เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
วันเสาร์ เชิงศรี...ถ้าทำด้วยใจรัก ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล โดย วิรุฬหกกลับ

วันเสาร์   เชิงศรี...

ถ้าทำด้วยใจรัก  ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล 

 
 
 
         วันเสาร์ เชิงศรี ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ  เขาเริ่มต้นจากการเก็บกระดาษโรเนียวที่ครูทิ้งลงถังขยะ  เก็บมาขีดมาเขียน จากหนึ่งเป็นสองแผ่น สามแผ่น  จนกลายเป็นหนังสือเล่มเล็กๆที่มอบความสุขใจให้อย่างยิ่งใหญ่สำหรับเด็กในวัยประถม

            วันเสาร์ เชิงศรีเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือ อยู่นานหลายปี แต่แล้ววันหนึ่งเขาเลือกที่จะทิ้งชอร์คเขียนกระดานดำหันมาตามฝันอีกอย่างของตัวเอง  สำหรับผลงานของวันเสาร์ เชิงศรี ในรอบปีที่ผ่านมานับได้ว่าเป็นผลงานที่ค่อนข้างน่าประทับใจ  ไล่มาตั้งแต่ การได้รับรางวัลชมเชยเรื่องสั้นการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า สามปีติดต่อกันในปี  ๒๕๔๖  - ๒๕๔๘  ,   รางวัลสุภาว์  เทวกุลฯ  ปี ๒๕๔๘  และ  ตันโย้งในสายลมได้รับรางวัลชมเชยรางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี  ๒๕๔๙   

จากวันแรกที่เริ่มจับปากกาเขียนหนังสือแม้จะมีบ้างช่วงตอนของการเดินทางที่วันเสาร์ เชิงศรีจะห่างหายไปจากการนั่งเขียนต้นฉบับไปบ้างแต่ไม่นานเขาก็กลับมาใหม่  และทุกวันนี้(มิใช่แค่เพียงวันเสาร์ตามอย่างนามปากกาเท่านั้น)  วันเสาร์ เชิงศรีมีความสุขอยู่กับการนั่งเขียนต้นฉบับและเขายืนยันว่าจะเขียนต่อไป  อยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่าอะไรที่ทำให้นักเขียนแห่งเมืองถลางอย่างวันวันเสาร์ เชิงศรี เดินบนถนนสายน้ำหมึกได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

           ผมเกิดที่ภูเก็ต  เป็นนักศึกษารุ่นแรกของวิทยาลัยครูภูเก็ต  เรียนจบปกศ.สูง วิชาเอกภาษาไทยแล้วไปเป็นครูบ้านนอกที่โรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต  ใช้เวลาว่างเรียนปริญญาตรีกับมสธ. จบศษ.บ. วิชาเอกภาษาไทย ( มัธยมศึกษา )  อยู่ที่นั่นยาวนานถึง ๒๖ ปีเศษ  โดยไม่ได้ย้ายไปไหนเลย  จนลาออกจากราชการเมื่อปลายปี  ๒๕๔๔   มาเขียนหนังสืออยู่ที่บ้าน

 ที่จริงเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อยู่ชั้นประถม  ทำหนังสือให้เพื่อนอ่านในชั้นเรียน ทำเองทั้งเล่ม  เอากระดาษโรเนียวแผ่นยาวๆที่ครูใช้ทำข้อสอบ   ซึ่งบางแผ่นมันเลอะหมึกบ้างเล็กๆน้อย ๆ  ครูทิ้งลงถังขยะแล้ว  ผมก็ไปเอามาพับครึ่ง  ขอลวดเย็บกระดาษจากครูมาเย็บเป็นรูปเล่ม  แล้วลงมือเขียนเรื่อง  และวาดภาพประกอบเองหมด  ตอนนั้นการ์ตูนกำลังภายในเรื่องสิงห์ดำ , เหยี่ยวเงิน ,เจ้าชายผมทอง  ,โจรสาวจ้าวศึก  เรื่องพวกนี้กำลังดัง เลยอยากเป็นคนเขียนการ์ตูนบ้าง  ก็วาดเลียนแบบเขา  คิดเรื่องเอง  รวมไปถึงแต่งพวกนิทาน  ขำขัน  ตอบจดหมาย  สังคมซุบซิบ  อะไรเหล่านี้  ทำเองหมดตั้งแต่ปกหน้าถึงปกหลัง 

 ครั้นมาเข้ามัธยม  คราวนี้เจอเพื่อนมือฉมัง  หมอนี่เขาชอบเขียนการ์ตูน   ลายเส้นที่เขียนเหมือนราช เลอสรวง และเหมือนของจุก  เบี้ยวสกุล มาก  เหมือนจนน่าตกใจ  สั่งให้เขียนภาพตัวละครตัวไหน  เขาก็เขียนได้เลย  คราวนี้ก็ไม่ต้องวาดภาพเอง  เพียงแต่รับภาระเขียนเนื้อเรื่องอย่างเดียว    เขาจัดการเรื่องเขียนภาพเอง  สนุกมาก  ทำอยู่นานหลายเล่ม  จนครูจับได้ว่าเพื่อนแอบอ่านหนังสือของเราขณะท่านสอนอยู่หน้าห้อง  ก็เลยถูกสั่งให้เลิกทำ  เมื่อมาเรียนวิทยาลัยครูก็เป็นบรรณาธิการวารสารของชุมนุมภาษาไทย  ต่อมาก็ทำวารสารของวิทยาลัยครูอีกหลายปก  ช่วงนี้อ่านวรรณกรรมอย่างหนักเพราะที่ห้องสมุดมีทั้งของไทยและต่างประเทศเทศ  รวมทั้งเขียนเรื่องสั้น เขียนคอลัมน์ในวารสารของชุมนุมและของวิทยาลัยอีก ชีวิตช่วงนี้นับว่ามีความสุขที่สุดกับการอ่านและการเขียน  เรื่องสั้นเรื่องแรกที่ลงพิมพ์ในหนังสือที่กรุงเทพฯ ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ทั่วประเทศก็คือ ขัด...ตัดสินใจ  ในหนังสือวิทยาสาร  ของสนพ. ไทยวัฒนาพานิช  เมื่อปี ๒๕๑๙

-ความรู้สึกที่ผลงานของตัวเองได้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก

ถ้านับการตีพิมพ์ในวารสารของสถาบันก็รู้สึกเฉยๆนะครับ  พอดีมีเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งเขาพูดให้เจ็บใจ  ตอนเอาหนังสือของชุมนุมไปขาย  เขาบอกว่า  หนังสือกระจอก  เขียนเองขายเอง  ซื้อให้เปลืองตังค์ทำไม  เป็นบก.เอง  ทำเอง  เขียนเอง  อย่างไรก็ได้ลงพิมพ์อยู่แล้ว  ถ้าแน่จริงก็เขียนให้ได้ลงพิมพ์ในหนังสือที่ขายระดับประเทศสิ  ก็เลยมาเล่าให้อาจารย์ที่ปรึกษาของชุมนุมภาษาไทยฟัง  ท่านก็เลยยุให้ส่งเรื่องสั้นไปที่หนังสือวิทยาสาร   ซึ่งอาจารย์เปลื้อง  ณ  นคร  ท่านเป็นบรรณาธิการ  หนังสือเล่มนี้มีครูเขาอ่านกันทั่วประเทศไทย  มียอดขายมากมาย  ช่วงนั้นกำลังประกวดเรื่องสั้นอยู่พอดี  ก็เลยเขียนส่งไป   

นานหลายเดือนก็เงียบไป  คิดว่าคงลงตะกร้าบก.ไปแล้ว  จนวันหนึ่ง  ขณะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด  เพื่อนร่วมรุ่นคนเดิมนั่นแหละ  ถือหนังสือวิทยาสารฉบับใหม่มาโยนลงตรงหน้าแล้วบอกว่า  นี่...ถ้าอยากเป็นนักเขียน  ต้องเขียนให้ได้ลงที่นี่สิจึงจะนับว่าเก่ง  เอ๊า..ลองอ่านเรื่องนี้ดูสิ  แบบนี้น่ะเขียนได้ไหม  แล้วเขาก็เดินจากไป  พอเห็นชื่อเรื่องและชื่อผู้เขียนก็ตกใจ  เฮ๊ย..นี่มันเรื่องของเรานี่หว่า...เขาไม่รู้ว่าผมเป็นคนเขียนเพราะผมใช้นามปากกา  

ด้วยความดีใจจึงขออนุญาตบรรณารักษ์เอาหนังสือออกจากห้องสมุดไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาดู  ท่านก็ดีใจด้วย  และท่านก็เป็นกำลังใจ  ยุให้เขียนส่งไปที่อื่นๆอีก  ก็เลยมีผลงานในหนังสือต่างๆในเวลาต่อมา  เมื่อผลการประกวดประกาศออกมาปรากฏว่า  ไม่มีเรื่องใดได้รางวัลชนะเลิศหรือรองชนะเลิศ  แต่ตัดสินให้เรื่อง  ขัด...ตัดสินใจ  ได้รับรางวัลชมเชย  ก็ยอมรับว่า ดีใจที่สุด  ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ผลงานตัวเองได้เผยแพร่ออกไปทั่วประเทศ  แถมได้รางวัลมาเป็นกำลังใจให้เขียนเรื่องต่อๆไปอีก  รางวัลที่ได้เป็นเงินค่าเรื่องไม่กี่ร้อย  นอกนั้นก็มีพจนานุกรมและสารานุกรมของสนพ.ไทยวัฒนาพานิช  อย่างละเล่ม  และหนังสือวิทยาสารส่งอ่านถึงบ้านเป็นเวลานานถึงปีเศษ

-มีผลงานมาแล้วกี่เล่ม

จากเรื่องแรกเมื่อปี ๒๕๑๙ ก็มีเรื่องสั้นลงในหนังสือเกี่ยวกับวงการครูเสียเป็นส่วนมากเช่น วิทยาสาร  ,ข่าวครูไทย , วิทยาจารย์  แล้วก็มีที่ฟ้าเมืองไทย , ฟ้าเมืองทอง  ของครูอาจินต์  หยุดเขียนไปพักใหญ่  เมื่อปี ๒๕๓๒  เพราะงานราชการมันมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ครูลาออกและย้ายไปหลายคน ต้องสอนห้าถึงหกชั่วโมงทุกวัน มีงานฝ่ายกิจกรรมนักเรียน งานพัสดุและงานอื่นๆอีกหลายอย่าง มันเป็นอาชีพหลักที่เรารัก ก็เลยทุ่มเทให้กับมันเต็มที่ การเขียนหนังสือก็เป็นงานที่รักอยากทำเป็นอาชีพเหมือนกัน   แต่เพิ่งได้มาเริ่มจริงจังอีกครั้งเมื่อปี ๒๕๔๑ ถึงวันนี้มีเรื่องสั้นที่ลงพิมพ์ในนิตยสารต่างๆมากมายพอสมควร  แต่ยังไม่ได้รวมเล่มเลย  ตอนนี้กำลังคิดจะรวมอยู่  มีรวมเรื่องสั้นร่วมกับเพื่อนๆไปสองเล่มคือ  ฝัง  ใจ  ไฟ  ฝัน  เล่ม๑ และ เล่ม ๒    ที่เป็นงานเดี่ยวของตัวเองก็เพิ่งมีเล่มเดียวคือ ตันโย้งในสายลม  เมื่อปลายปี ๒๕๔๘

-มีกี่นามปากกา...

สำหรับงานวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น นวนิยายใช้นามปากกาเดียว   ถ้าเป็นบทความ   สารคดี  ก็ใช้นามปากกาอื่น  บางครั้งก็ใช้ชื่อจริง  สำหรับตอนนี้ยังคงเขียนเรื่องสั้น  ส่งไปตามนิตยสารต่างๆเป็นระยะๆ    จะพยายามให้เรื่องยาวที่เขียนอยู่เสร็จก่อนสิ้นปีนี้

-เชื่อในระบบบรรณาธิการไหม

เชื่อ.....ผมคิดว่า  บรรณาธิการมีความสำคัญต่อนักเขียน บรรณาธิการที่เก่งๆสามารถเป็นอีกตาหนึ่งให้กับนักเขียนได้มาก  คนเรามักเข้าข้างตัวเอง  มองว่าเรื่องที่ตัวเองเขียนนั้นดีที่สุดแล้ว  สุดยอดแล้ว  ไม่มีตรงไหนจะให้ใครมาจับผิดหรือมาตำหนิได้อีก  แต่บรรณาธิการบางท่านกลับมองเห็นข้อบกพร่องของเรา  ถ้านักเขียนยอมรับในตรงนั้นว่า  ถ้าแก้ไข  เปลี่ยนแปลงแล้ว  มันจะทำให้เรื่องดีขึ้นไปอีก  ก็น่าจะทำ  มันมีแต่ประโยชน์  มากกว่าจะใช้ความคิดของตัวเองคนเดียว  ยิ่งประเภทใครแตะต้องไม่ได้เลยนี่  ผมว่า  คงอยู่ได้ยากนะ  นักเขียนใหญ่ที่เขียนมายาวนาน  ยังเห็นความสำคัญของบรรณาธิการ  บางครั้งถ้ามีข้อสงสัย  บรรณาธิการยังโทร.ปรึกษาสอบถามนักเขียนเลย แต่บางทีก็น่าเห็นใจนะที่บางคนไปเจอบรรณาธิการที่อ่านหนังสือน้อย  มีประสบการณ์เรื่องการอ่าน การเขียนน้อย  บางทีแก้ไขเสียจนเรื่องเสียหายไปเลยก็มี 

 เคยได้ยินเขาพูดกันบ่อยๆว่า  สมัยนี้บรรณาธิการเป็นกันง่ายเกินไป  มีเงิน  มีพวกพ้อง  ทำหนังสือขึ้นมาสักเล่มก็เป็นบรรณาธิการได้แล้ว  แต่ผมว่านักอ่านเขาจะรู้เองแหละ  สังเกตได้ง่าย  ถ้าบรรณาธิการเก่งๆ  หนังสือก็จะอยู่ได้นาน   แม้บรรณาธิการคนนั้นจะย้ายไปอยู่ฉบับไหน  คนอ่านก็จะตามไปเอง เพราะเขาเชื่อว่า บรรณาธิการคนนั้นสามารถเลือกเรื่องที่ดีมาให้เขาเสพได้  หนังสือเล่มยิ่งควรมีบรรณาธิการ  บางประเทศเขาเห็นความสำคัญของบรรณาธิการมาก

-เป้าหมายการเป็นนักเขียนของวันเสาร์ เชิงศรี

ก็คงเขียนหนังสือไปเรื่อยๆเท่าที่จะทำได้   โดยไม่ได้มีเป้าหมายว่า  จะต้องเขียนให้ได้รับรางวัล  อะไรมากมาย  เพียงแต่ได้เขียนในสิ่งที่ตัวเองพบเห็นหรือคิด   ได้นำเสนอออกไปสู่สายตาคนอ่าน  ถ้าเรื่องที่เราเขียนทำให้คนอ่านมีความรู้สึกว่า  ไม่เสียดายเวลาที่อ่าน  ก็พอใจแล้ว  ผมว่านักเขียนทุกคนคงหวังอยากให้ผลงานของตัวเองอยู่นานกว่าชีวิตของตัวเอง  เหมือนที่เขาพูดกันว่า  ตัวตายแต่ชื่อยัง   ใครทำได้เช่นนั้น  นั่นแหละจึงนับว่าประสบความสำเร็จ  เป็นนักเขียนอันแท้จริง 

ตันโย้งในสายลม ( รางวัลชมเชย  หนังสือดีเด่นประจำปี 2549)

เป็นเรื่องของชีวิตคนในชนบทที่มีความผูกพันกับเพลงพื้นบ้านชนิดหนึ่งคือ เพลงตันหยง   คนใต้แถบอื่นจะเรียกว่า  เพลงตันหยง   แต่ผมเขียนด้วยสำเนียงแบบภูเก็ต  ที่นี่เขาออกเสียงว่า  ตันโย้ง  ซึ่งทุกวันนี้จะหาฟังได้ยากมาก  ผมต้องการให้เด็กและผู้คนในท้องถิ่นได้เห็นความสำคัญของเพลงเหล่านี้  อย่าให้มันต้องตายไปกับกาลเวลา  ผมได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการที่ทำให้เพลงตันโย้งสูญหายไปว่า  จริงๆแล้วมันเกิดจากอะไรบ้าง 

-ถนัดเขียนเรื่องสั้นหรือวรรณกรรมเยาวชนมากกว่ากัน

ผมชอบเขียนเรื่องสั้นมากกว่า

-นิยามคำว่า นักเขียน   ของวันเสาร์ เชิงศรี  

เรื่องนี้หลายคนมีความเห็นต่างกันออกไป  บางคนเขียนหนังสือเรื่องเดียว  เล่มเดียว  ก็เรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนแล้ว  อย่างสมัยนี้  คงได้ยินข่าวทั้งในโทรทัศน์และในหนังสือว่า คนดังประเภทต่างๆเปิดตัวหนังสือกันเป็นว่าเล่น  เขาเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนกันโดยไม่กระดากปาก  ทั้งที่ตัวเองนั่งเล่าเรื่องให้นักเขียนผีฟัง  แล้วเขานำไปถอดเทป  ตกแต่ง  ขัดเกลา  เท่าที่ความสามารถของนักเขียนผีหรือมือปืนรับจ้างเหล่านั้นมีอยู่  เมื่อเสร็จออกมาวางขาย  คนดังเหล่านั้นก็ออกมาถือหนังสือเรื่องของตัวเองให้กล้องถ่ายอวดคนดูทางบ้านว่า  เป็นเรื่องที่ตัวเองเขียน  ในงานเปิดตัวหรืองานสัปดาห์หนังสือและงานมหกรรมหนังสือ   ก็ไปแจกลายเซ็นกันเป็นว่าเล่น  

ผมว่าหนังสือประเภทนี้น่าจะเขียนว่าเรียบเรียงโดยใครไว้ที่หน้าปกน่าจะเหมาะสมกว่า  มันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับลูกหลานของเราในอนาคตนะ  เขาจะแยกไม่ออกว่าเรื่องไหนกันแน่  ที่เขียนจากมันสมองของตัวนักเขียนเองทุกตัวอักษร  กว่าจะเสร็จออกมาสักเล่มนั้น  มันยากเย็นแค่ไหน  เคยไปเป็นวิทยากรค่ายเยาวชนนักเขียนของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง  น่าตกใจเมื่อให้นักเรียนยกตัวอย่างชื่อนักเขียนมาคนละชื่อสองชื่อ  ปรากฏว่า  เขาตอบชื่อดารา  นักร้อง  และคนดังในวงการต่างๆที่ออกหนังสือมาคนละเล่มสองเล่มหมดเลย  ไม่มีชื่อของนักเขียนอาชีพจริงๆเลยสักคน   คนดังบางคนที่เขียนเองก็มีนะ  แบบนี้ก็น่านับถือ  ที่ไม่หลอกคนอ่าน  อยากให้คนทำหนังสือแบบนี้ฉุกคิดกันบ้างว่า  กำลังทำอะไรกันอยู่  มีผลเสียหรือผลดีกับวงการหนังสือบ้านเราหรือไม่  อย่างไร 

-บรรยากาศทางวรรณกรรมในเมืองภูเก็ต

ร้านหนังสือใหญ่ๆมีคนเต็มร้านทุกวัน  และแผงย่อยๆก็มีคนซื้อกันมาก  ขายดีทั้งหนังสือพิมพ์และ  นิตยสารต่างๆ  หนังสือวรรณกรรมทั้งของไทยและต่างประเทศที่นี่ก็มีคนอ่านกันมาก เท่าที่สอบถามคนขายจากร้านต่างๆและเท่าที่สายตาตัวเองพบเห็นถือว่าน่าพอใจ  แต่วรรณกรรมไทยยังขายดีเฉพาะนักเขียนดัง  ที่มีชื่อเสียงแล้วเท่านั้น  สำหรับหน้าใหม่นานๆกว่าจะขายได้สักเล่ม    สำหรับคนเขียนหนังสือในเมืองนี้ก็ยังคงพบปะพูดคุยกันอยู่เนืองๆ  แม้จะไม่ครบชุดใหญ่ทั้งกลุ่ม  ก็มีกลุ่มย่อยสองสามคนให้ได้พบปะกันแทบทุกสัปดาห์ที่ร้านหมอนิล  คือ  ร้านหนัง(สือ) ๒๕๒๑   ที่ถนนถลาง    กลางเมืองภูเก็ต  มีนักเขียนทั่วไทยแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนกันอยู่บ่อยๆ 

 

จำนวนผู้เข้าชม 1256    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :