และคนยังต้องการอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง หรือผ่อนคลาย เพราะหนังสือจำเป็นกับคนทุกๆ คน ทุกเวลาและสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี  แต่คนไทยมีตัวเลือกเยอะเกินความจำเป็น เช่นการช็อปปิ้ง ดูหนัง แต่ไม่ค่อยสนใจอ่านหนังสือเท่าไหร่ จริงๆ แล้วเราควรจะมีแคมเปญที่ให้ทั้งภาครัฐและเอกชน สนับสนุนเพื่อให้คนกลับไปเข้าร้านหนังสือ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง  หลายๆคนควรที่จะต้องรักการอ่าน แต่เขาอาจจะลืมไปแล้วว่าทางเดินเข้าร้านหนังสือไปทางไหน หลายคนใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ จนลืมไปแล้วว่าโลกนี้ยังมีร้านหนังสืออยู่ แต่ส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วย กับการแจกหนังสือฟรี เพราะเขาจะไม่เห็นคุณค่าเหมือนกับหนังสือที่เสียเงินซื้อเอง ถ้าเป็นไปได้อย่างที่ต่างประเทศ ในร้านหนังสือจะมีที่ให้นั่งอ่านหนังสือ สามารถใช้เวลาทั้งวัน อยู่กับหนังสือได้ แต่บ้านเราส่วนใหญ่จะอยู่ในห้าง ซึ่งเข้ามาซื้อได้อย่างเดียว  อย่างสำนักพิมพ์  Stock2morrow และมีหัว  Stock2U ซึ่งเป็นแนวฮาวทู สร้างแรงบันดาลใจ ทำหนังสือในสิ่งที่สังคมขาด  จุดกำเนิดมาจาก ตอนแรกเป็นเว็บไซต์ ซึ่งมองแล้วว่าในเรื่องการลงทุนหุ้นยังไม่มีที่ไหนสอน ที่เราทำหนังสือออกมาเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ เป็นตำราที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ซึ่งเห็นช่องตรงนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะไปแข่งกับสำนักพิมพ์ที่มีอยู่  แต่มานำเสนอกับสิ่งที่ไม่มีในสังคมมากกว่า ปรากฏว่าตอบโจทย์ได้ดี ซึ่งเป็นวิธีคิดที่แตกต่างจากคนที่ทำสำนักพิมพ์มาก่อน เพราะตอนแรกตัวเองอยู่ในตลาดหุ้น และอยากจะให้ความรู้ตรงนี้แก่นักลงทุนด้วยกัน  ซึ่งต้องให้ประโยชน์กับเขาจริงๆ ปรากฏว่ากลุ่มคนที่มาซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ไม่ได้ซื้อหนังสือมานานแล้ว เป็นคนที่ติดตามเว็บไซต์อยู่ ซึ่งเขามีบาดแผลมาจากการลงทุน และกลายเป็นกลุ่มแฟนคลับหนังสือของสำนักพิมพ์  ซึ่งโจทย์ของสำนักพิมพ์ไม่ได้มองว่าจะทำหนังสือให้เป็นธุรกิจ แต่มองว่าจะสร้างประโยชน์ให้สังคม ให้นักลงทุนอยู่รอดได้  และแนวฮาวทู พัฒนาตนเอง ก็มีแนวคิดอยากให้สังคมไทยดีขึ้น ด้วยมุมมองแบบนี้ จะทำให้ผู้ผลิตและผู้อ่านสื่อถึงกันได้  ทางสำนักพิมพ์ก็จะมีนักเขียนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่เห็นคือ คนที่ประสบการณ์นั้นล้วนแต่เป็นนักอ่าน  เพราะฉะนั้นการอ่านสามารถเปลี่ยนชีวิตของทุกคนได้ จริงๆ แล้วคนไทยไม่ลืมเรื่องการอ่าน เพราะมียอดการใช้ Facebook ที่สูงมากประเทศหนึ่ง แต่อาจจะหลงลืมการอ่านในรูปแบบของหนังสือจะมีประโยชน์มากกว่าการอ่านแบบฉาบฉวย หนังสือเล่มหนึ่งอาจจะเขียนโดยใช้เวลา 30-40 ปี  ในประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเขียน แต่ใช้เวลาอ่านไม่กี่ชั่วโมง และไม่ควรให้ยอดขายหนังสือขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ เพราะคนจะตัดสินใจซื้ออย่างอื่นก่อนหนังสือ เพียงเราต้องชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของหนังสือจริงๆ ”
 
 
          ถามผู้บริหารสำนักพิมพ์ทั้งสามท่าน ว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไรให้เหมาะกับคนในครอบครัว คนที่เรารัก หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง
 
 
          คุณอาทรกล่าวว่า “ ทุกวันนี้การผลิตหนังสือลดน้องลงมาก แต่ก็เป็นข้อดี ในการรักษาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น ปัญญานั้นเกิดจากทั้งการอ่านและการฟัง ส่วนตัวหนังสือเล่มที่เปลี่ยนชีวิต คือสมัยเรียนหนังสือ ต้องอยู่ตามลำพังเวลามีความทุกข์จะอ่าน  ‘ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ’ งานเขียนของ ท่านติช นัท ฮันห์ โดยเนื้อหาว่าด้วยการฝึกฝนจิตใจให้รู้ตื่น รู้เบิกบาน ก้าวย่างอยู่บนวิถีแห่งสติ อันเป็นหนทางที่นำไปสู่ความสุขสงบอย่างแท้จริง จึงเหมาะสำหรับศึกษาและน้อมนำไปปฏิบัติต่อชีวิตประจำวัน เพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ และความเศร้าหมองทั้งปวง ซึ่งคิดว่าให้ประโยชน์กับตัวเองมาก และให้มาจนถึงทุกวันนี้ เห็นได้ว่าเป็นการลงทุนหนังสือที่คุ้มค่าและยาวนานมาก ซึ่งเล่มนี้ได้มาเพราะเพื่อนแนะนำ และด้วยความที่ตัวเองเติบโตมาจากกองหนังสือ พออายุเริ่มมากขึ้นก็จะอ่านแต่หนังสือที่จำเป็นกับแต่ละช่วงวัยมากขึ้น แต่เล่มที่เปลี่ยนชีวิตในช่วงที่ออกมาทำงาน คือหนังสือ ‘ จนกว่าเราจะพบกันอีก ’ ของศรีบูรพา เป็นสิ่งที่ทำให้ออกมาเป็นนักกิจกรรมทางสังคม หนังสือ ‘ ปีศาจ ‘ ของเสนีย์ เสาวพงศ์ ในสมัยนั้นก็ออกมาร่วมขบวนการในยุค 14 ตุลา และช่วงหลังหันมาอ่านหนังธรรมมะ เพราะด้วยปัญหาเรื่องชีวิต ความรัก และช่วงที่บวชก็อ่านหนังสือธรรมมะแทบทุกเล่ม หัวใจเดียวกันของธรรมมะ คือทำอย่างไรให้พ้นทุกข์  สละความเห็นแก่ตัวออกไป ทำให้เราสบายใจขึ้น และอีกเล่มหนึ่งคือช่วงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คุณหมอแนะนำให้อ่านหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People ของ  Stephen R. Covey ซึ่งหนาประมาณ 700-800 หน้า พออ่านจนจบ ทำให้เราเปลี่ยนนิสัย เช่นฟังคนอื่นให้เข้าใจก่อน คือต้องฝึกฝนอุปนิสัยที่ดี ชวนให้มองโลกในแง่บวก และหลายเรื่องได้สติปัญญามาจากการฟัง คือมีเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตร กลุ่มเราก็จะเป็นพวกต่อต้านความรุนแรง หัวหน้ากลุ่มคือ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์  และหนังสือของอาจารย์ก็อ่านเยอะมาก ช่วยสอนให้เราจับประเด็น  และหนังสือของท่านพุทธธาตุ ภิกขุ สอนให้เราอย่าไปยึดติดถือมั่น  การที่เราบอกปากต่อปากว่าหนังสือเล่มไหนดีๆ ไม่ดี จากกลุ่มเพื่อนๆ ชมรม การเสวนา การพูดคุย ดีกว่าการแนะนำจากหน้าหนังสือพิมพ์เสียอีก  และยังทำให้เกิดกลุ่มเพื่อนที่คอเดียวกัน เราควรจะมีหนังสือคู่ใจของเราเสมอ ไม่ว่าจะอ่านในรูปแบบไหน คุณค่าของการอ่านก็ยังคงอยู่ ”

 

           คุณปิยพันธ์กล่าวต่อว่า “ ในวงจรของหนังสือ ยอดขายจะพุ่งในช่วงที่ออกหนังสือใหม่ อย่างสำนักพิมพ์  Stock2morrow ต้องออกอย่างน้อย 2 เล่ม นอกจากเนื้อหาต้องน่าสนใจแล้ว และจะออกแบบยังไงก็ได้ให้น่าอ่าน  ซึ่งแต่ละสำนักพิมพ์ควรจะมีจุดแข็ง มีแนวทางเป็นของตัวเอง  อย่างประเทศญี่ปุ่น จะถูกปลูกฝังว่าทุกเวลามีประโยชน์ จะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนบนรถไฟฟ้า จะเห็นว่ามีคนอ่านหนังสือตลอดแต่ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต  โดยส่วนตัวก็เป็นนักอ่าน อย่างสมัยเด็กๆ ก็เป็นนักอ่าน อ่านทั้งหนังสือการ์ตูน หนังสือพิมพ์ก็จะอ่านทุกตัวอักษร อย่างเวลาสัปดาห์หนังสือก็ไปแห่ซื้อ แต่หลังจากที่ซื้อมาไม่เคยอ่านหนังสือได้จบเล่ม ซึ่งเป็นจุดเจ็บปวดของตัวเอง พอได้มาทำสำนักพิมพ์เลยอยากทำอย่างไรก็ได้ ให้หนังสือที่สำนักพิมพ์ทำคนอ่านได้จบได้ในครั้งเดียว เรามักจะบอกว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะว่าเราอยากอ่าน เพราะเป็นหนังสือดี แต่พอเราไม่มีเวลาเราก็จะพับไว้ แล้วค่อยกลับมาอ่าน คือคนทำหนังสือต้องทำให้หนังสือสนุก น่าอ่าน จนวางไม่ลง ทางสำนักพิมพ์ต้องการแข่งกับจำนวนคนที่ติดตามเราตลอดบวกกับคนที่ไม่เคยซื้อหนังสืออ่าน ถ้าเขาหยิบหนังสือและอยากกลับมาซื้ออ่านประจำ ตรงนี้เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของทางสำนักพิมพ์ ”

 

           และคุณสุวิริยากล่าวว่า  “ ตั้งแต่เด็กๆ ก็อ่านหนังสือทุกแนว ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย อย่างถ้าหนังสือที่ชอบออกมาใหม่ ก็จะซื้อเก็บไว้อีก และเวลาอ่านหนังสือจะมีโลกส่วนตัวสูง ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ไม่ไปไหน  อย่างทางสำนักพิมพ์ทำหนังสือเด็ก ส่วนตัวก็ยังมีจิตใจที่มีความเป็นเด็กอยู่ อยากทำอะไรให้เด็ก เราก็จะพยายามที่จะอ่านทุกอย่าง เด็กชอบอะไรก็จะตามอ่าน  เพราะเด็กเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน การที่จะทำหนังสือเด็กได้ เราต้องคิดทุกขั้นตอน อย่างหนังสือเด็กในรูปแบบอีบุ๊ค ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยเหมาะ หนังสือเด็กอย่างไรก็ต้องเป็นเล่ม เพราะเด็กต้องสัมผัส ต้องจับ ขยำขยี้ หนังสือเด็กเยอะกว่าของผู้ใหญ่มาก มีหลายรูปแบบ แตกต่างกันตามระดับวัย อย่างของเด็กเล็ก ต้องเป็นแบบกึ่งของเล่น เช่น เขย่ามีเสียง หรือหนังสือลอยน้ำไว้อ่านตอนอาบน้ำ อย่างถ้าเป็นหนังสือกระดาษเด็กอาจจะฉีก อาจจะต้องทำจากผ้า หรือเป็นแบบบอร์ดบุ๊ค ข้างในอาจจะมีตัวหนังสือ และมีของเล่นให้เด็กดึงไปดึงมาได้ เข้าปากก็ไม่เป็นอันตราย  บางทีพ่อแม่ผู้ปกครองเลือกซื้อหนังสือมาให้ลูกแล้วเขาไม่อ่าน แต่พอพาลูกไปเลือกเองพ่อแม่ก็จะรู้ว่าลูกชอบอะไร เพราะถ้าเขามีความรู้สึกสนใจเขาก็จะยอมอ่าน ”

 

          เห็นได้เลยว่าการอ่านนั้นสร้างคุณค่าให้กับนักอ่านทุกคน อาจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเราไปทั้งชีวิต  ถ้าเราทุกคนเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนแล้วเราก็อาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ไม่ยาก

 

 

จำนวนผู้เข้าชม 9408    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :