เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ ผมหลงรักเรื่องสั้น โดย วิรุฬหกกลับ

              ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ เป็นนักเขียนที่โดดเด่นขึ้นมา ภายในชั่วระยะเวลาแค่ไม่กี่ขวบปี  ผลงานหนึ่งในสองเล่มแรกของเขากลายเป็น 1 ใน 20 เล่มสุดท้ายของรวมเรื่องสั้นรางวัลซีไรต์ประจำปี 2548 รวมถึงเรื่องสั้นรอยแยก ของเขา ยังเป็น 1 ใน 4  เรื่องสั้นที่คณะกรรมการพานแว่นฟ้า (ส่วนหนึ่ง) บอกว่า เป็นเรื่องสั้นที่บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ...ยังไม่นับเรื่องสั้นที่กำลังเข้าโค้งสุดท้ายรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดปีล่าสุด คนเดียวถึง 2 เรื่องนั่นอีก...ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการของเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นผู้คัดเรื่องสั้นและบทกวีให้กับนิตยสารคนมีสี-รายปักษ์วิจารณ์ เป็นคอลัมนิสต์ในนิตยสารอีกสองฉบับ อนาคตในการเขียนหนังสือของนักเขียนนาม ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากว่าเขาจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหนบนถนนสายวรรณกรรม แต่ในปัจจุบัน...เราต้องยอมรับว่าเขาคือนักเขียนที่โตไวที่สุดในบรรดานักเขียนรุ่นใหม่

 

    

 

 “ความอยากเขียนเกิดขึ้นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ปริญญาตรี สักประมาณปี 2-3 คือเป็นนักเขียนที่เริ่มอ่านหนังสือช้ามาก  ตอนแรกก็เป็นวัยรุ่นเกกมะเหรกเกเรธรรมดาๆ คนหนึ่ง ซึ่งทางบ้านมีปัญหา อกหักรักคุด มีชีวิตแย่ๆ เหมือนวัยรุ่นทั่วไปอีกหลายล้านคน ไปเรียนหนังสือก็ไม่เข้าห้องเล็คเชอร์ 11โมงก็นั่งกินเหล้าอยู่หน้ามหาลัยแล้ว  มหาวิทยาลัยหอการค้าเป็นมหาลัยที่มีร้านเหล้าอยู่ใกล้มหาลัยมาก นั่งกินเหล้าทุกวัน คือจะมีเพื่อนผู้หญิงในกลุ่มที่สนิทกัน คอยตามซื้อชีทให้ผมอ่าน วันหนึ่งขณะกำลังนั่งดื่มอยู่นั่นเอง เขาก็เอาชีทมาให้ มันเป็นชีทของวิชาปรัชญา...นั่งกินเหล้าอยู่ เบื่อๆ ก็หยิบขึ้นมาอ่าน เอ๊ะ...นี่มันอะไรกันวะ...คือมันรู้สึกแปลกๆ น่ะ  วิชาปรัชญาจะเน้นการตั้งคำถาม สอนให้ตั้งคำถามที่มีประโยชน์ มันจะถามว่าชีวิตคืออะไร คนเราเกิดมาทำไม...เราไม่เคยเจอคำถามประหลาดๆ แบบนี้มาก่อน มันก็สนุก ถามมาได้...ชีวิตคืออะไร...ชีวิตก็คือชีวิตดิวะ...ฮ่าๆๆ ผมเลยไปลองเข้าเรียนวิชานี้ดู ซึ่งเป็นชั้นเรียนรวมเรียนกันเป็นร้อยคน ไม่มีเช็คชื่อหรอกแต่เราอยากเข้า เข้าไปฟังมันก็สนุกดี ชอบ เรียนสักพักก็เริ่มเดินไปคุยกับอาจารย์ ถามโน่นนี่ไปเรื่อย มันเริ่มสงสัยไปหมดแล้ว จากเดิมๆ ที่ไม่เคยคิดไม่เคยสนใจอะไรเลย...สุดท้ายสอบมาได้เอ ชอบมาก เพิ่งรู้ตัวว่าชอบอะไรแปลกๆ...

ประกอบกับช่วงนั้นเพื่อนเริ่มเอาพ๊อตเก็ตบุ๊คมาให้อ่าน เล่มแรก เพื่อนที่สนิทกันไปซื้อหนังสือของพี่เวียง(วชิระ บัวสนธ์-สนพ.สามัญชน) ชื่อ ปรัชญาชีวิตของฌอง-ปอล ซาร์ตร์ ไอ้เราเพิ่งจะเรียนปรัชญาเบื้องต้นมาหมาดๆ แล้วชอบด้วย ก็เลยอ่าน...คราวนี้ยิ่งไปกันใหญ่ และช่วงเวลาใกล้ๆ กันนั้น มีเรียนวิชาจิตวิทยาเบื้องต้นด้วยซึ่งเป็นวิชาบังคับเหมือนกัน บังเอิญ(หรือเปล่าวะ?)ในปีนั้น วิชานี้เขากำหนดให้อ่านหนังสือนอกเวลาเรื่อง คำพิพากษา ของพี่ชาติ กอบจิตติ เป็นพ๊อตเก็ตบุ๊คเล่มที่สองในชีวิตที่ได้อ่าน...คราวนี้หลงแล้ว เตลิดไปสู่โลกน้ำหมึก อ่านแล้วน้ำตาคลอเบ้า ซึ้งนะ...คือคำพิพากษาเป็นเรื่องที่อ่านสนุก ชวนติดตาม แม้มันจะบีบคั้นหัวใจคนอ่านก็เถอะ แต่มันวางไม่ลงจริงๆ...พออ่านจบแล้วรู้สึกทึ่ง...อะไรกันวะเนี่ย ไอ้กระดาษปึกเล็กๆ นี่มันอะไรกันวะ ตัวอักษรที่เรียงต่อกันเป็นพรืดนี่มันอะไรกัน...ในตอนนั้นสำหรับผม...โลกวรรณกรรมมันเหมือนกับโลกของมนุษย์ต่างดาวที่เราไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปเหยียบมาก่อน และเรื่องราวทั้งหมดมันก็เริ่มต้นมาจากจุดนั้นนั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันยังเป็นแค่ความอยากแบบเด็กวัยรุ่น ยังไม่แจ่มชัด แล้วก็ไม่เคยได้ลงไม้ลงมือทำอะไร... 

   แต่ตอนเรียนปริญญาโทนี่เริ่มแล้ว เริ่มคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี ตอนเรียนปริญญาโทนี้เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจพอดี ค่าเงินบาทลอยตัว งานดีๆ หายาก ประกอบกับทางบ้านอยากให้เรียนต่อ เดิมทีตั้งใจจะเรียนด้านคอมพิวเตอร์ อยากเป็นโปรแกรมเมอร์เพราะเดาว่าน่าจะเหมาะกับเรา ทำงานกับตัวเองไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กับใครมากนัก เงินก็ดีด้วย เลยอยากเรียน...แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดังใจหวัง เพราะไอ้ที่ไปสมัครมันไม่ใช่ปริญญาโท มันเป็นแค่ Certificate แต่คุณย่าซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการ อยากให้หลานจบปริญญาโทมากกว่า เลยอด...ต้องต่อปริญญาโทที่หอการค้าอีก เพราะตอนนั้นที่อื่นเขาปิดรับสมัครกันไปเกือบหมดแล้ว ตอนเรียนปริญญาโทนั้น ครุ่นคิดอยู่ตลอดเกี่ยวกับการเขียนแต่ก็ไม่กล้า...คนไม่เคยเขียนมันจะมีแรงกดดัน มีความกลัว อาจจะกลัวความล้มเหลว กลัวที่จะต้องเผชิญกับความจริงว่าเราอาจจะทำไม่ได้...จำได้ว่าเคยเขียนเรื่องสั้นเชยๆ ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็หนีไม่พ้นได้เค้าโครงมาจากเรื่องในวงเหล้าอีกนั่นแหละ

 คือเพื่อนสนิทคนหนึ่งเล่าเรื่องของแม่เขาให้ฟัง แม่เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของสภากาชาด วันหนึ่งไปรับบริจาคเลือดที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ก็จะมีบทสนทนาของแม่เพื่อนกับคนบ้า คนบ้าบอกว่าเขาเป็นเซียนหวยมาก่อน แม่เขาเลยถามเล่นๆ ว่างวดนี้ออกอะไร คนบ้าก็บอกมั่วๆ มาเลขหนึ่ง แม่เพื่อนก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าต่อให้เพื่อนๆ ที่สภากาชาดฟัง ทุกคนก็หัวเราะชอบใจแล้วมีความเห็นตรงกันว่า จะไปเชื่ออะไรกับคำพูดของคนบ้า แต่สรุปว่างวดนั้นทุกคนแอบไปซื้อตามคนบ้าหมดเลยนะ แน่นอนว่าหวยออกมามันก็ไม่ถูกหรอก...เพื่อนเอามาเล่าให้ฟัง เราก็คิดว่าขำๆ ดีเลยเอามาเขียน เขียนเสร็จก็ส่งเวียนไปรอบห้อง ให้เพื่อนที่เรียนปริญญาโทด้วยกันอ่านแล้วให้เขาช่วยคอมเมนต์ คอมเมนต์ออกมาไม่ดีทั้งนั้นแหละ ก็เรื่องมันเขียนไม่ดีน่ะ เรื่องนี้ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหน แต่เป็นเรื่องแรกที่เขียนจบ จบแล้วก็เก็บเอาไว้อย่างนั้น

 สรุปก็ยังไม่ได้เริ่มอีกจนกระทั่งเรียนปริญญาโทจบ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สับสน มีความฝันหลายอย่าง  ยอมรับตรงๆว่าผมเป็นพวกหัวเอียงซ้าย ผมมองว่าพวกอ่านมากเขียนมากนี่ จะมีส่วนหนี่งซึ่งไม่ใช่ส่วนน้อย มักจะมีแนวคิดเอนเอียงไปทางสังคมนิยม อาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราก็เหมือนกัน มีความรู้สึกว่าทำไมชาวนาจน ทำไมนายทุนรวย อ่านเรื่องสั้นแบบดอกไผ่, ฤดูกาล หรือเล่มอื่นๆ ของอาจารย์เสกสรรค์ รวมถึงหลายๆ คนที่เป็นงานเขียนในยุคเพื่อชีวิต ก็ได้รับแรงกระทบจากงานพวกนั้น ทำให้ใฝ่ฝันอยากทำงานเอ็นจีโอ แทนที่จบมาจะใช้ชีวิตในแบบที่ครอบครัวอยากให้เป็น มีเงินเดือน มีชีวิตตามขนบ มีรถดีๆ ขับ มีบ้านดีๆ อยู่ แล้วก็แต่งงานมีลูกมีเต้าเหมือนอย่างคนอื่นเขา...

 

    
             แต่ผมนี่ พอจบปุ๊ปผมแบกเป้หอบสัมภาระขึ้นหลังเลย ติดต่อไปทางมูลนิธิกระจกเงา ก็ไม่ได้รู้จักเขานะแต่ก็ไป ใจมันไปแล้วไง แพ็คของตั้งแต่อาจารย์ท่านสุดท้าย ยังไม่ได้เซ็นธีสิสอนุมัติให้ผ่านด้วยซ้ำไป ตั้งใจจะไปอยู่นาน แต่ด้วยสาเหตุบางอย่างทำให้อยู่นานไม่ได้อย่างที่คิดไว้ จากนั้นผมก็เดินทางจากเชียงรายมาอยู่ภูเก็ตเป็น เอ็นจีโออีกเหมือนกัน ก็ไปเป็นอาสาสมัครช่วยเขา จนเขาทาบทามจะให้เป็นผู้อำนวยการโครงการ แต่ตอนหลังก็มีปัญหากับเขาอีก คือดันไปรู้ตื้นลึกหนาบางมากไป...ก็ออกมาอีก ตอนนั้นไม่มีเงินเลยนะ พูดง่ายๆ คือทางบ้านตัดหางปล่อยวัดแล้ว เพราะไม่ยอมดำเนินชีวิตตามกรอบที่เขาวางไว้ให้ แต่ก็ยังตระเวนหางานทำที่ภูเก็ตต่อไป

 ส่วนใหญ่จะผิดหวังตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งไปสมัครงานที่โรงแรมใหญ่ในหาดป่าตอง ผมเป็นคนมีเครา ถ้าห่างมีดโกนสักสองวัน มันก็ขึ้นเป็นตอบ้างแต่ไม่ได้น่าเกลียดอะไร ที่นี้พอไปสมัคร เดินเข้าไปเจอหัวหน้าฝ่ายบุคคล เจอหน้าคำแรกเขาทักว่า สงสัยจะไม่พร้อมให้มาสมัครวันหลังดีกว่า ผมก็งงๆ ถามว่าทำไมล่ะครับ เขาว่าก็ดูท่าทางยังไม่พร้อมนี่แล้วก็ชี้มาที่เครา เราก็เสียความรู้สึกมาก เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน จนก็จน ลำบากฉิบหาย ผมหันหลังแล้วให้กล้วยดังลั่นเลย...เอี้ยจริงๆ ผมเนี่ย...เลยทำให้เรารู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับโลกธุรกิจ สุดท้ายมีคนรู้จักแนะนำให้ไปสมัครที่สมาคมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูเก็ต อันนี้ก็ทำท่าเหมือนว่าจะเป็นเอ็นจีโอ สรุปว่าได้งานทำที่นั่นเป็นเลขาธิการสมาคมฯ  แต่พอทำได้ไม่นานก็เหมือนเดิมอีก รู้มากเกินไปอีก มันไม่เป็น ไม่ขาวสะอาดเหมือนอย่างที่คิด ก็ออกมาอีก...

ตอนนั้นชีวิตถือว่าตกต่ำถึงขีดสุดแล้ว ก็หวนกลับมาคิดถึงอีกความฝันหนึ่ง ซึ่งมันบ่มตัวมาตั้งแต่ครั้งที่เรียนปริญญาตรีแล้ว พอสถานการณ์ชีวิตมาถึงตรงนั้น ก็คิดไปคิดมา...เอาวะ!...สงสัยหากพระเจ้ามีจริง ท่านก็คงจะขีดเขียนให้เราเดินมาบนเส้นทางนี้ซะแล้วล่ะ เลยตอบตัวเองว่าจะเขียนหนังสือเสียที

ตอนนั้นขนหนังสือไปเยอะมาก ขนไปเยอะแต่ยังไม่ได้อ่าน ทั้งช่อการะเกด วรรณกรรมคลาสสิค ก็ได้ยินคนอื่นพูดมาว่า อยากเป็นนักเขียนต้องเริ่มที่การอ่าน ก็เอาเลยนอนผูกเปลอยู่หน้าบ้านเช่า ตะลุยอ่านหนังสือแม่งอย่างเดียวเลย ตอนนั้นพอมีเงินเก็บบ้างเพราะทำงานมาได้ 5-6 เดือน เช่าบ้านที่ภูเก็ตเดือนละ 1,300 บาทรวมน้ำไฟพร้อม ก็ไม่แพงนัก ค่าข้าวค่าบุหรี่ค่าเหล้าวันละไม่กี่บาท พออยู่ได้...อ่านอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ความกลัวมีตลอดนะ  สำหรับคนที่ไม่เคยเขียน อ่านอยู่นั่นแหละจนหนังสือที่ขนมามันหมด ก็เลยคิดว่าหากไม่เริ่มต้น ไม่ลงมือเขียน มันก็คงไม่ได้เป็นนักเขียนเสียที เลยลงทุนซื้อโต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่ง กระดาษสำเร็จรูปที่เจาะรูสำหรับเก็บเข้าแฟ้มได้อีกสองเล่ม พร้อมไส้ดินสอกับยางลบ แล้วก็ปากกาดินสอร็อตติ้งเก่าๆ ที่ติดตัวมาจากกรุงเทพฯ อีกด้ามหนึ่ง คือผมจะเริ่มเขียนด้วยดินสอ ตอนนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์

 “ตำนานสุดท้าย-ไอ้มดแดง นี่ประมาณเรื่องที่ 4 เรื่องที่ 5  ตอนนั้นเขียนเยอะมาก บางอาทิตย์ได้ 3 เรื่อง ในช่วงแรกมันมีแรงอัด จำได้ว่าวันแรกที่จับปากกาคือ 12 พ.ค. 45 เขียนจนสิ้นปี 45 มีต้นฉบับอยู่พอสมควร เขียนไป 5-6 เดือนมีต้นฉบับราว 30 - 40 เรื่องแล้ว  ตอนนั้นเหมือนคนตาบอด ไม่รู้ว่าแวดวงวรรณกรรมคืออะไร มีทิศทางลมเป็นยังไง  ค้นในอินเตอร์เนตเจอตลาดต้นฉบับในเว็บของพี่ปอ(นิวัต) ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า นิวัต พุทธประสาท คือใคร ก็ปริ้นต์ออกมา แล้วส่งต้นฉบับไปตามที่อยู่ซึ่งเขาลงไว้ ทั้งขวัญเรือน มติชน บางทีฉบับเดียวส่งไป 10 เรื่อง ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่านั่นคือเยอะเกินไป แต่ก็ส่งไปด้วยความไม่รู้ 

 ปลายปี 45 นิตยสารสุดสัปดาห์ ติดต่อกลับมา บอกว่าจะตีพิมพ์เรื่อง รักลอยลม ฉบับเดือนธันวาฯ  ตอนนั้นดีใจมาก เพราะอ่านจากประวัตินักเขียนคนอื่นกว่าจะได้ตีพิมพ์เรื่องแรก บางคนนานเป็น 3 ปี 5 ปี เขาอดทนกันมาก เราโชคดีเว้ย บอกกับตัวเองอย่างนั้น...แต่แล้วเดือนธันวาฯ ก็ไม่มีเรื่องสั้นของผม ใจหายเลย เอาแล้วไง สงสัยเขาเปลี่ยนใจ ตอนหลังเขาโทรมาขอไฟล์เลยทราบว่าเขาเลื่อนไปออกฉบับแรกของปี 46 เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์...ตอนนั้นดีใจมาก เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในชีวิต ไปซื้อมาสองเล่มเลย  หลังจากนั้นก็ขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อมาใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านพิมพ์ต้นฉบับที่เขียนไว้ด้วยดินสอ ก็ได้ต้นฉบับมา 40 กว่าเรื่อง ก็ทยอยส่งไปตามนิตยสารต่างๆ 3-4 เดือนครั้ง ก็ได้รับการตอบรับบ้าง คือได้ตีพิมพ์บ้าง

 แต่งานเขียนมันเลี้ยงชีพไม่ได้อยู่แล้ว ประจวบกับเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันชวนทำบริษัท พวกธุรกิจซื้อมาขายไปนี่แหละ ก็ลองทำได้สัก 3-4 เดือนแล้วก็ล่มไม่เป็นท่า อุตส่าห์จดทะเบียนทำอะไรๆ เสียเรียบร้อยดิบดี ยังไม่พอ ดันมามีเรื่องบาดหมางกับพ่ออีก สุดท้ายก็เข้าตาจนอีกครั้ง...ต้องไปเป็นเซลล์ขายรถที่แลนด์โรเวอร์ ข้อดีของการเป็นเซลล์ขายรถคือ ถ้า เป็น จะเก็บเงินได้เร็ว ผมเหมาะกับงานนั้นเพราะพูดเป็น แต่ไม่ชอบเลยนะเข้าขั้นเกลียดด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นงานบริการ เป็นงานที่ต้องรองรับผู้คน ถึงแม้จะไม่ชอบแต่ภายในระยะเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่เดือน ผมก็เก็บเงินได้มากพอสมควร พอได้ถึงจุดที่ตั้งใจไว้ปุ๊ปก็ออกปั๊ป กลับมาหาโลกวรรณกรรมอีกครั้ง

 หลังออกจากขายรถ ก็ไปเช่าห้องอยู่แถวสุขาภิบาลหนึ่ง อยู่คนเดียว นับเงินใช้เลยว่าวันนี้ใช้ได้เท่าไหร่ ค่อนข้างโดดเดี่ยวเหมือนกัน เหงา แต่กลายเป็นดีเพราะมันสงบ มันทำให้เรานิ่งเหมาะแก่การสร้างงาน วันหนึ่งเข้าร้านเน็ตไปเช็คเมล์ ก็บังเอิญไปอ่านเจอกระทู้ในบอร์ดแห่งหนึ่ง ซึ่งจนทุกวันนี้ก็ยังคงนึกไม่ออกว่าเป็นเว็บบอร์ดของที่ไหน จำได้แต่ว่ามีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งไปโพสต์ไว้ว่าเปิดรับต้นฉบับ ก็เลยลองส่งเรื่องไปให้เขาพิจารณา สุดท้ายก็ได้คุยกัน และเป็นที่มาของหนังสือ ตำนานสุดท้าย-ไอ้มดแดง และ วันพิพากษา

 

 

 -ปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง

           งานสุดท้ายที่ทำก็เป็นเซลล์ขายรถ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำงานประจำอีกเลย ใช้เงินเก็บ ซึ่งตอนนี้ก็หมดแล้ว ปัจจุบันนอกเหนือจากการเขียนหนังสือเป็นหลัก ตอนนี้ก็มีดูแลเรื่องสั้นกับบทกวีให้นิตยสารคนมีสี ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น คนมีสี-รายปักษ์วิจารณ์  มันเริ่มต้นจากการที่ผมลองส่งต้นฉบับ ชีวิตแนวระนาบ (หมายถึงการนอนดูหนัง) ซึ่งเป็นความเรียงเกี่ยวกับหนังไปให้พี่นก (นพรัฐ พรวนสุข) พิจารณาดูทางอีเมล์ จู่ๆ วันหนึ่งแกก็โทรกลับมาหา เลยได้พูดคุยกัน นัดเจอกัน นำไปสู่การช่วยงานพี่เขาในที่สุด

นานๆ ทีก็มีเรื่องสั้นมีบทกวีลงบ้าง แต่อย่างที่บอกงานเขียนมันเลี้ยงชีพไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยใจรัก ผมอาจจะโชคดีตรงที่ผมเป็นคนชอบดูหนัง อาจจะไม่เยอะเท่าพี่เต้ยทินกร (หุตางกูร) หรือไม่เซียนขนาดอุทิศ (เหมะมูล) แต่ก็ถือว่าดูเยอะกว่าคนทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่ผมจะดูหนังคนเดียวเพราะไม่ชอบให้ใครมาถาม เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว บางทีวันเดียวดูสามเรื่อง ซื้อตั๋วต่อกันเลย ทุกวันนี้ก็ยังดูอยู่ แต่ดูในโรงไม่บ่อยแล้วไม่ค่อยมีตังค์ และก็เป็นเพราะการชอบดูหนังนี่ล่ะ จึงนำมาสู่การเขียนความเรียงเกี่ยวกับหนัง ซึ่งกลายเป็นรายได้ส่วนหนึ่งแม้จะน้อยนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย ก็เอาเงินตรงนั้นล่ะมายาไส้ไปวันๆ  มันเริ่มจากการที่รุ่นน้องในมหาลัยคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันเป็นบ.ก.นิตยสารเธอกับฉัน แต่เมื่อก่อนเธอเป็นบ.ก.ให้กับเพลย์ออนซึ่งปิดตัวไปแล้ว ติดต่อมาว่าช่วยเขียนเรื่องหนังให้หน่อย เราก็เลยลองเขียนดู

พอลงในนิตยสาร มันบังเอิญอีกว่ามีคนที่ทำงานอยู่ในสหมงคลฟิล์มไปเห็นเข้า ซึ่งในขณะนั้นเขากำลังจะจัดโครงการ A little big film project ครั้งที่เท่าไหร่ไม่แน่ใจ แต่จะจัดเป็นประจำที่โรงหนังลิโด้ตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นนักศึกษาแล้ว เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ติดต่อมายังผม บอกว่าจะเชิญไปพูดก่อนฉายหนังเปิดโครงการ ผมไม่ใช่นักวิจารณ์มืออาชีพ แต่เมื่อโอกาสมาถึงผมก็ลองดู ดีสิได้ทั้งเงินได้ทั้งโอกาส ผมก็ไป หลังจากนั้นมาพอดูหนังก็ไม่ดูเฉยๆ แล้ว ดูเรื่องไหนแล้วชอบก็จะเอามาเขียนเก็บไว้ คือจะเขียนเพื่อต่อยอดทางความคิด เขียนให้อ่านสนุก คิดเสียว่าเหมือนเขียนให้เพื่อนอ่าน แล้วก็ลองส่งไปให้นิตยสารคนมีสีพิจารณาอย่างที่บอก แต่ก็ไม่ได้หวังผลอะไรมากนัก คือใครจะชอบไม่ชอบยังไง ผมก็เขียนของผมเป็นปรกติอยู่แล้ว แต่ไม่วิจารณ์นะไม่ติไม่ให้ดาว เขียนแต่หนังที่ชอบเท่านั้น เขียนสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ สิ่งที่ได้จากการดูหนังเรื่องนั้น แล้วพี่นกก็ตอบรับกลับมาให้เป็นคอลัมนิสต์ในที่สุด  

จริงๆ แล้วงานคอลัมนิสต์ผมไม่ชอบนะ เพราะมันเป็นภาระผูกพัน คือเราต้องเขียนอย่างสม่ำเสมอ ถ้าไม่รับผิดชอบเราจะซวย แต่ข้อดีคือได้เงินสม่ำเสมอ ซึ่งกลายเป็นโชคดีไปที่ผมหันมาเขียนหนัง เพราะสำหรับผมมันไม่กดดันมาก เพราะผมสร้างรูปแบบการเขียน ผมกำหนดกรอบของผมเอง มันก็เลยพอไหว...หลังจากนั้น ทางสยามอินเตอร์บุ๊คเขาไปรับทำนิตยสารให้กับร้านเซเว่นฯ ชื่อนิตยสารออล ผมก็เลยลองส่งไปให้เขาพิจารณาดูอย่างเคย แล้วเขาก็ติดต่อกลับมา เลยได้เขียนเป็นคอลัมนิสต์อีกเล่ม ตอนนี้ก็ถือได้ว่าเป็นทางออกที่ช่วยให้ผมพอมีเงินบ้าง พอมีกิน พอซื้อบุหรี่สูบได้บ้าง

-การประกวดวรรณกรรมและงานเขียนของชาติวุฒิในปัจจุบัน

          สำหรับผม...การประกวดไม่ว่าจะเป็นรางวัลอะไร ตั้งแต่รางวัลที่เล็กที่สุดไปจนถึงใหญ่ที่สุด ผมมองว่ารางวัลที่ได้รับจากการประกวด ก็เปรียบเสมือนกับตราแม่ช้อยนางรำ เหมือนตราเบิปพิสดาร เหมือนตราเชลล์ชวนชิม คล้ายกับว่าผมเป็นพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวคนหนึ่ง มีร้านสักร้านหรืออาจเป็นเพียงรถเข็นสักคัน กางโต๊ะริมถนนนั่นล่ะ แต่บังเอิญตรงป้ายไฟเหนือรถเข็นของผมมันมีตราแม่ช้อยนางรำหรือเชลล์ฯ ประทับอยู่ไง คนเดินผ่านไปมาที่อาจไม่เคยกินหรือเป็นขาจร เมื่อเห็นป้าย เขาก็อาจจะมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นอีกนิดที่อยากจะลองเสี่ยงชิมดู แค่นั้นเอง ต่างกันตรงที่ว่าผมไม่ได้ขายก๋วยเตี๋ยวแต่ผมเขียนหนังสือแทน เวลารวมเล่มแล้วหากเราได้รางวัลมาประทับบนปก มันก็ฉันใดฉันนั้นแหละ มิพักต้องพูดถึงว่าในกระบวนการตัดสินใจซื้อหนังสือของผู้บริโภค ปกและสิ่งที่ปรากฏอยู่บนปก ล้วนมีส่วนสำคัญในกระบวนการดังกล่าวไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยปัจจุบันซึ่งโลกหมุนเร็วเหลือเกิน อาจกล่าวได้ว่ามีส่วนสำคัญมากด้วยซ้ำไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรางวัลก็ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดแต่อย่างใด

 การประกวดวรรณกรรมและรางวัล มันมีส่วนดีสำหรับนักเขียนหลายอย่าง ทั้งเงินทองที่ได้ตอบแทนมาก็สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซื้อข้าวกินได้อิ่มท้องเหมือนกัน และก็มีส่วนเป็นกำลังใจสร้างแรงใจเติมเชื้อไฟในการทำงาน และอย่างที่บอกไปในเรื่องของการตลาด ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการอ่านในบ้านเรา ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าคนอ่านหนังสือโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือวรรณกรรมกันน้อยมาก เมื่อวันหนึ่งเกิดมีใครสักคนอยากจะซื้อวรรณกรรมขึ้นมาสักเล่ม เขาก็จะพิจารณาตั้งแต่หน้าปก ถ้าปกมีตราประทับรางวัลโน้นรางวัลนี้ ก็อาจเป็นแรงจูงใจส่วนหนึ่งที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด

 แต่ในขณะเดียวกันการประกวดและรางวัลก็อาจมีข้อเสียเช่นกัน และข้อเสียดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับตัวนักเขียนคนนั้นเองว่ามีมุมมองต่อสิ่งนี้อย่างไร หากถึงขั้นเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้ขึ้นมาก็ทำใจไม่ได้นั่นก็เป็นเรื่องที่...เอ่อ...และบางคนหากได้ขึ้นมาแล้วก็หลงผิดคิดไปว่าตนเองดีเลิศ วิเศษกว่าคนอื่นนั่นก็...เอ่อ...กรรมใครกรรมมันแล้วกันครับ ของอย่างนี้สอนกันลำบาก สำหรับผมแล้วการประกวดเป็นเพียงเรื่องของรสนิยม และก็เป็นกิจกรรมที่ผมทำไปอย่างมีเป้าหมายเสมอ บางคนหัวรุนแรงไปต่อต้านการเขียนประกวด พร่ำประณามคนที่เขียนประกวดว่าหวังเพียงลาภยศสรรเสริญ เอ่อ...อันนั้นผมว่ามันก็ใจแคบไปนะครับ มันต้องพิจารณาเป็นคนๆ ไปน่ะครับ คนที่เป็นอย่างนั้นอาจจะมี แต่ที่ไม่ได้เป็นก็มากนะครับ ขำๆ น่า...อย่าซีเรียสนักเลย

ส่วนตัวผมไม่ได้มองว่าคนที่เขียนหนังสือประกวดทำผิดแต่อย่างใด อย่างนั้นก็ผิดกันหมดสิครับที่ได้ซีไรต์มา ข้อดีของการประกวดคือหนึ่งได้เงิน แล้วได้ดีกว่าที่เขียนเพื่อลงตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารเป็นไหนๆ อย่างเก่งเรื่องสั้น 3000 ประมาณนี้ แต่หากประกวดเอาแค่ชมเชยนะครับอาจสูงถึงหลักหมื่น อย่างที่สองเมื่อได้รางวัลก็เป็นเครดิตกับนักเขียนนะ เพราะสุดท้ายมันจะมีผลอยู่พอสมควรแหละ ในการนำเสนอต้นฉบับกับสำนักพิมพ์เพื่อพิจารณารวมเล่ม ก่อนนำไปสู่กระบวนการผลิตแล้ววางขายในร้านหนังสือ นี้คือผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงอันเกิดขึ้นจากการประกวด

หากใครรู้จักผมขอยกตัวอย่างระดับสากลของนักเขียนไทยรุ่นใหม่สักคน คงพอจำชื่อของ ณัฐวุฒิ ลาภมีเจริญทรัพย์ ได้ใช่ไหมครับ คนที่คุณปราบดาเคยสัมภาษณ์ลงไว้ในจีเอ็มฉบับหนึ่ง ผู้เขียนเรื่อง Sight Seeing น่ะครับ ซึ่งเล่มดังกล่าวเข้ารอบสุดท้ายของการประกวดรางวัลอะไรสักอย่างหนึ่งที่สำคัญพอสมควร ประเด็นคือ ผมอยากถามว่าความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับตัวคุณณัฐวุฒิเอง ใช่หรือไม่ครับว่า เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเป็นเพราะการประกวดและรางวัลในครั้งนั้น...

สมมตินะครับว่าผมเป็นบ.ก.สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง มีต้นฉบับของนักเขียนที่ผมไม่รู้จักเลยอยู่ตรงหน้าสามเล่ม สองเล่มแรกไม่มีเครดิตอะไร กับเล่มสุดท้ายมีเครดิตรางวัล มีความเป็นไปได้ว่าผมอาจจะหยิบอ่านเล่มนั้นก่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผมอาจเลือกพิมพ์เล่มที่ไม่ได้รางวัลก็เป็นได้ แต่อย่างน้อยที่สุดมันทำให้ผมสนใจใคร่รู้ได้แน่ๆ ครับ

ผมอาจส่งเรื่องประกวดบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าไล่ประกวดทุกรางวัล อยากทำได้นะครับแต่ความสามารถมันไม่อำนวย เขียนไม่ทันเขียนไม่ไหวครับ...ปี 2548 เป็นปีที่ผมวางเป้าไว้ว่าจะเขียนงานประกวด อยากลองดูอยากสั่งสมประสบการณ์ด้วยตนเอง อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ก็ได้บ้างไม่ได้บ้างครับ แต่ถึงได้ไม่ได้อย่างไร ก็ไม่ได้คิดอะไรมากครับ เพราะถือว่าการประกวดมันเป็นเรื่องรสนิยมของคนที่ตัดสิน ทุกวันนี้ทำงานตามตารางครับ ปีนี้เลิกเขียนเพื่อประกวดแล้ว นอกเสียจากว่าน่าสนใจจริงๆ หรือเงินรางวัลสูงๆ ก็อาจจะอยากแจมบ้างปีนี้อยากทำหนังสือสัก 3-4 เล่ม จริงๆ

จำนวนผู้เข้าชม 1287    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :